ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 247 จูอู่กับหลินซื่อเกิดเรื่องแล้ว
บทที่ 247 จูอู่กับหลินซื่อเกิดเรื่องแล้ว
บรรดาบุรุษสตรีสกุลจูพลันพบว่า เมื่อทำเช่นนี้ก็สามารถขึงเชือกไว้ในนาน้ำจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งได้แล้ว
พวกเขาไม่ได้เพิ่งเคยเห็นเชือกแบบนี้เป็นครั้งแรก ปีที่แล้วตอนทำแปลงผักก็เคยเห็นมาก่อนแล้วจึงปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
เย่อวี๋หรานอธิบายอย่างชัดเจนว่าแถวแนวนอนมีระยะห่างเท่าไหร่ แถวแนวตั้งต้องเว้นระยะห่างเท่าใด กอปรกับมีอุปกรณ์ช่วย ทุกคนจึงทำตามได้อย่างรวดเร็ว
พวกเขายืนอยู่หน้าเชือกที่ขึงเสร็จแล้ว เรียงเป็นแถวหน้ากระดานในนาน้ำ แต่ละคนรับผิดชอบหนึ่งแถวพอดี ไม่ต้องเดินเพ่นพ่านไปไหน เพียงปักกล้าไปข้างหน้าเรื่อย ๆ เช่นนี้ก็สามารถทำให้งานในมือรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
วิธีปักกล้าที่ไม่เหมือนใครเช่นนี้ จูปาเม่ยรู้สึกว่าแปลกใหม่ยิ่งนัก นางจึงลงมืออย่างคล่องแคล่วเอาการเอางาน
เพียงแต่หลังทำไปได้สักพักก็รู้สึกว่าค่อนข้างปวดเมื่อยตรงเอว จำเป็นต้องเคลื่อนไหวร่างกายเสียหน่อย
นางหยัดกายขึ้นมา บิดเอวพลางมองไปรอบทิศ “ท่านแม่ ความคิดนี้ของท่านดีงามยิ่งนัก ท่านดูสิเจ้าคะว่าต้นกล้าในนาเป็นระเบียบเรียบร้อยเพียงไหน ข้าไม่เคยเห็นทุ่งนาที่เป็นระเบียบร้อยเช่นนี้มาก่อนเลย”
นางมองไปยังผืนนาใกล้เคียงกัน ความแตกต่างชัดเจนยิ่งนัก
“โอ้โห พอเทียบกันแล้วนาของพวกเราสบายตากว่าเยอะ ต้นข้าวทั้งเขียวทั้งสูงเชียวเจ้าค่ะ”
“ก็ใช่น่ะสิ” หลิวซื่อรู้สึกเมื่อยเอวจึงยืดกายขึ้นมาเคลื่อนไหวเช่นกัน “พอทอดสายตามองไปก็จะเห็นว่ากล้าข้าวในนาน้ำของครอบครัวเราสูงที่สุด ไม่ได้สูงอย่างเดียวด้วยนะ ยังเขียวอร่ามงามตาอีกต่างหาก แค่มองก็รู้สึกดีแล้ว”
เย่อวี๋หรานทราบว่าทุกคนไม่เคยทำงานเช่นนี้มาก่อน ต้องก้มหน้าปักกล้าเช่นนี้อยู่เป็นเวลานาน คาดว่าคงมีไม่กี่คนที่ทนไหว
นางเองก็ก้มหน้าได้ไม่นาน เอวทั้งสองฝั่งก็เริ่มเมื่อยจนยากจะทานทนแล้ว จึงตัดสินใจบอกให้ทุกคนพักผ่อนกันสักครู่
“ถ้าเหนื่อยนักก็พักก่อน”
“ปาเม่ย เจ้าล้างเท้าแล้วพาซานเม่ยกับซื่อเม่ยกลับเรือนไปเอาน้ำมาหน่อย”
“พี่สะใภ้สี่ของเจ้าทำอาหารอยู่ที่เรือนคนเดียว ทั้งยังต้องเลี้ยงลูก คิดว่าคงยุ่งเกินกว่าจะเอาน้ำมาส่ง พวกเจ้าก็ไปช่วยนางเถอะ”
……
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” ครั้นจูปาเม่ยได้ยินมารดาบอกให้ตนเองกลับไปก็ดีอกดีใจยิ่งนัก นางขานรับพลางยิ้มหน้าบาน
เมื่อก่อนไม่เคยปักกล้าจึงไม่รู้ พอได้ลองมาปักกล้าเองจึงทราบว่า ที่แท้งานในเรือนสบายกว่าเยอะ
อย่างน้อยทำงานในเรือนก็ไม่ปวดเอวขนาดนี้
