ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 270 ระวังหัวเจ้าให้ดี
บทที่ 270 ระวังหัวเจ้าให้ดี
เจี่ยงโหย่วเซิงสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
แม้เขาจะไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน แต่ตอนที่เป็นลิ่วล้อของพี่เป้าก็เคยได้ไปมาหาสู่กับพวกชนชั้นสูงมาไม่น้อย
พี่เป้าเก็บค่าดูแลโหดไปบ้าง แต่ปกติก็นับว่าดูแลทุกคน ถ้าใครทำอะไรผิดพลาด เขาก็จะเข้ามาช่วยรักษาชีวิตให้
ถ้าช่วยไม่ได้จริง ๆ เช่นนั้นก็จนปัญญา
อันธพาลตัวเล็กตัวน้อยอย่างพวกเขามักได้ทำเรื่องที่ไม่อาจพบผู้คนอยู่เป็นประจำ ไม่กลัวว่าจะไม่ได้รางวัล กลัวก็แต่เงินรางวัลยังมาไม่ถึงมือก็ถูกพวกชนชั้นสูง ‘ปิดปาก’ เสียก่อน
ตอนแรกเจี่ยงโหย่วเซิงไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ปิดปาก’ ซึ่งพี่เป้าเป็นคนบอกเขาว่า “เจ้าเด็กโง่ เจ้าคิดว่าค่าปิดปากเป็นของดีงั้นเรอะ? ประเภทหนึ่งให้น้อยหน่อย ก็แค่อยากให้เจ้าหุบปากเอาไว้ ประเภทหนึ่งให้อย่างใจป้ำ หมายความว่าไม่ได้ให้เจ้าหุบปากแล้ว แต่จะเอาชีวิตเจ้าต่างหาก”
“ไม่กระมัง?!” เจี่ยงโหย่วเซิงตะลึงพรึงเพริด
พี่เป้ามองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยเสียงเบา “จะแหกปากทำไม? ถ้ามีคนมาได้ยินเข้าก็ระวังหัวเจ้าให้ดีเถอะ”
เจี่ยงโหย่วเซิงรีบปิดปากตัวเองเอาไว้ ไม่กล้าส่งเสียงออกมาอีก
“ข้าเห็นแก่ที่เจ้าติดตามข้ามานาน ทั้งยังเชื่อฟังมาตลอดถึงได้บอกเจ้า ต่อไปเวลาทำงานก็ระวังไว้บ้าง อย่ารับงานสกปรกสุ่มสี่สุ่มห้า งานบางอย่างจะเอาชีวิตเจ้าได้”
เจี่ยงโหย่วเซิงไม่รู้ว่างานแบบไหนเอาชีวิต งานแบบไหนถึงจะไม่เอาชีวิต แต่ทุกคนล้วนใช้ชีวิตอยู่ในตำบล แม้จะไม่ได้ติดตามพี่ใหญ่คนเดียวกัน แต่ก็ได้พบหน้ากันบ่อย ๆ จะมากน้อยก็พอคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่
ดังนั้นเมื่อวันหนึ่งมีคนในแวดวงหายตัวไปโดยไร้สุ้มเสียง คนในครอบครัวของเขายังได้ ‘ค่าปิดปาก’ มาก้อนหนึ่ง เจี่ยงโหย่วเซิงก็เข้าใจแล้ว
“หากครอบครัวสกุลจูของข้าไม่ได้มีจุดจบที่ดี เจ้าคิดว่าผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างเจ้าจะมีจุดจบที่ดีงั้นหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้ายังเป็นคนส่งข่าวอีกต่างหาก” เย่อวี๋หรานจ้องตาเขา พลางเอ่ยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
เจี่ยงโหย่วเซิงขวัญหายจนพูดซ้ำ ๆ “ไม่มี ข้าไม่ได้บอกใครทั้งนั้น จูต้าเหนียง ข้าสาบาน ข้าไม่ได้บอกใครเลยจริง ๆ…”
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่เจ้ากลับมาปุบปับ มีใครรู้เรื่องบ้าง?”
เจี่ยงโหย่วเซิงใจเต้นแรง เขากล่าวว่า “พี่เป้า”
“พี่เป้าคือใคร?”
เจี่ยงโหย่วเซิงกลืนน้ำลาย “เป็นพี่ใหญ่ในตำบลของข้า ปกติเขาเป็นคนดูแลข้า จูต้าเหนียง ท่านวางใจได้ ตอนข้ากลับมาไม่ได้พูดอะไรเลย นอกจากบอกว่ามีธุระนิดหน่อย อยากกลับมาสักรอบ…”
“ข่าวลือเรื่องนิมิตมงคล ใครเป็นคนเอามาบอกเจ้า?”
“พี่เป้าน่ะสิ…” เพิ่งจะพูดจบ เจี่ยงโหย่วเซิงก็รู้สึกตัว เขาเบิกตากว้างทันที “จูต้าเหนียงหมายความว่า…เป็นไปไม่ได้! ปกติพี่เป้าดูแลข้าดีขนาดนั้น แล้วจะหลอกข้าได้อย่างไร?”
