ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 260 ถูกวางหลุมพราง
บทที่ 260 ถูกวางหลุมพราง
หลิวมู่ครุ่นคิดตามแล้วก็พบว่าเรื่องราวอาจเป็นแบบที่จูต้าเหนียงพูดก็ได้ หากพวกเขาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันจะต้องไม่สงบสุขแน่นอน
หม่าซานเหนียงแต่งงานกับเขามาหลายปีเพียงนั้น นางมีนิสัยอย่างไรเขาจะไม่รู้เชียวหรือ?
แต่เขากับมารดาเห็นแก่ลูกชาย จึงยอมเปิดตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่งต่อพฤติกรรมหลายปีที่ผ่านมาของหม่าซานเหนียง แต่หลิวต้าซุ่นจะพูดง่ายเหมือนเขาหรือเปล่า?
ไม่พูดถึงเรื่องนี้ มารดาของหลิวต้าซุ่นก็ไม่ใช่คนที่อยู่ร่วมด้วยง่าย จะต้องรับมือยากกว่ามารดาของเขาแน่นอน
เย่อวี๋หรานอยากจะตบไหล่เขาเบา ๆ แต่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างชายหญิงในโลกนี้ สุดท้ายก็ไม่ได้ยกมือขึ้นมา นางเพียงกล่าวว่า “ข้าก็พูดได้เพียงเท่านี้ เจ้าลองพิจารณาดูก่อนก็ได้ ถ้าคิดดีแล้วก็ไปหาเจ้าหน้าที่หรือผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกเจ้า ให้พวกเขาช่วยเขียนหนังสือหย่าให้”
“ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว ไปก่อนล่ะ”
พูดจบ เย่อวี๋หรานก็หมุนกายจากไป
หลิวมู่ยืนอยู่ที่เดิม สูดหายใจเข้าลึก
เขาพลันรู้สึกว่าแท้จริงแล้วจูต้าเหนียงหาได้น่ากลัวเหมือนในคำเล่าลือ เพียงแต่ตอนที่นางยืนพูดอยู่ตรงหน้าจะบันดาลให้คนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอย่างมาก
เขาเลื่อมใสพี่น้องสกุลจูจริง ๆ มีมารดาสายโหดเช่นนี้ ไม่รู้ว่าพวกเขา ‘ยืนหยัด’ มาได้อย่างไร
“พี่ใหญ่หลิว”
เมื่อเสียงที่คุ้นเคยนี้ดังขึ้น หลิวมู่ก็พลันรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า
เขาอยากแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วรีบเดินหนีไป กระทั่งนึกเสียใจทีหลัง เมื่อครู่นี้เขาน่าจะเดินกลับไปพร้อมกับจูต้าเหนียง
“พี่ใหญ่หลิว ท่านรอข้าก่อนสิเจ้าคะ” หลินต้าเม่ยเร่งฝีเท้าวิ่งเหยาะ ๆ ตามมา
“เจ้าหยุดตามข้าเสียทีได้หรือไม่?” หลิวมู่สังเกตรอบด้านพลางกดเสียงต่ำ เขากัดฟันเอ่ยว่า “ข้าเคยบอกไปแล้วว่าข้าไม่อยากเกี่ยวข้องใด ๆ กับเจ้า”
“พี่ใหญ่หลิว ท่านฟังข้าก่อนสิเจ้าคะ ท่านไม่รู้สึกว่าพวกเราอยู่ด้วยกันแล้วเหมาะสมยิ่งนักหรือเจ้าคะ? หลิวต้าซุ่นแย่งเมียท่านไป ท่านก็แย่งเมียเขามาเสียสิ ท่านก็สามารถเหยียบไปบนหน้าเขาได้เหมือนกัน ทำให้เขาไม่มีหน้าออกไปพบผู้คนได้อีก” หลินต้าเม่ยปรีดายิ่งนัก ปกติแล้วยากยิ่งนักกว่าจะหาโอกาสคุยกับเขาสองต่อสองได้ ตอนนี้นางแทบอยากล้วงหัวใจของตัวเองออกมาแลกกับอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางพูดมาล้วนเป็นความจริง นางคิดเช่นนั้นด้วยความจริงใจ
