ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 272 ทำให้คนเลื่อมใสจริง ๆ
บทที่ 272 ทำให้คนเลื่อมใสจริง ๆ
“เจ้ากลับมาแล้วสินะ” เย่อวี๋หรานคาดคะเนเวลาว่าใกล้จะถึงเวลาที่เขาจะกลับมาเอาอาหารแล้ว
เพราะพวกจูชีเรียนหนังสืออยู่ในตำบลจึงต้องนำอาหารไปเอง และกลับมาเอาอาหารไปประมาณทุก ๆ ครึ่งเดือน
โดยปกติแล้วจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าจะกลับด้วย ทว่าครั้งนี้เย่อวี๋หรานไม่เห็นคนอื่นก็รู้สึกแปลกใจ “ทำไมมีเจ้าคนเดียว แล้วคนอื่น ๆ เล่า?”
“อาจารย์เสินมีสหายมาเยี่ยมที่บ้าน พวกจูชีจึงถูกปล่อยให้ช่วยรับแขกขอรับ” จูซานพูด “ท่านแม่ ข้าอยากบอกท่านว่าจูชีเรียนหนังสือเก่งมากขอรับ ข้ากลับมาครานี้ เขาก็ถูกย้ายไปห้องเตรียมสอบแล้ว และกำลังเรียนหนังสือด้วยกันกับลูกชายของอาจารย์ขอรับ”
เย่อวี๋หรานไม่แปลกใจแม้แต่น้อย นางพูดออกไปด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าเจ็ดความจำดี ไม่ว่าข้าจะพูดสิ่งใดกับเขาเพียงครั้งเดียวก็จำได้แล้ว การท่องจำนั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาแม้แต่น้อย ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง? พวกเขาตั้งใจเรียนหรือไม่?”
“ตั้งใจขอรับ แม้แต่อาจารย์เสินก็ยังชมพวกเขา บอกว่าแม้พวกเขาจะยังเด็กแต่ก็มุ่งมั่นกับการเรียน ในอนาคตจะต้องมีคุณสมบัติในการเรียนเป็นแน่ หากไม่ใช่เพราะพวกเรามีกำลังจ่ายค่าเล่าเรียนได้เพียงคนเดียว ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าคงไม่ต้องมานั่งครูพักลักจำและได้มานั่งเรียนอย่างเที่ยงตรงโปร่งใส ข้าเข้าใจความหมายของอาจารย์เสินว่าอยากให้พวกเขาทั้งสองคนได้ไปนั่งเรียนในห้องเรียนด้วยขอรับ”
“ที่ยังไม่ให้พวกเขาไปเรียนด้วยก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น” เย่อวี๋หรานได้ยินก็รีบพูดต่ออีกหลายประโยค “ถึงอย่างไรพวกเราก็มีกำลังส่งเงินค่าเล่าเรียนให้ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ทุกคนล้วนเท่าเทียม เด็กคนอื่นรู้เข้าจะต้องไม่พอใจเป็นแน่ ให้เจ้าเจ็ดเรียนแล้วกลับมาสอนเอง นั่นคือความสามารถของเจ้าเจ็ด ตราบใดที่พวกเขาทั้งสามคนเจียมเนื้อเจียมตัวเสียหน่อย ก็ไม่ง่ายที่คนอื่นจะมาพูดอะไร พวกเราจะทำให้อาจารย์เสินวางตัวลำบากไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจขอรับท่านแม่ ข้าเคยบอกกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่าแล้ว พวกเขาทั้งสองคนรู้ความเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่ได้ทำตัวโอ้อวดข้างนอก อีกทั้งลูกชายของอาจารย์ที่มาเรียนด้วยกันก็ยังมาสอนพวกเขาอยู่บ้าง”
หลังจากรู้สถานการณ์ของเจ้าเจ็ด ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าแล้ว เย่อวี๋หรานก็เริ่มเป็นห่วงว่าพวกเขากินอิ่มหรือไม่ และมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
ตอนนี้ในบ้านกำลังอยู่ในช่วงเตรียมดินเพื่อเพาะปลูก ช่วงนี้เกรงว่าจะไม่มีคนไปดูพวกเขาที่ตำบล หากมีเรื่องอะไรแน่นอนว่าจะต้องส่งข่าวกลับมา
“หากเงินไม่พอก็บอก เจ้าพาเขาสามคนไปก็อย่าประหยัดมากเกินไปนัก ไม่ว่าจะอย่างไรหากท้องไม่อิ่มก็จะเรียนหนังสือไม่ได้”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่” จูซานพูด “ข้าหางานในเมืองทำงานหนึ่ง แม้ว่าค่าแรงจะน้อยกว่าที่อื่นอยู่บ้างแต่ก็พอจะเอามาช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายได้บ้าง วางใจเถอะขอรับท่านแม่ หากไม่มีเงินข้าจะบอกท่าน”
“เจ้าทำงานอะไร?” เย่อวี๋หรานได้ยินก็สงสัยขึ้นมา “เป็นคนทำธุระให้พวกคนใหญ่คนโต หรือว่าทำงานใช้แรงงานยกสิ่งของ?”
