ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 275 เข้าตำบล
บทที่ 275 เข้าตำบล
“ข้าไม่รู้ พอข้าตื่นขึ้นมา พวกเขาก็ร้องไห้แล้ว”
เมื่อเห็นหลี่ซื่อเข้ามา ซานเป่ากับซื่อเป่าก็พลิกร่างอย่างคล่องแคล่ว ยื่นมือไปหาหลี่ซื่อพลางร้องไห้อ้อแอ้
“คงเพราะตื่นมาแล้วไม่เห็นข้าจึงร้อนใจ” หลี่ซื่อรีบเดินเข้ามาอุ้มเด็กทั้งคู่คนหนึ่งซ้ายคนหนึ่งขวาแล้วโอ๋เบา ๆ
“ไม่ร้องนะไม่ร้อง ข้ามาแล้ว”
“ไม่ต้องกลัว ๆ นั่นคือลุงสามของพวกเจ้า ข้าตื่นเช้า ออกไปทำงานข้างนอกแล้ว”
“ไม่ต้องร้องนะ”
……
หลี่ซื่อปลอบลูก จูซื่อก็อยากช่วยอีกแรง แต่ถูกเด็กทั้งคู่ปฏิเสธ
พวกเขากอดแขนหลี่ซื่อ ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องการทั้งนั้น
ดวงหน้าน้อย ๆ ที่งดงามนั้นมีหยดน้ำตาเกาะพราว ท่าทางร้องไห้กระซิกของทารกน้อยทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าทั้งน่าหัวเราะและน่าสงสารจับใจ
“เด็กคนนี้ แม้แต่ข้าก็ไม่ต้องการแล้ว” จูซื่อด่ากลั้วหัวเราะ
“เด็กนี่นา ต้องใกล้ชิดกับคนเป็นแม่มากกว่าอยู่แล้ว” ความรู้สึกในใจจูซานสับสนปนเป
ลูกชายแท้ ๆ ของตัวเองมองคนอื่นเป็นบิดามารดาก็ยังพอทน นี่ยังจะไม่สนิทกับตัวเองอีก
แต่มองจากอีกมุม ซื่อเป่าติดหลี่ซื่อแจขนาดนี้ แสดงว่าหลี่ซื่อดีต่อเขาจริง ๆ ไม่ใช่หรือไร?
เด็กน้อยรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าใครดีต่อพวกเขาจริง ๆ
คนในเรือนตื่นกันหมดแล้วค่อยทราบว่าวันนี้เย่อวี๋หรานจะเข้าไปในตำบล
จูซานสงสัย “ท่านแม่ ท่านจะเข้าไปทำอะไรในตำบลหรือ ถ้าจะส่งของ ให้ข้าไปส่งให้ก็ได้นี่นา พวกท่านไปแล้วก็ต้องกลับมาอีก”
ตั้งแต่เขาเริ่มไปกลับระหว่างตำบลกับเรือนตัวเองเป็นต้นมา สินค้าของร้านขายชาดก็ส่งมอบให้เขา อย่างไรเสียเขาก็ต้องกลับเรือนมาทุกครึ่งเดือนอยู่แล้ว สามารถเอาของไปส่งให้ทางนั้นได้พอดี
“ข้าไม่ได้เข้าไปในตำบลนานแล้ว จะไปสักหน่อยไม่ได้หรือไร?” เย่อวี๋หรานมองมาอย่างไม่พอใจ
จูซานยังจะพูดอะไรได้อีก ได้แต่รับคำแล้ว
ตอนที่เย่อวี๋หรานจะจากมายังกำชับจูซื่ออีกหลายประโยค บอกให้เขาจับตามองเจี่ยงโหย่วเซิงเอาไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้เขาหนีไปได้
“ทราบแล้วขอรับ ท่านแม่” จูซื่อจะอย่างไรก็ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้เก็บเจี่ยงโหย่วเซิงเอาไว้โดยเปล่าประโยชน์
ตอนนี้เจี่ยงโหย่วเซิงจะถูกควบคุมตัวไปทำงานในนากับคนในครอบครัวสกุลจูอยู่ทุกวัน ถือว่ามีแรงงานเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง
ถ้าคนอื่นถามก็ตอบว่า “เขาขโมยข้าวสาลีบ้านข้า นี่คือการลงโทษ”
“แม่ข้าบอกว่า ถ้าไม่มาทำเองก็ไม่รู้หรอกว่าการทำนาลำบากเพียงใด สมควรให้เขาได้ซึมซับบทเรียนเอาไว้”
“ตีขาหักจะมีประโยชน์อะไร? ตีขาหักพวกข้ายังต้องให้เงินค่ารักษา ยังไม่คุ้มเท่าให้เขามาทำงาน”
……
คำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถปัดเป่าการหยั่งเชิงและความรู้อยากเห็นของคนอื่นได้
ขณะเดียวกันก็ได้รับความเคารพนับถือจากคนอื่น ๆ “จริงด้วย ตีขาหักยังต้องเสียค่าชดเชย ไม่สู้คุมตัวคนมาทำงาน อย่างน้อยก็ยังได้อะไรคืนมา”
