ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 269 นิมิตมงคล
บทที่ 269 นิมิตมงคล
“ข้าวสาลีไม่กี่กำเท่านั้นเอง คงไม่ถึงขั้นต้องเอาชีวิตข้ากระมัง?”
เย่อวี๋หรานแค่นเสียงเย็น “เจ้าไม่ซื่อสัตย์เองแล้วยังจะโทษคนอื่น? หรือข้าไม่ได้ให้โอกาสเจ้าอธิบายมาตามตรงอย่างนั้นรึ?”
“อธิบาย อธิบายอะไร?” เจี่ยงโหย่วเซิงดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
“ข้าแค่อยากรู้ว่าผู้ใดใช้ให้เจ้ามาขโมยข้าวสาลีของครอบครัวข้า” อย่าโทษว่านางช่างระแวง แต่เป็นเพราะนางขึ้นชื่อเรื่องความโหดขนาดนี้ ก็ยังมีคนกล้าหมายตาข้าวสาลีของครอบครัวนาง เรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายเกินไป
นางรู้เพียงว่าจะต้องมีผลประโยชน์ที่สมน้ำสมเนื้อเท่านั้นจึงจะสามารถทำให้คนคนหนึ่งไปแตะต้องคนที่ไม่กล้าแตะต้อง
เจี่ยงโหย่วเซิงเป็นเพียงคนเสเพลที่ไร้ความสามารถคนหนึ่ง ตามหลักแล้ว คนประเภทนี้ไม่มีทางกล้ามาล่วงเกิน ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ ที่ทุกคนทราบกันดีว่าไม่ควรมีเรื่องด้วยเด็ดขาด แต่เขาก็ยังมาทำจนได้ แสดงว่าต้องมีปัญหาแน่นอน
“เปล่า ไม่มีใครทั้งนั้น ข้าอยากขโมยเอง…” เจี่ยงโหย่วเซิงแก้ตัว “ข้ายากจน ข้าหิวโหย ไม่มีอะไรจะกินแล้วจริง ๆ…”
เขายังพูดไม่จบ จูซื่อก็หยิบมีดทำครัวคมปลาบออกมาเล่มหนึ่ง “ท่านแม่ ข้าเอามีดมาให้ท่านแล้ว เพิ่งลับเมื่อเช้านี้เองขอรับ คมยิ่งนัก”
เจี่ยงโหย่วเซิงเห็นมีดเล่มนั้นก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมา “จูต้าเหนียง มีอะไรก็พูดกันดี ๆ สิ ทำไมต้องใช้มีดด้วย? ข้าแค่ขโมยข้าวสาลีไม่กี่กำเองนะ ไม่ได้ทำเรื่องชั่วช้าไร้คุณธรรมอันใดเสียหน่อย”
“ขโมยข้าวสาลีของพวกข้าก็เท่ากับตัดเสบียงอาหารของครอบครัวข้า ถ้านี่ยังไม่ใช่เรื่องชั่วช้าไร้คุณธรรม ยังจะเป็นอะไรได้อีก? ต้องรอให้คนในครอบครัวข้าอดตายกันหมดแล้ว ค่อยลงไปฟ้องร้องต่อพญายมในนรกอย่างนั้นเรอะ?” เย่อวี๋หรานรับมีดมาแล้วก็ใช้นิ้วลูบไล้ไปมาเพื่อทดสอบความคมของใบมีด
นางหัวเราะเสียงเย็นแล้วกล่าวต่อไปว่า “ไม่เอาแบบนั้นดีกว่า ข้าเป็นหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ชอบแก้แค้นทันทีที่เกิดเรื่องมาแต่ไหนแต่ไร แบบนั้นถึงจะสาแก่ใจ รอจนตายไปแล้วค่อยมาแก้แค้น หญ้าบนหลุมศพก็คงจะโตหมดแล้ว แบบนั้นยังจะมีความหมายอะไร?”