นางไม่อยากร่วมชีวิตกับหลิวต้าซุ่นอีกแล้ว นางอยากใช้ชีวิตร่วมกับคนตรงหน้านี้
แต่หลินมู่ไม่อยากฟัง ถึงเขาอยากแก้แค้นหลิวต้าซุ่น แต่ก็ไม่มีทางไปข้องแวะกับหลินต้าเม่ย
หม่าซานเหนียงไม่ใช่คนดีอะไร แต่อย่างน้อยก็มีสมอง แต่หลินต้าเม่ยกลับเป็นคนโง่คนหนึ่ง ถ้าเขาพานางกลับเรือนจริง ๆ ครอบครัวเขาคงกลายเป็นเรื่องขำขันประจำหมู่บ้าน
“พี่ใหญ่หลิว ท่านอย่าไปสิ ข้าพูดจริงนะ” หลินต้าเม่ยเห็นเขาจะจากไปก็ร้อนใจ ยื่นมือออกไปยื้อไว้
หลิวมู่ตกใจจนสะดุ้งถอยออกไป “ชายหญิงไม่แตะเนื้อต้องตัวกัน เจ้าคิดจะทำอันใด? หลินต้าเม่ย ข้าบอกเจ้าไว้เลย ข้าไม่สนใจเจ้าจริง ๆ รบกวนเจ้าอยู่ห่าง ๆ ข้าหน่อย ต่อให้ทั้งชีวิตนี้ข้าจะหาเมียไม่ได้อีกแล้วก็ไม่มีทางแต่งกับเจ้าเด็ดขาด”
เขากล่าวอย่างเด็ดขาดเพื่อให้นางยอมตัดใจเลิกรา
วาจานี้ทำให้หลินต้าเม่ยอึ้งงัน “พี่ใหญ่หลิว ท่านพูดอะไร? คราวก่อนท่านไม่ได้พูดแบบนี้นี่นา ท่านบอกว่าข้าดีมาก หลิวต้าซุ่นต่างหากที่ไม่รู้จักทะนุถนอมให้ดี…”
“นั่นข้าพูดเพื่อปลอบเจ้า โกหกเจ้าต่างหาก ข้าคิดว่าเจ้าน่ารำคาญมาก อยากให้เจ้าไปอยู่ไกล ๆ ข้า” ตอนนั้นเขามีความคิดอยากใช้หลินต้าเม่ยไปก่อกวนทางนั้นอยู่จริง ๆ นั่นแหละ
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหลินต้าเม่ยจะโง่กว่าที่ลือกันเสียอีก ไม่รู้จักอ่านสถานการณ์สักนิด
นางเป็นภรรยาเอกอย่างถูกต้องชอบธรรมแท้ ๆ แต่กลับไม่รีบจัดการหม่าซานเหนียงอย่างโอ่อ่าผ่าเผย แต่กลับแล่นมาเกาะแกะเขา นี่ไม่เท่ากับว่าทำให้คำป้ายสีของหม่าซานเหนียงกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาหรือไร?
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้อง หลิวมู่ก็ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสตรีผู้นี้อีกต่อไป
หลินต้าเม่ยเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ท่านหลอกข้า?! ท่านไม่ได้ชอบข้าหรอกหรือ ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไร?”
นางขึ้นเสียงสูง ร้องดังลั่น
หลิวมู่ตระหนกยิ่งนัก รีบบอกให้นางเบาเสียงลง
แต่หลินต้าเม่ยยังจะยอมฟังเขาอีกหรือ พอเขาพูดเช่นนี้ นางก็ยิ่งพูดเสียงดังกว่าเดิม “หลิวมู่ ท่านไม่ละอายใจต่อข้าเลยหรือ?”
