ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 274 ทำไมร้องไห้ได้เล่า?
บทที่ 274 ทำไมร้องไห้ได้เล่า?
สองสามีภรรยาคนหนึ่งอุ้มเด็กหนึ่งคนเดินออกมาจากห้อง
ครั้นมาถึงหน้าประตูห้องของจูซาน หลี่ซื่อจงใจเดินรั้งท้าย ไม่ได้เข้าไปในทันที แต่ชะลอฝีเท้าลงยืนรออยู่นอกห้อง
ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นห้องนอนของพี่ชายสามี นางซึ่งเป็นสตรีไม่สะดวกจะบุ่มบ่ามเข้าไป
จูซื่อไม่ได้กังวลมากมายขนาดนั้น เขาร้องเสียงเบาว่า ‘พี่สาม’ แล้วก็เข้าไปในห้อง
“เจ้ามาทำอะไร?” จูซานเห็นเขาอุ้มลูกมาด้วยก็รู้สึกประหลาดใจ “ทำไมเจ้าอุ้มลูกมาด้วยเล่า?”
“พี่สาม นาน ๆ ทีท่านจะกลับมาสักครั้ง ข้ากับแม่ของลูกอยากแอบอู้สักหน่อยจึงต้องรบกวนท่านช่วยดูแลลูกให้สักวันแล้ว” จูซื่อกล่าวแล้วหันไปด้านนอกร้องเรียกหลี่ซื่อ
“พี่สาม คืนนี้รบกวนท่านด้วยนะเจ้าคะ” หลี่ซื่อขานรับแล้วเดินเข้ามา “ก่อนนอนพวกเขาไม่ได้ดื่มน้ำ คืนนี้ไม่น่าตื่นมากลางดึก ฟ้าร้องก็ไม่ตื่น ดูแลง่ายยิ่งนัก ท่านคอยระวังไม่ให้พวกเขาตกลงมาจากเตียงก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
จูซานตื่นตะลึงระคนยินดีอย่างมาก รีบจัดแจงเตียงนอนให้เรียบร้อย ทำที่นอนด้านในให้เรียบเสมอกัน จากนั้นค่อยให้จูซื่อกับหลี่ซื่อวางเด็กลงบนเตียง
อาศัยแสงสว่างจากตะเกียงมองใบหน้าเด็กน้อยที่นอนหลับฝันหวานทั้งสองคน ในจิตใจเขาพลันมีความอบอุ่นขุมหนึ่งล้นปรี่ออกมา ชีวิตนี้คุ้มค่าแล้ว
“พวกเจ้าวางใจได้ ข้าจะดูแลเด็กสองคนนี้อย่างดีแน่นอน” จูซานให้คำมั่นกับพวกเขา
“พี่สามดูแลลูก ข้าย่อมวางใจ พี่สาม ท่านพักผ่อนเร็วหน่อยนะ พวกข้าขอตัวก่อน”
“พี่สาม พักผ่อนเร็วหน่อยนะเจ้าคะ”
จูซื่อกับหลี่ซื่อฝากฝังลูกน้อยเสร็จแล้วก็กลับห้องนอนของพวกตนอย่างดีอกดีใจ
ครั้นประตูปิดลง จูซื่อก็สวมกอดหลี่ซื่อทันที
“เจ้าทำอะไร? จะตายแล้วหรือ?” หลี่ซื่อด่ากลั้วหัวเราะเสียงเบา
“คิดถึงเจ้าแล้ว”
……
เรือนสกุลจูไม่ดีก็ตรงนี้เอง ผนังกั้นระหว่างห้องนอนไม่ได้เก็บเสียงได้ดีปานนั้น
จูซานได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากห้องข้างเคียงอย่างเลือนรางก็ยิ้มออกมาน้อย ๆ มิน่าล่ะถึงได้เอาลูกมาฝากเขา ที่แท้ก็เพื่อการนี้?