“จูต้าเหนียง จริง ๆ นะ ข้าไม่ได้โกหก สิ่งที่ข้าพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง…”
เย่อวี๋หรานไม่ฟังเขาพูดไร้สาระ ใช้มีดตบบนหน้าเขาเบา ๆ “เย็นหรือไม่?”
เจี่ยงโหย่วเซิงตัวสั่นเทิ้ม “เย็น…”
“เจ้าสบายใจได้ อีกหน่อยพอเอามีดแทงลงไป เลือดที่ไหลออกมาจากร่างเจ้าจะต้องอุ่นร้อนแน่นอน ถึงตอนนั้นก็ไม่เย็นอีกแล้ว”
มารดามันเถอะ เจี่ยงโหย่วเซิงแทบจะร่ำร้องออกมา เขาเอ่ยอย่างเร่งร้อนว่า “ข้าพูด ข้าพูด ข้ายอมพูดแล้ว ข้าพูดหมดแล้ว พอใจหรือยัง?”
ยามนั้นมีดแทบจะจ่อลำคอเขาอยู่แล้ว ในที่สุดเขาก็ต่อต้านไม่ไหว สารภาพออกมาหมดเปลือก
สาเหตุที่เจี่ยงโหย่วเซิงจู่ ๆ ก็มีความกล้ามาขโมยข้าวสาลีของสกุลจูช่างสอดรับกับคำกล่าวที่ว่า หิวตายเพราะขี้ขลาด รอดตายเพราะบ้าดีเดือด
บิดาตายแล้ว มารดาตายแล้ว ท่านปู่ก็ตายแล้วเช่นกัน หลังจากไม่มีใครสนใจความเป็นตายของเจี่ยงโหย่วเซิงอีก เขาก็ตามอันธพาลจากหมู่บ้านข้างเคียงคนหนึ่งเข้าตำบลไปวิ่งเต้นทำธุระให้ผู้อื่น
พูดให้น่าฟังก็คือ ‘ทำธุระให้’ ทว่าแท้จริงแล้วก็คือเป็นอันธพาลนั่นเอง เพียงแต่นานทีก็มีโอกาสได้มีหน้ามีตาต่อหน้าคนอื่น ได้รับรางวัลบ้างจำนวนหนึ่ง
หักส่วนแบ่งให้พี่ใหญ่ออกไปแล้ว ส่วนที่เหลือมาถึงเจี่ยงโหย่วเซิงไม่ได้มากมายอะไรเลย แต่เขาตัวคนเดียวก็ยังสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องทนหิวโหย นับว่าสามารถใช้ชีวิตมาได้อย่างถู ๆ ไถ ๆ
แต่ไม่นานมานี้เขาได้ข่าวมาโดยบังเอิญ กล่าวกันว่าฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเฉียนซึ่งเป็นครอบครัวคนมีอันจะกินในตำบลกำลังจะฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุครบแปดสิบปี ต้องการของมงคลสักชิ้นเป็นของขวัญ
“ถ้าใครสามารถหามาได้ก็จะให้เงินตั้งหนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ” เจี่ยงโหย่วเซิงกล่าว “พอข้าได้ยินก็จิตใจหวั่นไหว ชั่วชีวิตนี้ข้ายังไม่เคยมีเงินมากขนาดนั้นมาก่อนเลย ถ้าได้มาจริง ๆ ข้าก็สามารถกลับไปปลูกเรือนที่บ้านเกิดและแต่งเมียได้แล้ว”
“หลังจากนั้น เจ้าก็หมายตาข้าวสาลีของครอบครัวข้า?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว
เจี่ยงโหย่วเซิงยิ้มประจบ “เรื่องนี้ข้าจนปัญญาจริง ๆ นี่นา ข้าคิดไปคิดมา เชิงเขาไท่ตังแห่งนี้ก็ไม่มีของดีอะไร แต่ข้าวสาลีของพวกท่านไม่เหมือนกัน มันเติบโตขึ้นมากลางฤดูหนาวเชียวนะ บรรพบุรุษของพวกข้าทำนามาตั้งหลายชั่วอายุคน ท่านเคยเห็นใครปลูกข้าวสาลีกลางฤดูหนาวได้ด้วยรึ? พอข้าได้ยินข่าวก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีทางออกแล้ว จูต้าเหนียง ท่านว่า ท่านปล่อยข้าไปแล้วมอบข้าวสาลีให้ข้าจำนวนหนึ่ง ถึงตอนนั้นข้าก็ส่งไปให้เรือนสกุลเฉียน ถ้าทางนั้นให้รางวัลข้ามาหนึ่งร้อยตำลึง พวกเราก็แบ่งกันคนละครึ่ง…”
เขาถึงกระทั่งเพ้อฝันว่าเย่อวี๋หรานจะให้ข้าวสาลี เช่นนี้เขาก็สามารถคว้าเงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงได้แล้ว
ถึงตอนนั้นเขาก็ยอมเสียเปรียบสักหน่อย แบ่งให้จูต้าเหนียงครึ่งหนึ่ง แบบนี้ก็ดีต่อทุกฝ่ายไม่ใช่หรือไร?
