ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 273 เรื่องมีลูกสำคัญกว่า
บทที่ 273 เรื่องมีลูกสำคัญกว่า
“นี่เป็นรายได้ของต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ครั้งก่อนเถ้าแก่หลี่กับเถ้าแก่อวี๋ต้องการนักบัญชี คนคิดเงินอยู่หลายครั้งก็ยังคิดไม่ถูก จนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามาช่วยคำนวณพอดีจึงคำนวณออกมาได้”
ในใจหลิ่วซื่อปวดแปลบ “พวกเขายังเด็กถึงเพียงนี้ก็ให้ไปทำงานแล้วหรือ?”
“อาจารย์บอกว่าเรียนรู้และใช้จริงเช่นนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียน การให้พวกเขามีส่วนร่วมในการลงมือปฏิบัติจริงถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างหนึ่ง” จูซานเกรงว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะเข้าใจผิดจึงรีบอธิบายต่อ
ไม่ใช่ว่าเขาบีบบังคับหลานชายทั้งสองคน แท้จริงแล้วเป็นเพราะพวกเขาหัวไว และคำนวณได้แม่นยำกว่านักบัญชีคนอื่นเสียอีก
และยิ่งมีจูชีอยู่ข้าง ๆ เช่นนั้นยิ่งไม่มีทางผิดพลาด
อย่ามองว่าจูชีกระทำสิ่งใดไม่คล่องแคล่ว แต่เพราะเรื่องการท่องจำตัวเลขซึ่งไม่ต้องใช้ไหวพริบนั้นเขาเก่งมากเป็นพิเศษ
หลังจากที่ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าคำนวณออกมาก็เกรงว่าตัวเองจะคำนวณพลาด จึงมักจะไปให้จูชี ‘ตรวจสอบ’ อีกครั้ง
“เจ้าเจ็ดเก่งถึงเพียงนี้เชียว?!” จูเหล่าโถวไม่อยากจะเชื่อ
ภาพจำของเขานั้นมองว่าเจ้าเจ็ดเป็นเพียงคนทึ่มคนหนึ่ง
แม้ว่ายัยเฒ่ามักจะชมว่าเจ้าเจ็ดความจำดี เป็นคนที่มีคุณสมบัติในการศึกษาเล่าเรียน แต่นั่นก็เพราะ ‘ท่องจำ’ อยู่ในบ้าน ไม่ได้เปรียบเทียบกับคนภายนอก
คาดไม่ถึงว่าตอนนี้อยู่ที่สำนักศึกษาแล้วเจ้าเจ็ดก็ยังโดดเด่น
พูดตามตรงว่านี่ทำให้เขาประหลาดใจมาก
“เก่งถึงเพียงนี้นั่นแหละขอรับ” จูซานพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “ท่านพ่อ เจ้าเจ็ดเก่งวิชาคำนวณมากที่สุดในห้องเรียนของพวกเขาเลยนะขอรับ แม้แต่อาจารย์ก็ยังเอ่ยปากชม บางครั้งที่อาจารย์สั่งการบ้าน ก็มักจะเอาการบ้านของเจ้าเจ็ดมาเป็นตัวอย่างในการอธิบาย”
ไม่ใช่แค่วิชาคำนวณเท่านั้น แต่ยังท่องหนังสือเก่งด้วย เก่งเทียบได้กับพวกคนที่อยู่ในชั้นเรียนเตรียมสอบ
“เฮอะ ๆๆ…คราแรกที่เจ้าเจ็ดพึ่งไปถึง พวกเขายังหัวเราะเยาะว่าเป็นเพียงคนทึ่มคนหนึ่งที่ตอบสนองเร็ว”
“ตอนนี้เรียนหนังสือไม่เก่งเท่าเจ้าเจ็ด อาจารย์ก็หัวเราะเยาะพวกเขาว่า ‘พวกเจ้าไม่ได้พูดว่าตัวเองเรียนหนังสือเก่งหรือ? ตอนนี้แม้แต่คนทึ่มคนหนึ่งก็ยังสู้ไม่ได้ ยังจะมีหน้าไปหัวเราะเยาะคนอื่นอีกหรือ?’”