แต่ก็ต้องยอมรับว่าการจัดการเช่นนี้ของน้องสี่ช่างตรงใจเขายิ่งนัก
ซานเป่าและซื่อเป่าไม่เสียทีที่เป็นฝาแฝด ‘ในนาม’ เด็กน้อยทั้งสองหน้าตาละม้ายกันอย่างยิ่ง
ถ้าคนที่ไม่ทราบเรื่องมาเห็นเข้าก็ไม่มีทางสงสัยแน่นอน
จูซานมองเด็กน้อยคนนั้นที คนนี้ที เนิ่นนานก็ยังไม่อาจตัดใจไปเข้านอนได้
แสงอรุณค่อย ๆ ส่องสว่างขอบฟ้าทางทิศตะวันออกอย่างเชื่องช้า เพียงไม่นานท้องฟ้าแถบนั้นก็ปรากฏสีขาวท้องปลาให้เห็น
หมู่บ้านสกุลจูที่เงียบสงบกลายเป็นมีชีวิตชีวาขึ้นมา ผู้คนที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่เริ่มต้นทำงานกันอีกครั้ง
สมาชิกของครอบครัวสกุลจูเองก็ตื่นเช้ากันมาแต่ไหนแต่ไร
เมื่อเย่อวี๋หรานลุกขึ้นมาจากเตียง หลิ่วซื่อสะใภ้ใหญ่ก็กำลังกวาดเรือนอยู่ก่อนแล้ว ส่วนหลิวซื่อสะใภ้รองกำลังทำอาหารมื้อเช้า
“ทำไมเจ้าตื่นเช้าขนาดนี้ เมียเจ้าร้องรับผิดชอบทำอาหารเช้าไม่ใช่รึ?” เย่อวี๋หรานถามไปตามใจคิด
หลิ่วซื่อยิ้มขัดเขิน “นอนไม่หลับก็เลยตื่นเช้าเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าจะไปตักน้ำล้างหน้าให้ท่านนะเจ้าคะ”
หลิ่วซื่อว่าแล้วก็เข้าไปในห้องครัว สักพักก็ยกน้ำอ่างหนึ่งออกมา
เย่อวี๋หรานล้างหน้า จากนั้นคว้ากิ่งหลิวก้านหนึ่งมาขบให้แตก นำมาใช้แปรงฟันต่างแปรงสีฟัน
หลิ่วซื่อคอยมองจากข้าง ๆ แล้วก็ต้องทอดถอนใจชมเชยความพิถีพิถันของแม่สามีอีกครา
นางมาจากหมู่บ้านสกุลหลิ่ว แต่งเข้าหมู่บ้านสกุลจูหลายปีขนาดนี้ ก็มีเพียงแม่สามีของนางนี่แหละที่พิถีพิถันเช่นนี้ ล้างหน้าแปรงฟันทุกเช้า ตอนเย็นก็ล้างหน้าล้างเท้าก่อนจะขึ้นไปนอนบนเตียง
เรือนก็ต้องปัดกวาดทุกวัน แม้จะไม่ได้มีสิ่งของมากมาย แต่ก็ต้องเก็บสิ่งของในเรือนเข้าตำแหน่งเดิม และจัดแจงให้เป็นระเบียบ
แต่ก็เพราะแม่สามีมีข้อเรียกร้องมากมายเช่นนี้เอง เรือนของพวกนางจึงเรียบร้อยงามตากว่าเรือนผู้อื่น
“ประเดี๋ยวข้าจะเข้าตำบลไปกับเจ้าสาม ถ้าเจ้าอยากไปด้วยก็ลองไปคุยกับพวกน้องสะใภ้ดูสักหน่อย ดูว่ามีใครสามารถทำงานส่วนของเจ้าไปก่อนได้บ้าง ไม่อย่างนั้นก็ผลัดเวรกัน” เย่อวี๋หรานพูดจบก็เห็นอีกฝ่ายยังยืนอยู่ที่เดิม ในใจก็พอรู้อยู่รำไร
เกรงว่าคงเป็นเพราะไม่ได้เห็นหน้าลูกตนเองมาตลอดเดือน คนเป็นมารดาจึงคิดถึงลูกน้อยเสียแล้ว
หลิ่วซื่อไม่ได้ปากหวานพูดเก่งเหมือนหลี่ซื่อ คาดว่าต่อให้คิดก็คงเก็บเอาไว้ในใจ อายเกินกว่าจะพูดออกมา
ทว่าเอาแต่ยืนนิ่งต่อหน้านางโดยไม่ขยับเขยื้อนเช่นนี้ แสดงว่าคงมีเรื่องแน่นอน
หลิ่วซื่อได้ยินก็ประหลาดใจระคนยินดี “จริงหรือเจ้าคะ ท่านแม่?!”
“อืม! เจ้าไปเถอะ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านแม่” หลิ่วซื่อรีบเข้าไปคุยกับหลิวซื่อในครัวอย่างปีติยินดี
สายสักหน่อย ครั้นหลินซื่อและหลี่ซื่อลุกจากเตียงแล้ว หลิวซื่อก็รีบไปเจรจากับพวกนาง
เหล่าลูกสะใภ้เจรจากันอย่างไร เย่อวี๋หรานไม่ได้เข้าไปยุ่ง
นางเพียงกำหนดทิศทางในภาพรวมของครอบครัวเท่านั้น ส่วนเรื่องระหว่างพวกลูกสะใภ้ นางพยายามไม่เข้าไปยุ่งด้วยมากเกินไป ถ้าให้นางจัดการไปเสียทุกเรื่อง วันข้างหน้าหากไม่มีนางแล้ว เหล่าลูกสะใภ้จะทำอย่างไร?