ตอนแรกพี่เป้าเอาข่าวมาบอกเขา จากนั้นเขาก็ขอลากลับมา ถ้าไม่มีพิรุธยังจะเรียกอะไรได้อีก?
นอกจากนี้ เขายังไม่ได้พูดชัดเจนว่าเขากลับมาที่หมู่บ้านเพราะอะไรกันแน่ แค่บอกว่าอยากกลับมาสักรอบเท่านั้น
แต่ด้วยมันสมองของพี่เป้า อีกฝ่ายจะไม่สงสัยได้หรือ?
“ข้าไม่ได้พูด เจ้าต่างหากที่พูดขึ้นมาเอง ใจคนยากจะหยั่ง ทรัพย์สินทำให้คนหวั่นไหว ในเมื่อพี่เป้าดูแลเจ้าดีขนาดนั้น แต่เจ้ากลับคิดจะฮุบเงินร้อยตำลึงเอาไว้คนเดียว ไม่ยอมบอกเขาสักคำ เขายังจะมีเหตุผลอะไรให้มองเจ้าเป็นพี่น้องอีกหรือ? เจ้าก็แค่กำลังโกหกตัวเองอยู่เท่านั้นแหละ”
เจี่ยงโหย่วเซิงแตกตื่นจนแทบจะร่ำไห้ออกมาแล้ว รีบขอร้องให้เย่อวี๋หรานช่วยคิดหาวิธีเอาชีวิตรอด เขาอายุยังน้อย เขายังไม่อยากตาย
“ไม่อยากตายก็หุบปากให้สนิท” เย่อวี๋หรานข่มขู่ “หลายวันนี้ก็อยู่ในเรือนข้าอย่างสงบเสงี่ยม ผ่านไปสักพัก รอจนเสียงคนซาลงแล้ว เจ้าก็อย่ากลับไปที่ตำบลอีก แต่ไปยังสถานที่ที่ไกลกว่านั้น”
“แต่ข้าทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง…”
“ทำไม่เป็นก็ไม่หัดเรียนรู้เสียบ้าง? เจ้ามีปากก็ไม่รู้จักถาม มือเท้าใช้การไม่ได้? เอาแต่รอให้ขนมยัดไส้หล่นลงมาจากฟ้า เจ้าคิดว่าบนฟ้ามีขนมยัดไส้มากมายเท่าไหร่กัน? ไม่มีสมองเอาเสียเลย” เย่อวี๋หรานด่าเขาไปยกหนึ่งด้วยน้ำเสียงรังเกียจเดียดฉันท์
แม้น้ำเสียงจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เจี่ยงโหย่วเซิงกลับสัมผัสได้ถึง ‘ความห่วงใย’ ที่อีกฝ่ายมีต่อตนเองจากในนั้น
เขานึกละอายใจ เขาเป็นพวกไม่ได้เรื่องจริง ๆ นั่นแหละ ทำผิดต่อความคาดหวังของท่านปู่ที่ล่วงลับไปแล้ว ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนเสเพล แต่นั่นก็เป็นเพราะคนที่ห่วงใยเขาล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว เขาคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีใครห่วงใยเขาอีก ไม่มีใครสนใจความเป็นความตายของตนเอง
ตอนนี้เมื่อได้ยิน ‘ความห่วงใย’ จากคนอื่น ความรู้สึกในใจเหตุใดจึงสับสนยุ่งเหยิงปานนั้น?
เย่อวี๋หรานไม่ได้สังเกตสายตาที่เจี่ยงโหย่วเซิงมองมาทางตนเอง นางบอกให้จูซื่อและจูอู่ปลดเชือกบนมือและเท้าของเขา ถ้าปล่อยให้คุกเข่าเช่นนี้ต่อไปก็อาจได้คุกเข่าจนพิการไปเสียจริง ๆ
“ขอบคุณจูต้าเหนียง” เจี่ยงโหย่วเซิงกล่าว
“ไม่ได้บอกว่าจะปล่อยเจ้า แค่ให้เปลี่ยนท่าหน่อยเท่านั้น” เย่อวี๋หรานสั่งการให้คนจับเจี่ยงโหย่วเซิงมัดไว้บนเก้าอี้
เจี่ยงโหย่วเซิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “จูต้าเหนียง ข้าไม่หนีหรอก ท่านพูดขนาดนี้แล้ว ข้ายังจะหนีไปทำไม? หนีออกไปก็ตายอย่างเดียว ยังไม่สู้อยู่ที่นี่…”
“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่อย่างสงบเสงี่ยม พอเรื่องผ่านไปแล้ว ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป” เย่อวี๋หรานบอกให้จูซื่อกับจูอู่ผลัดเวรกันเฝ้าคนเอาไว้ให้ดี จากนั้นก็ถือมีดเดินจากไป
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยที่แอบฟังมาเป็นเวลานานหัวใจเต้นกระหน่ำ
แม้พวกนางจะฟังไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่เห็นท่าทางเคร่งขรึมจริงจังของมารดาก็พอจะเดาได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้
พวกนางกระสับกระส่าย รีบหมุนกายกลับไปหาโอกาสบอกเรื่องนี้ต่อทุกคน
ชั่วระยะเวลาพักกินข้าวเที่ยง บรรดาสตรีสกุลจูก็รู้เรื่องนี้กันหมด ข้าวสาลีของครอบครัวกลายเป็นนิมิตมงคล ถูกชนชั้นสูงหมายตาไว้แล้ว จะเกิดเรื่องแล้ว?!