……
เรื่องที่เจ้าเจ็ดถูกคนอื่นหัวเราะเยาะนั้น เย่อวี๋หรานไม่ได้คิดแปลกใจ
เมื่อจูซานกลับมาก็จะบอกข่าวดีไม่บอกข่าวร้าย ในเวลาเช่นนี้ก็ยังไม่บอกเรื่องพวกนี้กับพวกเขา พูดแต่เรื่องที่มีความสุขเท่านั้น
จนถึงตอนนี้พวกเขาจึงเพิ่งรู้ว่าเดิมทียามที่จูชีอยู่ในสำนักศึกษาก็มักจะได้รับ ‘ความไม่เป็นธรรม’
แต่อาหนึ่งคนกับหลานชายสองคนก็ล้วน ‘เด็ดเดี่ยว’ และเอาตัวรอดกันมาได้เสมอ
ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงาม หลังจากเริ่มต้นด้วยการถูก ‘ปรามาส’ และ ‘หัวเราะเยาะ’ จูชีก็กลายเป็นคนที่เป็นที่ชื่นชอบของสหายร่วมสำนักในห้องเตรียมสอบมากที่สุด
ช่วยไม่ได้ ยามที่ใครจำสิ่งใดไม่ได้แล้วมี ‘สารานุกรม’ ที่สามารถเตือนเจ้าได้อยู่ข้าง ๆ เช่นนี้จะไม่ให้รู้สึกดีได้อย่างไร
“ตอนนี้ยามที่พวกเขาไม่มีอะไรทำก็จะหยิบหนังสือไปอ่านให้เจ้าเจ็ดฟัง หลังจากนั้นก็สลับกัน ให้เจ้าเจ็ดถามคำถามและให้พวกเขาตอบ”
“เจ้าทดสอบข้า ข้าทดสอบเจ้า แม้แต่อาจารย์ยังบอกว่าผลการเรียนดีขึ้นมาก”
หลังกินมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว โต๊ะอาหารของสกุลจูก็ยังไม่ถูกเก็บ
คนทั้งสกุลนั่งอยู่ตรงนั้นเพื่อฟังจูซานเล่าเรื่องที่เกิดในสำนักศึกษา ฟังกันได้อย่างไม่รู้เบื่อ
เจ้าหนึ่งประโยค ข้าหนึ่งประโยค และ ‘เก็บ’ รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านั้นไว้
หลังจากนั้น เมื่อเย่อวี๋หรานเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดเกินไปแล้วจริง ๆ จึงให้พวกลูกสะใภ้เก็บโต๊ะ และทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับห้องไปพักผ่อน
หลิ่วซื่อกลับมาถึงห้องก็กอดเสื้อผ้าของต้าเป่าและเอ้อร์เป่า จ้องมองอยู่นานสองนาน
จูต้าเห็นเข้าก็อยากจะปลอบนาง แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
“เจ้าวางใจเถอะ จูซานต้องดูแลพวกเขาเป็นอย่างดีแน่นอน”
“ข้ารู้ ข้าแค่คิดถึงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า” หลิ่วซื่อพูด “รอให้การเพาะปลูกช่วงฤดูใบไม้ผลิจบแล้ว ข้าอยากไปพูดกับท่านแม่สักหน่อย ว่าจะเข้าตำบลไปหาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า เจ้าว่าจะได้หรือ
ไม่?”
จูต้าตอบ “ได้สิ ท่านแม่เป็นคนคุยง่าย”
หลิ่วซื่อคิดในใจ ‘ถ้าท่านแม่เป็นคนคุยง่าย ในใต้หล้านี้ก็คงไม่มีแม่สามีที่คุยยากแล้วกระมัง’
ส่วนหลิวซื่อนั้น เมื่อกลับมาที่ห้องก็รีบเรียกจูเอ้อร์ไปที่เตียง “ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะมีลูกชายไม่ได้”
จูเอ้อร์ย่อมมีความสุขเป็นธรรมดา เขาเอ่ยว่า “มีได้แน่นอน ท่านแม่ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องรีบร้อน เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงบ่อยนักหรอก เจ้ายิ่งพูดถึงบ่อยครั้งก็ยิ่งจะไม่เป็นจริง ยามที่เจ้าไม่นึกถึงมันมากนัก ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมาก็ได้”
“ข้ารีบนี่ เจ้าดูต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าของพี่สะใภ้ใหญ่สิ ได้ไปเรียนหนังสือกับเจ้าเจ็ดแล้ว บ้านน้องสี่ก็ตามไปติด ๆ แต่ข้ายังไม่เห็นแม้แต่เงา จะไม่ให้ข้ารีบร้อนได้อย่างไร?”
หลิวซื่อถอดเสื้อผ้าของตัวเองออก ห่อตัวอยู่ในผ้าห่มแล้วเร่งให้จูเอ้อร์ขึ้นเตียง
“ข้ายังไม่ได้ล้างเท้าเลย” จูเอ้อร์บอก
“โธ่เอ๊ย ไม่ต้องล้างแล้ว ถึงอย่างไรก็ล้างอยู่ทุกวัน ขาดไปสักวันก็ไม่เป็นไรหรอก เรื่องมีลูกสำคัญกว่า”
……
หลินซื่อไม่ได้รีบดับไฟในตะเกียง นางและจูอู่กำลังคิดเรื่องลูกชายในอนาคต รอคอยว่าพวกเขาจะมีลักษณะเช่นไร
จูอู่ได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับลูกชายก็มีความสุขมากเช่นกัน “เจ้าคิดเรื่องลูกชายอยู่ตลอด ถ้าถึงครานั้นแล้วพวกเราได้ลูกสาวเล่า?”