นอกจากนี้ นางก็ไม่ได้มีแรงใจไปจัดการทุกเรื่องขนาดนั้น กระจายอำนาจจัดการอย่างเหมาะสม ไม่เพียงช่วยผ่อนภาระให้นางเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บรรดาลูกสะใภ้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้เร็วยิ่งขึ้น
“ท่านแม่ ท่านจะให้พี่สะใภ้ใหญ่เข้าตำบลกับท่านจริง ๆ หรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อไม่ได้มีความเห็นอะไร นางสนใจเรื่องอื่นมากกว่า
“ใช่ ทำไมหรือ เจ้าอยากไปด้วย?” เย่อวี๋หรานมองนางพลางกล่าวว่า “เจ้าไปแล้ว ใครจะช่วยเจ้าดูแลซานเป่ากับซื่อเป่า? วันนี้เจ้าสี่ต้องไปทำงานในนาไม่ใช่หรือ?”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าไม่ได้จะเข้าตำบล แค่อยากฝากท่านซื้อของกลับมาด้วยเท่านั้น” หลี่ซื่อรู้สึกกระดากอาย เขยิบเข้าไปกระซิบข้างหูเย่อวี๋หราน
เห็นนางหน้าแดงแบบนั้น เย่อวี๋หรานค่อนข้างประหลาดใจ ที่แท้ก็มีเรื่องที่ทำให้หลี่ซื่อเขินอายได้ด้วยหรือเนี่ย!
สิ่งที่หลี่ซื่อพูดก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใด เพียงอยากซื้อผ้าสักผืนกลับมาทำเอี๊ยมซับใน
“ช่วงข้ามปีก็ทำไปแล้วไม่ใช่รึ?” เย่อวี๋หรานเอ่ยถาม
หลี่ซื่อหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อธิบายไม่ชัดเจน “ไม่ระวัง…ทำขาดไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ผ้าไม่ได้คุณภาพแย่ขนาดนั้นกระมัง?” ครั้นกล่าวจบ เย่อวี๋หรานก็เข้าใจแล้ว
คุณภาพผ้าไม่ได้แย่ แต่ต้องดูว่ามันอยู่ในมือใคร ถ้าตกไปอยู่ในมือของชายหนุ่มเลือดร้อน ยังจะต้านทานไหวหรือ?
เอาเถอะ นางลืมไปเลยว่าตั้งแต่หลี่ซื่อตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอดก็ปีกว่ามาแล้ว จูซื่ออดอยากมานานขนาดนั้นก็คงจะใจร้อนไปบ้าง
นางรู้ว่าเมื่อคืนวานสองสามีภรรยาส่งซานเป่ากับซื่อเป่าไปที่ห้องจูซาน
เดิมทีตอนนั้นนางตั้งใจว่าจะไปคุยกับจูซานสักหน่อย แต่กลับได้เห็นสองสามีภรรยาเอาลูกไปส่งทางนั้น เพียงเท่านี้นางก็รู้ว่าคงไม่สะดวกแล้ว ได้แต่ถอยกลับเข้าห้องไป
หลี่ซื่ออับอายยิ่งนัก พูดไม่ออกสักคำเดียว
“เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว เดี๋ยวข้าเอาติดมือกลับมาให้เจ้าด้วย” เย่อวี๋หรานไม่ได้ทำให้นางลำบากใจ
เวลานั้นเอง พลันมีเสียงทารกร้องไห้ดังมาจากในห้องของจูซาน
“แง ๆๆ…แม่ ข้าต้องการแม่…”
“แม่จ๋า แง ๆๆ…”
ทั้งคนโตและคนเล็กต่างก็งอแงทั้งคู่ ประสานเสียงร้องไห้กันทันที
“อย่าร้อง อย่าร้อง เดี๋ยวข้าเรียกแม่มาให้พวกเจ้า อย่าร้องนะ…” จูซานคิดไม่ถึงเลยว่า เขาแค่จะลุกขึ้นมาจากเตียงเท่านั้น แต่กลับทำให้เด็กน้อยสองคนนี้ตกใจตื่นเสียได้
ไอ้หยา มารดามันเถอะ ราวกับฟ้าร้องก็ไม่ปาน ร้องไห้เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เขาบอกว่าตนเองคือลุงสาม ทารกทั้งสองก็จำไม่ได้ ทำเหมือนเขาเป็นคนร้าย ร้องไห้หนักกว่าเดิมเสียอีก
“พี่สาม ข้าเข้าไปในห้องได้หรือไม่เจ้าคะ?” หลี่ซื่อได้ยินเสียงลูกร้องไห้ก็ร้อนใจยิ่งแล้ว
แต่เมื่อมาถึงหน้าประตูก็ระลึกได้ว่านั่นเป็นห้องนอนของพี่ชายสามี ตนเองไม่สะดวกเข้าไป ได้แต่เดินไปเดินมาอย่างร้อนใจอยู่ตรงนั้น
จูซื่อกระโดดลงมาจากเตียง สวมชุดคลุมเสร็จแล้วก็เดินออกมา “ทำไมร้องไห้ได้เล่า?”
“เข้ามาเถอะ ข้าแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว” จูซานส่งเสียงมาจากในห้อง
หลี่ซื่อเห็นจูซื่อเดินออกมาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ดันหลังเขาเข้าไปในห้องทันที
“พี่สาม ทำไมพวกเด็ก ๆ ร้องไห้เล่า?” จูซื่อถามพลางเดินเข้ามาในห้อง