หลิวซื่อมองบรรดาแม่นางตัวน้อย ๆ ที่กระโดดโลดเต้นจากไปด้วยความดีใจก็แอบรู้สึกแย่ขึ้นมา “ท่านแม่ ทำไมท่านไม่ให้ข้ากลับไปเอาน้ำเจ้าคะ? เด็กสาวอย่างพวกนางจะทำอันใดได้ กลับไปก็คงจะเพิ่มภาระมากกว่า…”
เย่อวี๋หรานปรายตามองอีกฝ่ายพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่อยากทำงานก็ได้ แค่แยกเรือนออกไปก็พอ”
คำพูดประโยคเดียวทำให้คนทั้งทุ่งนาเงียบสนิท
เวลาเช่นนี้จึงตระหนักได้ถึงความแตกต่างของการไม่มีหลี่ซื่อกับหลินซื่ออยู่ด้วย ถ้าพวกนางอยู่ด้วยจะต้องมีคนช่วยแก้ไขสถานการณ์ ทำให้บรรยากาศกลับมามีชีวิตชีวาได้แน่นอน
หากตอนนี้น่ะหรือ หลิ่วซื่อรู้จักแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ส่วนหลิวซื่อเพิ่งจะได้รับการสั่งสอน ถูกคำว่า ‘แยกเรือน’ ทำให้ตกใจจนใบ้กินไปแล้ว
ส่วนบุรุษสกุลจู แต่ไหนมาก็ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการมีปากมีเสียงระหว่างมารดาของพวกตนกับบรรดาลูกสะใภ้อยู่แล้ว
แม้แต่คนร่าเริงอย่างจูอู่ก็ยังไม่อยู่ เขาไปหมู่บ้านสกุลหลิวเป็นเพื่อนหลินซื่อเพื่อสืบข่าวคราวเรื่องหลินต้าเม่ย
และเนื่องจากกลัวว่าคนจะจดจำพวกเขาได้แล้ววิ่งไปแจ้งข่าวที่เรือนหลิวต้าซุ่น
ยามนี้พวกเขาเพิ่งออกมาจากเรือนหลังหนึ่ง จูอู่กวาดสายตามองไปทั่ว กางหูผึ่งคอยฟัง แล้วกระซิบเอ่ยกับหลินซื่อ “พอสมควรแล้วกระมัง? ข้าคิดว่าเรื่องนี้ให้ท่านแม่มาเองจะดีกว่า ถ้าท่านแม่ลงมาเองต้องจัดการได้อยู่แล้ว”
หลินซื่อมีสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ นางกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากงั้นหรือ? ท่านแม่ไม่ยอมช่วยต่างหาก ถ้าท่านแม่รับปากแล้ว ข้ายังจะต้องมาอีกหรือ?”
จูอู่นึกถึงเรื่องราวที่สืบมาได้ คิดว่าต่อให้เป็นตนเองเกรงว่าก็คงไม่อยากเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้เช่นกัน มารดาจะไม่อยากยุ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา
“การที่ท่านแม่ไม่อยากยุ่งจะต้องมีเหตุผลแน่นอน เจ้าไม่คิดว่าพวกเราควรฟังท่านแม่หน่อยหรือ?” เขาไม่อยากทำให้หลินซื่อรู้สึกไม่ดีจึงกล่าวอย่างอ้อม ๆ
ตอนที่พี่สะใภ้สี่บรรยายสถานการณ์ทางนี้ให้ฟังก็กล่าวอย่างชัดเจนมากแล้ว หลิวต้าซุ่นไม่บริสุทธิ์ หลินต้าเม่ยเองก็หาได้บริสุทธิ์สักเท่าไหร่ อย่างไรเสียสองคนนี้ก็ศีลเสมอกัน ไม่มีใครโทษใครได้สักคน
ถ้าหลินต้าเม่ยฉลาดสักหน่อยยังพอว่า แต่ผู้หญิงคนนี้กลับเป็น ‘คนโง่’ ผู้หนึ่ง
ไม่เห็นหรือว่าหลิวมู่ไม่อยากสนใจนางด้วยซ้ำ?
นางกลับดีนัก ทำหน้าหนาเข้าหาเขา แม้แต่ลูกสาวทั้งสามคนก็ไม่ต้องการแล้ว นางหมายตาสิ่งใดน่ะหรือ? ก็หมายตาว่าคนเขามีลูกชายแล้ว ถ้าตนเองแต่งงานใหม่ก็ไม่ต้องคลอดแล้วน่ะสิ?
แต่นางมั่นใจได้อย่างไรว่าคนเขาปลดหม่าซานเหนียงแล้วก็จะแต่งนาง?