“ข้าไม่เอาหรอก ข้าไม่เบาเสียง ข้าทำเพื่อท่านมากมายปานนั้น ท่านไม่รู้สึกผิดต่อข้าเลยหรือไร?”
“ทำไมพวกเราจะไม่เกี่ยวข้องกันเล่า? ข้าชอบท่าน อยากใช้ชีวิตกับท่าน แล้วจะทำไม?”
……
ครั้นได้ยินเสียงนางดังขึ้นเรื่อย ๆ หลินมู่ทราบว่าแย่แล้ว จึงรีบยื่นมือไปปิดปากนางเอาไว้
ไม่ปิดปากนางยังพอว่า แต่เมื่อปิดปากนางแล้ว เจ้าผลักข้า ข้ากอดเจ้า ทั้งสองคนยื้อยุดฉุดกันไปมา
แม่เฒ่าหลายคนที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวรีบรุดมาชมความครึกครื้นแล้วก็ต้องตะลึงจนอ้าปากค้าง สวรรค์! พวกเขาเป็นชู้กันจริง ๆ หรือเนี่ย?!
ทางนั้นหม่าซานเหนียงยังต้มยาอยู่เลย ลูกในท้องจะรักษาไว้ได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ ทางนี้หลิวมู่กับหลินต้าเม่ยกลับถูก ‘ผู้หวังดี’ จับได้คาหนังคาเขา ส่งไปให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสแล้ว
“เจ้าหน้าที่ แย่แล้ว เรื่องหลิวมู่กับหลิวต้าเม่ยเป็นเรื่องจริง!”
“สวรรค์ พวกข้าเห็นเต็มสองตา พวกเขากอดกันกลมเลย”
“ใช่แล้ว ๆ จูบกันแล้วด้วย”
……
ครั้นฟังเสียงแม่เฒ่าทั้งหลายพูดกันเจื้อยแจ้ว เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสยิ่งปวดเศียรกว่าเดิม
เรื่องทางนี้ยังจัดการไม่เสร็จ ทางนั้นทำไมถึงเกิดเรื่องขึ้นมาอีกได้เล่า?!
เจ้าหลิวมู่คนนั้นก็ช่างโง่งมจริง ๆ เวลาไหนกันแล้ว ยังไม่รู้จักควบคุมเนื้อสองตำลึงที่ส่วนล่างของร่างกายตัวเองอีก กลับมาสร้างเรื่องเอาตอนนี้เสียได้
เย่อวี๋หรานที่ถูกเชิญมาทางนี้นิ่งงัน “…”
นางว่าแล้วเชียว รู้สึกเหมือนตนเองลืมอะไรไปตลอดเวลา ที่แท้ก็ลืมยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลินต้าเม่ยนี่เอง
หลินซื่อไม่สนใจจะทำสงครามเย็นกับจูอู่อีกต่อไปแล้ว สองสามีภรรยากระเถิบเข้าหากัน กระซิบกระซาบว่า “สวรรค์ นี่มันเรื่องอันใดกันแน่?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? ด้วยมันสมองของพี่สาวเจ้าก็พูดยาก”
หลินซื่อถลึงตาใส่เขา
จูอู่มีสีหน้าราวกับผู้บริสุทธิ์ “ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยนะ เจ้าดูเรื่องที่นางทำก็รู้แล้ว โง่เขลาสิ้นดี”
แม้หลินซื่อจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจโต้แย้งได้
ตอนที่หลิวมู่ถูกคนควบคุมตัวมา สีหน้าเขาไม่น่ามองอย่างมาก แทบเขียวคล้ำไปทั้งหน้าแล้ว
เขาถลึงตาใส่หลินต้าเม่ยเหมือนอยากจะกินนางเสียเดี๋ยวนั้น
แต่หลินต้าเม่ยทำเป็นร้องห่มร้องไห้ ปากก็พูดว่า “ข้าถูกบังคับ ข้าไม่ได้อยากทำแบบนั้น ขอร้องพวกท่านแล้ว ละเว้นข้าด้วยเถอะ”
“เขาอยากแก้แค้นสามีข้า ข้าก็จนปัญญา”
“ฮือ ๆๆ…”
เพียงแต่ทักษะการแสดงของหลินต้าเม่ยยังด้อยอยู่ คนสายตาหลักแหลมมองปราดเดียวก็ดูออก สายตาที่นางมองไปทางหลิวมู่เป็นระยะนั้นแฝงไว้ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องของ ‘ผู้ชนะ’
เย่อวี๋หรานเห็นแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ
เรื่องที่ควรฉลาดกลับไม่ฉลาด เรื่องที่ไม่ควรฉลาดกลับแสร้งทำเป็นฉลาด ไม่รู้ว่าในสมองของหลินต้าเม่ยมีอะไรบ้าง?