แม้ว่าตำบลอันจิ่วจะเป็นเพียงตำบลเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ไม่ใช่สถานที่จำเป็นของเส้นทางการค้า แต่ก็ยังต้องการแรงงานจำนวนมากถึงเพียงนั้น บางครั้งก็ซื้อและจัดส่งสินค้า จึงมีการหาแรงงานไปทำงานอยู่บ้าง
เพราะงานมีไม่มาก ดังนั้นจึงมีหัวหน้างาน หัวหน้างานจะเป็นคนได้รับงาน หลังจากนั้นจึงส่งให้คนงานทำ
อย่างจูซานที่เป็นชาวนา หากไม่จ่าย ‘ค่าหัวคิว’ ให้ แน่นอนว่าหัวหน้างานต้องไม่รับเขาเข้าทำงานเป็นแน่ แต่งานใช้แรงงานเดิมทีก็ได้เงินไม่มาก ทั้งยังต้องจ่ายให้หัวหน้างานครึ่งหนึ่ง วันหนึ่งได้สี่ห้าอีแปะ ยังไม่พออุดซอกฟันเสียด้วยซ้ำ
งานประเภทนั้นที่จะได้เงินสิบเหรียญขึ้นไปนั้นหายากมาก
“ท่านแม่ขอรับข้ารู้ว่าข้าไปเป็นคนทำธุระให้รอบหนึ่งก็ได้หนึ่งเหรียญ มีงานให้ทำก็ทำ ไม่มีงานก็ไม่เป็นไร แต่ถึงอย่างไรข้าอยู่ในตำบล นอกจากต้องทำอาหารแทนพวกเจ้าเจ็ดก็ไม่มีเรื่องอื่นให้ทำแล้ว”
เย่อวี่หรานไม่ค่อยเห็นด้วย “จะไม่มีอะไรทำได้อย่างไร? ในยามที่เจ้าเจ็ดสอนต้าเป่าและเอ้อร์เป่า เจ้าไม่ไปเรียนกับพวกเขาด้วยหรือ? ก่อนหน้านี้ข้าบอกเจ้าว่าอย่างไร? เมื่อก่อนที่ไม่ส่งพวกเจ้าไปเรียนหนังสือเป็นเพราะในบ้านไม่มีเงินและยากจน ตอนนี้สภาพในบ้านก็ยังไม่นับว่าดีนัก แต่จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ เมื่อไม่มีทางเลือกจึงกัดฟันส่งเจ้าเจ็ดไป พวกเจ้าครูพักลักจำไปด้วยกันนั่นย่อมเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ปีหน้าวันที่หนึ่งเดือนเจ็ดก็ไปสอบ ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะไปสอบด้วย หากไม่ลองจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้?”
จูซานถูกแม่ของเขาพูดใส่ก็ไม่กล้าพูดกลับแม้ครึ่งประโยค
“ข้าเข้าใจว่าเจ้าอยากไปหาเงินเพื่อแบ่งเบาภาระในบ้านลงบ้าง แต่มีได้ย่อมมีเสีย เจ้าต้องคิดให้ชัดเจนเสียก่อนว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ” เย่อวี๋หรานถอนหายใจและพูดต่อ “ในบรรดาพวกเจ้าพี่น้อง เจ้าเป็นคนที่หัวไวที่สุด ดังนั้นข้าจึงให้เจ้าออกไป ข้าให้เจ้าออกไปดูโลกภายนอก เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่ให้ไปเพื่อหาเงินไม่กี่เหรียญ”
“ข้าขอโทษขอรับท่านแม่” ผ่านไปไม่นาน จูซานก็ยอมรับความผิดของตัวเอง
เขาเห็นว่าทุกคนล้วนสามารถหาเงินได้จึงขาดสติไปชั่วครู่ คิดว่าตัวเองว่างก็ว่าง ดังนั้นจึงไปหาเงินเสียหน่อยดีกว่า
แต่ความจริงแล้วก็เป็นเช่นที่แม่ของเขาพูด เขาไปเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่ไปเพื่อหาเงิน
พลังงานของคนนั้นมีขีดจำกัด ยามที่เขาเริ่มทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงิน เขายังต้องดูแลเจ้าเจ็ด ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าด้วย จึงไม่มีเวลาจะใช้พลังงานไปกับ ‘การเรียน’
ช่วงนี้การเรียนของเขาก็แย่ลงจริง ๆ