“มารดามันเถอะ เรื่องนี้…เรื่องนี้ไฉนจึงกลายเป็นเรื่องร้ายไปได้เล่า?” หลิวซื่อร้อนใจยิ่งนัก นางไม่สนใจจะทะเลาะกับหลี่ซื่ออีกต่อไปแล้ว รีบรุดเข้ามาปรึกษานาง
ทำอย่างไรได้ ผู้ใดใช้ให้พี่สะใภ้ใหญ่สมองทึ่มกันเล่า? พูดด้วยทั้งวันก็ไม่รู้เรื่อง จึงทำได้เพียงมาปรึกษาหลินซื่อและหลี่ซื่อ
หลินซื่อนั่งอยู่ข้าง ๆ นางมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด “พวกท่านว่าทำไมครอบครัวเราเกิดเรื่องติดกันเช่นนี้? เรื่องพี่สาวข้ายังไม่คลี่คลายก็มีเรื่องใหม่เข้ามาแทรก นี่มันอะไรกัน? คงไม่ได้ไปแตะต้องของอัปมงคลอะไรเข้าหรอกนะ?”
“ผู้ใดจะไปรู้? พวกเราอย่าเดากันเลย มีเรื่องก็ถามท่านแม่ ท่านแม่ต้องรู้แน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้น” หลี่ซื่อก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก แต่นางคิดว่า ในเมื่อท่านแม่พูดออกมาแล้ว แสดงว่าท่านแม่จะต้องคิดวิธีคลี่คลายเรื่องนี้ได้แล้วแน่นอน
ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ทำไมท่านแม่ต้องเก็บเจี่ยงโหย่วเซิงเอาไว้ด้วย?
รอจนจูจยากินดื่มอิ่มหมีพีมันและจากไปแล้ว ข้าวสาลีในลานเรือนก็ถูกจัดการไปได้ครึ่งหนึ่ง ลูกสะใภ้ทั้งหลายจึงมาหาเย่อวี๋หราน
เมื่อเย่อวี๋หรานได้ยินคำถามของพวกนางก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ข้าแค่ขู่เจี่ยงโหย่วเซิงต่างหาก พวกเจ้าจะมาผสมโรงด้วยทำไม?”
“หา ขู่เจี่ยงโหย่วเซิงเฉย ๆ หรอกหรือ?” หลี่ซื่อตะลึง “ท่านแม่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ หรือเจ้าคะ? ท่านแม่ ถ้ามีเรื่อง ท่านอย่าได้ปิดบังพวกข้าเชียวนะ พวกเราเป็นคนครอบครัวเดียวกัน มีเรื่องอันใดก็สามารถปรึกษากันได้”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่” หลิวซื่อและหลินซื่อต่างก็รับปาก “มีเรื่องอะไรพวกเราก็ช่วยกันคิด จะต้องหาทางออกได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
ปกติลูกสะใภ้เหล่านี้มักจะมีท่าทีเจ้าเห็นข้าไม่รื่นหู ข้าเห็นเจ้าไม่รื่นตา ทะเลาะกันอยู่บ่อย ๆ คิดไม่ถึงว่าเมื่อเผชิญปัญหาเข้าจริง ๆ กลับสามัคคีกันเช่นนี้ เย่อวี๋หรานมองพวกนางพลางรู้สึกยินดีและโล่งใจเป็นล้นพ้น
นางกล่าวว่า “ปัญหาอาจมีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ใหญ่โตถึงเพียงนั้น ตอนนั้นข้าจงใจพูดให้น่ากลัวเพราะต้องการจะขู่ขวัญเจี่ยงโหย่วเซิง พวกปาเม่ยนี่ก็จริง ๆ เลย ไม่มาถามข้าสักคำก็เอาความไปบอกต่อพวกเจ้าอย่างผิด ๆ ทำให้พวกเจ้าต้องกังวลมาทั้งบ่าย เอาล่ะ ๆ พวกเจ้าไปทำธุระตัวเองเถอะ ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นจริง ๆ ข้าจะต้องบอกพวกเจ้าแน่นอน”
จากนั้นก็บอกให้เหล่าลูกสะใภ้แยกย้ายกันออกไปให้หมด