“เจ้าได้พูดเรื่องนี้กับคนอื่นหรือไม่?” เย่อวี๋หรานค้นหาในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับข้าวสาลีฤดูหนาวหรือไม่
เมื่อค้นหาแล้วนางก็ต้องตื่นตะลึง แย่แล้ว เรื่องนี้ในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมไม่มีอยู่เลย?!
สถานที่อื่นนางไม่ทราบ แต่จากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับข้าวสาลีฤดูหนาวอยู่เลย
ตอนนั้นนางเพียงคิดถึงความทรงจำจากชาติที่แล้ว คิดว่าสภาพอากาศบริเวณเชิงเขาไท่ตังน่าจะพอปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวได้ แต่กลับลืมนึกเรื่องหนึ่งไป
นั่นก็คือในยุคสังคมศักดินาที่ความเชื่องมงายยังคงแพร่หลาย นางกลับปลูกสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคสมัยนี้ออกมาได้ ถ้าทำได้ไม่ดีก็เท่ากับชักนำเคราะห์ภัยมาสู่ครอบครัว
ถ้าเจี่ยงโหย่วเซิงแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ทำให้สกุลเฉียนจับตามองครอบครัวนาง สกุลจูยังจะอยู่ดีงั้นหรือ?
สมองของเย่อวี๋หรานทำงานเร็วรี่ นางนึกถึงกานอี้เซียนที่มีฐานะคลุมเครือ คิดถึงจูชีที่ยังเรียนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษา กระทั่งคิดไปถึงใต้เท้านายอำเภอที่ยังไม่เคยพบหน้า แต่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว
นางคิดมาตลอดว่าสกุลจูมีความเป็นอยู่แร้นแค้น ทั้งยังไม่ได้ไปมาหาสู่กับคนเหล่านั้น ทุกประการล้วนอยู่ห่างไกลออกไป แต่กลับมองข้ามปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก[1]
การปรากฏตัวของนางเดิมทีก็เป็น ‘เรื่องมหัศจรรย์’ อย่างหนึ่งอยู่แล้ว!