หากว่ากันตามเหตุผลแล้ว หลินซื่อเข้าใจดีว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร แต่จิตใจไม่อาจยอมรับได้ “นั่นเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของข้านะ”
จูอู่นิ่งงัน “…”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ ทันใดนั้นจูอู่ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขายกมือขึ้นให้นางเงียบเสียง จากนั้นตรงไปยังหัวมุมหนึ่งอย่างเบาเท้า คอยลอบสังเกตสถานการณ์ฝั่งนั้น
แต่เมื่อเขายื่นศีรษะออกไปก็เห็นหลิวต้าซุ่นหามจอบพาคนยกพวกตรงมาทางนี้
สิ่งที่ทำให้เขาต้องตระหนกก็คือ เขาคล้ายจะได้ยินเสียงคนพูดว่า “อยู่ทางนั้นแหละ…”
เขารีบหันกลับมาพูดกับหลินซื่อทันที “แย่แล้ว! พวกเราถูกจับได้แล้ว รีบหนีกันเถอะ”
“อะไรนะ?!” หลินซื่อตกใจ “เป็นไปได้…”
……
เมื่อจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยกลับไปถึงเรือน หลี่ซื่อก็กล่อมลูกน้อยทั้งสองคนเสร็จพอดี กำลังยกชาสมุนไพรลงจากเตามาทิ้งไว้ให้เย็นลง
“พวกเจ้ากลับมาเอาน้ำกระมัง? ข้าล้างโถให้แล้ว ตักใส่โถแล้วยกออกไปได้เลย” หลี่ซื่อกำลังจะกำชับอะไรบางอย่าง แต่ลูกน้อยร้องไห้ขึ้นมาเสียก่อน จึงได้แต่พูดค้างไว้เท่านี้
หลังฝึกฝนมาหลายเดือน สาวน้อยทั้งสามก็นับว่าทำงานได้คล่องแคล่วกันแล้ว เร่งทำตามคำกำชับของนาง ตักชาสมุนไพรใส่โถทันที
หลี่ซื่อกล่อมลูกน้อยเสร็จก็ออกมาช่วย ทั้งยังเตรียมของกินเล่นจำพวกปลาแห้งและหาถุงกระสอบมาใส่ให้เรียบร้อย
“พวกเจ้าคนไหนก็ได้ช่วยข้าอุ้มลูกที ข้าไปกับพวกเจ้าด้วย”
“พี่สะใภ้สี่ ท่านจะไปด้วยหรือเจ้าคะ?” จูปาเม่ยค่อนข้างประหลาดใจ
อยู่เรือนสบายกว่ามาก ไม่มีธุระจะไปทุ่งนาทำไม แม้ช่วงนี้แดดจะยังไม่จัดมาก แต่การปักกล้าก็ยังเหนื่อยมากอยู่ดี
หลี่ซื่อฟังเด็กสาวทั้งสามเล่าให้ฟังว่าการปักกล้าชวนเมื่อยเอวเพียงใดก็หลุดเสียงหัวเราะออกมา “ทำอะไรไม่เหนื่อยบ้าง? ท่านแม่เอ็นดูพวกเจ้า แค่อยากให้พวกเจ้าได้สัมผัสดูสักหน่อย แล้วค่อยปล่อยพวกเจ้ากลับมา ถ้าเป็นครอบครัวอื่น พวกเจ้าอย่าหวังว่าจะสบายเช่นนี้เลย”
“ไปกันเถอะ พวกเขาทำงานข้างนอกกันมานานมากแล้ว ข้ายังไม่ได้ไปดูเลย ฉวยโอกาสนี้ไปดูให้เต็มตาสักครา”
นางหาตะกร้าสะพายหลังขนาดย่อมมาสองใบ แล้วเอาผ้าอ้อมและเสื้อผ้าสะอาดสำหรับเปลี่ยนรองไว้ข้างล่าง จากนั้นรองด้วยผ้าห่มผืนเล็กอีกชั้นหนึ่ง แล้วจึงค่อยอุ้มซานเป่าและซื่อเป่าวางลงในตะกร้า
หลินซื่อเม่ยยังเล็กจึงไม่ให้นางแบกตะกร้า นางรับหน้าที่ถือถุงกระสอบ ส่วนจูปาเม่ยและหลินซานเม่ยเป็นคนแบกซานเป่าและซื่อเป่า ส่วนหลี่ซื่อแบกโถใส่น้ำและถ้วยสำหรับดื่มน้ำที่มีน้ำหนักมากที่สุด
“หูย…หนักมากทีเดียว ถ้าข้าไม่ไปกับพวกเจ้า พวกเจ้าคงแบกไม่ขึ้นแน่ ๆ” นานแล้วที่ไม่ได้แบกของหนักเช่นนี้ หลี่ซื่อรู้สึกว่ากินแรงอยู่บ้าง
แต่ซานเป่ากับซื่อเป่าโตขึ้นทุกวัน นางอุ้มไปอุ้มมาเช่นนั้นก็ได้ฝึกฝนพลังแขนมาไม่น้อยจึงยังแบกไหว
ครั้นปิดประตูเรือนเรียบร้อย พี่สะใภ้และแม่นางน้อยทั้งสามก็มุ่งหน้าไปยังทุ่งนา
“ไอ้หยา มารดามันเถอะ สะใภ้สี่ เจ้าจะไปไหน?! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” ขณะนั้นเอง สตรีสูงวัยผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบมาพลางตะโกนเรียก
“เกิดเรื่องอะไรเจ้าคะ?” หลี่ซื่อได้ยินเสียงคนเรียกตนเองก็หยุดเดิน สีหน้างุนงงไปหมด
ช่วงเวลานี้ทุกคนต่างก็ไปทำงานในนากันหมด จะเกิดเรื่องได้อย่างไร?