โชคดีที่หลินซื่อไม่เหมือนพี่สาว ไม่อย่างนั้นนางคงต้องพิจารณาให้จูอู่ปลดภรรยาเสียแล้ว
“คือว่า จูต้าเหนียง เจ้าว่า…” เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านสกุลหลิวไม่กล้าตัดสินใจกันเอง หลังจากหลิวมู่และหลินต้าเม่ยถูกคนลากมายืนอยู่กลางลานเรือนแล้ว ยังมากระซิบถามความเห็นของนางอีก
อย่าตำหนิที่พวกเขาระมัดระวังตัวเกินไป แต่เป็นเพราะสะใภ้ห้าของจูต้าเหนียงดันเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของหลินต้าเม่ย พวกเขากลัวว่าจูต้าเหนียงอยาก ‘ปกป้อง’ คนเอาไว้
“สมควรทำอย่างไรก็จัดการเช่นนั้นเถอะ ไม่ต้องถามข้า” ก่อนหน้านี้เย่อวี๋หรานไม่อยากยุ่งเรื่องหลินต้าเม่ย ตอนนี้นางยิ่งไม่อยากยุ่งเข้าไปใหญ่ กลัวว่าพอตนเองเข้าไปช่วยก็คงจะเหม็นคาวไปทั้งตัว[1] ในนอกไม่ใช่คน[2]
หลินซื่อพลันเงยหน้าขึ้นมาด้วยความเหลือเชื่อ แม่สามีไม่ยุ่งแล้ว?!
ทว่านางยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกจูอู่ดึงเอาไว้ เขาเอ่ยเตือนนางว่า “ถ้าเจ้าไม่อยากถูกปลดก็ทำตัวดี ๆ ให้ข้าหน่อย”
[1] เหม็นคาวไปทั้งตัว เป็นสำนวนพื้นบ้าน มาจากสำนวน 羊肉没吃到,反惹一身骚。 แปลว่า จะจับแกะเพราะอยากกินเนื้อแกะ แต่จับไม่ได้ ทั้งเนื้อตัวยังมีกลิ่นคาวของแกะเต็มไปหมด หมายความว่า อยากเอาเปรียบคนอื่น แต่กลับเสียเปรียบเสียเอง ไม่มีได้ มีแต่เสีย
[2] ในนอกไม่ใช่คน เป็นสำนวน มีประโยคเต็ม ๆ ว่า “猪八戒照镜子,里外不是人” แปลว่า จูปาเจี้ยส่องกระจก ทั้งในและนอกกระจกล้วนไม่ใช่คน (จูปาเจี้ยหรือตือโป๊ยก่ายมีร่างเป็นหมู เป็นตัวละครในวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋วหรือซีโหยวจี้ 《西游记》โดยเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของพระถังซัมจั๋งหรือถังเสวียนจั้ง) อุปมาว่า ทำเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ทั้งยังทำให้คนอื่นรังเกียจหรือตำหนิตัวเองอีกด้วย