“ลูกสาวก็ลูกสาวสิ ท่านแม่ก็จะได้ดีใจ เจ้าไม่เห็นหรือว่าท่านแม่รักปาเม่ยมากนัก อะไรดี ๆ ก็ล้วนอยากจะให้ปาเม่ย” หลินซื่อพูด “เพียงไม่กี่เดือนท่านแม่ก็ถ่ายทอดทักษะที่ล้ำค่ามากมายให้ปาเม่ยแล้ว ตอนนี้ข้าคิดเพียงอยากคลอดลูกสาวในยามที่ท่านแม่ยังมีแรงอยู่ ท่านแม่จะได้สอนทักษะให้บ้าง”
ความจริงแล้วนางก็ไม่มั่นใจนัก กลัวว่าตัวเองคลอดลูกชายไม่ได้ ยังไม่สู้ฉลาดสักหน่อย บอกว่ามีลูกสาวนับเป็นเรื่องดี
ตราบใดที่จูอู่ไม่รังเกียจที่นางคลอดลูกสาว นางก็จะสามารถนั่งตำแหน่งลูกสะใภ้ห้าของสกุลจูได้อย่างมั่นคง และไม่ลงเอยเช่นเดียวกับพี่สาวของนางใช่หรือไม่?
เรื่องที่เกิดกับหลินต้าเม่ยนั้นได้ให้ ‘บทเรียน’ ที่ลึกซึ้งแก่นาง
เทียบกับคนอื่นแล้ว ในบ้านของหลี่ซื่ออบอุ่นกว่ามากนัก
พวกเขามีลูกชายจึงไม่มีอะไรต้องกังวล ดังนั้นหัวข้อสนทนาของพวกเขาจึงเป็น “ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ซานเป่ากับซื่อเป่าจะมีอนาคตเหมือนกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่าหรือไม่?”
“แน่นอนสิ พ่อของพวกเขาเป็นพี่น้องกัน จะไม่เหมือนกันได้อย่างไร?” จูซื่อพูด
หลี่ซื่อเมินเฉย “นั่นไม่เหมือนกัน ยื่นมือข้างหนึ่งออกไป ทั้งห้านิ้วยังมียาวมีสั้น เรื่องนี้นับว่าพูดยาก”
“อย่าคิดมากเลย เจ้าไปลองดูหน่อยว่าซานเป่ากับซื่อเป่าหลับสนิทหรือไม่ อีกสักพักข้าจะอุ้มพวกเขาไปห้องพี่สาม หายากนักที่พี่สามจะกลับมาสักครั้ง ไม่แน่ว่าในใจจะคิดอะไรบ้าง”
“ต้องคิดแน่” หลี่ซื่อเก็บของพลางพูดว่า “ถ้าข้าไม่เห็นหน้าซานเป่ากับซื่อเป่านานถึงเพียงนี้ ข้าคงแทบขาดใจ เด็กเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ไม่ว่าเมื่อไรก็ไม่อาจแยกจากได้”
เรื่องนี้นางพูดคุยหารือกับจูซื่อเป็นอย่างดีแล้ว หายากนักที่จูซานจะกลับมาสักครั้ง จึงคิดจะพาซานเป่าและซื่อเป่าไปฝากให้ดูแลเพื่อเป็นการปลูกฝังความสัมพันธ์
ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นคนพาไปอยู่ทุกวัน จะให้จูซานดูแลให้สักวันคงไม่เป็นไร
และที่สำคัญที่สุด พวกเขาดูแลเด็กอยู่ทุกวัน สองสามีภรรยาไม่ได้กระชับความสัมพันธ์กันนานแล้ว ยามที่จูซานช่วยเลี้ยงลูกให้ พวกเขาสองคนจะได้มอบความรักให้กันเสียหน่อย เฮอะ ๆ…
หลี่ซื่อหันหลังไปเห็นจูซื่อหัวเราะเช่นนั้นก็รู้สึกขบขัน “จะอะไรถึงเพียงนั้น? นี่ลูกชายเจ้านะ เจ้ายังอยากส่งพวกเขาออกไปจนแทบทนไม่ไหวเชียวหรือ”
จูซื่อชำเลืองมองนางด้วยสายตาคลุมเครือ “หรือเจ้าไม่อยาก? ตั้งแต่มีลูกสองคน พวกเราทั้งคู่ก็ไม่ได้กระชับความสัมพันธ์กันมานานแล้วนะ”
หลี่ซื่อรู้สึกหน้าบางอยู่บ้าง ไม่กล้าบอกเขาตามตรง จึงรีบเตรียมเด็ก ๆ และเตรียมข้าวของให้เรียบร้อย
นางลองเคลื่อนตัวซานเป่าและซื่อเป่า และเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยทั้งสองคนหลับสนิทไร้การเคลื่อนไหว จึงคลี่ยิ้มออกมาทันที
“หลับแล้ว อุ้มไปได้แล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี พวกเราอุ้มไปกันเถอะ”