เจี่ยงโหย่วเซิงส่ายหน้า “เปล่า ข้าไม่ได้บอกใคร ข้าอยากได้เงินหนึ่งร้อยตำลึง แล้วจะไปบอกคนอื่นได้อย่างไร จูต้าเหนียง ท่านไม่รู้หรอกว่าข้าอยู่ในตำบลก็หาได้มีชีวิตที่ดีอะไร ถ้ามองผิวเผิน ข้ามีฝีปากคล่องแคล่ว คนหรือก็หัวไว มักได้รับรางวัลบ่อย ๆ แต่เงินรางวัลส่วนใหญ่ล้วนส่งมอบให้พี่เป้า เหลือมาถึงมือข้าแค่พอยาซอกฟัน กินอาหารดี ๆ ได้ไม่กี่มื้อเท่านั้น…”
เย่อวี๋หรานลองหยั่งเชิงอยู่หลายครั้ง ยืนยันว่าสิ่งที่เจี่ยงโหย่วเซิงพูดมาเป็นความจริงก็ค่อยโล่งอก
เรื่องที่ครอบครัวสกุลจูปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวออกมาได้นั้นเดิมทีก็ไม่ใช่ความลับอันใดอยู่แล้ว ต่อให้เจี่ยงโหย่วเซิงไม่พูด สักวันก็ต้องแพร่ออกไปอยู่ดี
เป็นนางเองที่มองข้ามผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจากเรื่องนี้
แต่การปรากฏตัวของเจี่ยงโหย่วเซิงก็นับว่าช่วยเตือนสตินาง แกะหายล้อมคอก[2] ยังไม่ถือว่าสายเกินไป
“ไม่ต้องคิดถึงเงินร้อยตำลึงนั่นแล้ว เจ้าคิดว่าจะรักษาชีวิตเอาไว้อย่างไรจะดีกว่า” เย่อวี๋หรานตัดสินใจแล้วว่าจะข่มขู่เจ้าหนุ่มนี่ไปก่อน รอจนนางคลี่คลายเภทภัยที่แอบแฝงอยู่ได้แล้วค่อยว่ากันใหม่
เจี่ยงโหย่วเซิงตะลึงพรึงเพริด “จู…จูต้าเหนียง ไม่กระมัง ท่านจะฆ่าข้าเพื่อข้าวสาลีไม่กี่กำนั่นจริง ๆ หรือ?!”
“ไม่ใช่ข้าที่จะฆ่าเจ้า แต่เป็นคนที่เจ้าเอาข่าวไปบอกแล้วต่างหาก” เย่อวี๋หรานจ้องเขาเขม็ง นางกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่อันใดจึงเรียกว่านิมิตมงคล? ความหมายของนิมิตมงคลก็คือ มันปรากฏขึ้นได้เฉพาะในมือของพวกชนชั้นสูงเท่านั้น ทันทีที่มาปรากฏขึ้นในมือของชาวบ้านสามัญชนก็จะเป็นภัยพิบัติ”
เจี่ยงโหย่วเซิงไม่ใคร่เข้าใจ “ข้าไม่เข้าใจ…”
“ดูจากท่าทางของเจ้าก็รู้แล้วว่าเจ้าไม่เข้าใจ ถ้าเจ้าเข้าใจก็คงไม่มาปรากฏตัวขึ้นในทุ่งข้าวสาลีของข้าหรอก บอกว่าเจ้าโง่ เจ้าก็โง่จริง ๆ เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดพวกชนชั้นสูงเหล่านั้นจู่ ๆ ก็เสาะหานิมิตมงคลไปทั่ว? ก็ต้องเป็นเพราะเจตนาของเบื้องบนอยู่แล้ว พวกเขาอยากได้เพื่อนำไปประจบเบื้องบนนั่นเอง แต่ว่านิมิตมงคลที่พวกเขาถวายขึ้นไปด้วยตนเองกับนิมิตมงคลที่พวกเขาเสนอคนอื่นถวายขึ้นไปให้นั้นแตกต่างกันอยู่ อย่างแรกรางวัลของเบื้องบนย่อมตกมาถึงมือพวกเขา อย่างหลัง พวกเขาอาจไม่ได้รับผลประโยชน์อันใดจากเรื่องนี้เลย
เจ้าคิดว่า พวกชนชั้นสูงเหล่านั้นจะทำเรื่องเปลืองแรงที่ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยอย่างนั้นหรือ?”
[1] ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก 蝴蝶效应 หมายถึง การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่นำมาซึ่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่
[2] แกะหายล้อมคอก 亡羊补牢 หมายถึง พบว่าแกะหายไปก็รีบเสริมคอกให้แข็งแรงแน่นหนา ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ซ้ำอีก เป็นการกระทำที่ดี ใช้ในเชิงชื่นชมว่ารู้ว่าผิดพลาดตรงไหนก็แก้ไขตรงนั้น ซึ่งต่างจากสำนวนวัวหายล้อมคอกของไทยที่ใช้ในเชิงตำหนิติเตียน