“เจ้าไม่ต้องขอโทษข้า ข้ากลัวว่าวันหนึ่งเจ้าจะมาเสียใจภายหลัง ต้องขอโทษตัวเจ้าเอง สกุลจูมีลูกชายอยู่หลายคน แต่ไม่ว่าจะคนไหนก็ล้วนไม่เกียจคร้าน ข้าก็หวังว่าพวกเจ้านับวันจะยิ่งดี
ขึ้น และก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น” เย่อวี๋หรานถอนหายใจ “เพราะข้าไร้ความสามารถจึงทำร้ายพวกเจ้าไปเสียแล้ว”
“ท่านแม่ ไม่ใช่เลยขอรับ ท่านทำเพื่อพวกเรามามากแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน เจ้าเจ็ดคงไม่ได้ไปเรียนหนังสือ คนอื่นก็คงมองว่าเขาเป็นคนทึ่มไปตลอดชีวิต ตัวข้าเองก็คงไม่มีโอกาสได้ออกไปนอกหมู่บ้านสกุลจู ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ายิ่งไม่มีโอกาสจะได้เรียน…”
ในขณะที่สองแม่ลูกคุยกันก็รู้สึก ‘ตื้นตันใจ’ ขึ้นมา มารดามีเมตตา ลูกชายกตัญญู
กานอี้เซียนที่อยู่ในที่สถิตของเทพเห็นเข้าก็ถอนใจไปชั่วขณะ สมกับที่เป็นจูต้าเหนียงจริง ๆ อุดมการณ์ในการทำงานเช่นนี้ ทำให้คนเลื่อมใสจริง ๆ!
จูซานกลับมาไม่ใช่เพียงเย่อวี๋หรานเท่านั้นที่มีความสุข จูเหล่าโถว จูต้า และหลิ่วซื่อที่รอคนอยู่ก็ล้วนมีความสุข
จูเหล่าโถวถามเขาว่าในตำบลมีเรื่องอะไรสนุก ๆ หรือไม่ หลิ่วซื่อถามเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าอย่างเป็นห่วง
ทุกคนล้วนมีคำถามของตัวเอง แทบอยากจะขุดเขาออกมาทุกด้านแล้วแผ่ให้เห็นกับตาพวกเขาเสียเดี๋ยวนี้
ชีวิตความเป็นอยู่ในตำบลเป็นอย่างไร?
ในคำอธิบายของจูซาน ชีวิตความเป็นอยู่โดยทั่วไปนั้นแตกต่างจากชนบท พวกเขามีไก่ขันเหมือนกัน ต้องตื่นแต่เช้าเหมือนกัน ผู้หญิงดูแลบ้าน ผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้าน
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยุ่งกับการทำนา แต่ก็มีพ่อค้าหาบเร่มาเร่ขายสินค้า มีลูกหาบมาหางานทำ ไปจนถึงเสียงอ่านหนังสือที่ดังมาจากสำนักศึกษา
เพราะเขา จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าอาศัยอยู่ที่สำนักศึกษาสกุลเสิน เขาจึงติดต่อกับนักเรียนกลุ่มนี้มากที่สุด
“พวกเขาตื่นเช้ามาก ทันทีที่ฟ้าสางก็จะมีคนอ่านหนังสือในลานแล้ว”
“ลูกชายของอาจารย์ยิ่งตื่นเช้ามากเป็นพิเศษ ทุกเช้าเขาจะท่องจำหนังสือ”
“ใช่ ความจำของเขาไม่ได้ดีเท่าเจ้าเจ็ด เจ้าเจ็ดมองครั้งเดียวก็จำได้แล้ว ไม่ต้องท่องหลาย ๆ รอบ แต่อาจารย์บอกว่าการทบทวนซ้ำ ๆ ก็อาจได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จึงให้เขาท่องจำไปอีกหลายรอบ ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถเข้าใจความหมายได้”
“ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็มาท่องจำกับเจ้าเจ็ด เจ้าเจ็ดทำอะไรพวกเขาก็ทำด้วย”
“ปกติยามที่เจ้าเจ็ดไปเรียน พวกเขาสองคนก็จะทำข้อสอบที่เจ้าเจ็ดทิ้งไว้ในบ้าน หรือไม่ก็คัดลอกหนังสือ เขียนตัวอักษร”
……
หลังจากพูดไปแล้ว จูซานก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยิบถุงเงินถุงหนึ่งออกมา และหยิบเงินออกมาสิบกว่าอีแปะ