คราวหน้าถ้าได้เจอขโมยหรือคนเสเพลพวกนี้อีก พวกเขาก็รู้แล้วว่าควรจัดการอย่างไร
“ต้าเป่า เอ้อร์เป่า” ครั้นหลิ่วซื่อเห็นลูกของตัวเอง ขอบตาก็พลันร้อนผ่าว รีบรุดเข้าไปกอดพวกเขาทันที
ก่อนจะแยกจากกัน นางคิดจริง ๆ ว่าไม่น่าจะมีอะไร ก็แค่ไม่ได้พบหน้าพวกเขาเดือนเดียวเท่านั้นเอง
รอพวกเขากลับมาในวันหยุดก็ได้พบกันแล้ว
แต่เมื่อถึงคราวต้องเริ่มสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ หลิ่วซื่อค่อยเข้าใจว่ามีความคิดถึงประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “ไม่อยากคิดถึง แท้จริงคือคิดถึงสุดหัวใจ”
“ท่านแม่ พวกข้าก็คิดถึงท่านเหมือนกันขอรับ” ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเห็นหลิ่วซื่อก็ดีใจยิ่งนัก ยิ้มกว้างพลางโถมเข้ามาหา
หลิ่วซื่อโอบกอดลูกชายทั้งสอง มองซ้ายมองขวา ทักว่าพวกเขาผอมลงแล้ว
มารดาทั้งหลายในใต้หล้าคงเป็นเช่นนี้เอง ไม่ได้เห็นหน้าช่วงเวลาหนึ่งก็มักจะรู้สึกว่าลูก ๆ ของตนเองผอมลงเสียแล้ว
แท้จริงแล้วต้าเป่าและเอ้อร์เป่าอยู่ในวัยกำลังโต พวกเขาหาได้ผอมลง แต่ตัวสูงขึ้นต่างหาก
จูซานเป็นคนหยาบกระด้างคนหนึ่ง จึงไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดพวกนี้
เย่อวี๋หรานมองแวบเดียวก็สังเกตเห็นแล้วว่าเสื้อและกางเกงของเด็กน้อยทั้งสองสั้นเต่อ เผยให้เห็นข้อมือข้อเท้า
“เมียเจ้าใหญ่ เจ้าเข้าไปแก้ชุดให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าข้างในเถอะ พวกเขาสูงขึ้นอีกแล้ว”
หลิ่วซื่อมองแล้วก็พยักหน้าทันที “เจ้าค่ะ ท่านแม่”
แล้วก็พาต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเข้าไปในห้อง
ถ้าหลี่ซื่ออยู่ด้วยคงประจบเยินยอเย่อวี๋หรานยกใหญ่แล้ว ชมว่าแม่สามีช่างใส่ใจเด็ก ๆ ยิ่งนัก เรื่องที่ตนเองยังไม่ทันสังเกต แม่สามีกลับสังเกตเห็น
แต่หลิ่วซื่อกลับทื่อเป็นท่อนไม้ คำขอบคุณสักคำก็พูดไม่เป็น
เย่อวี๋หรานไม่ได้ขาดแคลนคำขอบคุณ แต่นางหนักใจที่หลิ่วซื่อไม่สันทัดเรื่องการเข้าสังคม
“เจ้าสาม เจ้าจัดสิ่งของเสร็จแล้วช่วยพาข้าไปหาอาจารย์เสินหน่อย”
“ขอรับ”
จูซานไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงคิดว่ามารดาคงเป็นห่วงเรื่องการเรียนของน้องเจ็ด หลังจัดการเสบียงสำหรับครึ่งเดือนเสร็จแล้วก็พาเย่อวี๋หรานไปหาอาจารย์เสิน
ขณะนั้นเป็นตอนเที่ยงพอดี จวนจะได้เวลาพักกลางวันแล้ว
เมื่ออาจารย์เสินกล่าวว่าเลิกเรียนได้ เด็กทั้งกลุ่มก็ร่าเริงขึ้นมาทันที เรือนที่เงียบสงบพลันเปลี่ยนเป็นคึกคักขึ้นมา
พวกเขาต่างก็จัดตำราในมือและโต๊ะเรียนให้เรียบร้อย คุยกันว่าประเดี๋ยวจะกินอะไรกันดี แล้วก็ไปจากห้องเรียนพร้อมเสียงพูดคุยหัวเราะ
โต๊ะของเสินกวงจี้อยู่ข้าง ๆ จูชี เขายืนรออีกฝ่ายอยู่ข้าง ๆ
จูชีค่อนข้างช้า ทำทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่รีบร้อน ค่อย ๆ จัดสิ่งของต่าง ๆ เข้าที่เข้าทางอย่างใจเย็น
เก็บตำรา พู่กัน และตลับหมึกทีละอย่าง
“พวกเจ้าสองคนช่างใจเย็นจริง ๆ ข้าไปก่อนล่ะ ข้ากลัวว่าถ้าไปช้า คงถูกคนอื่น ๆ ตัดหน้าเลือกของที่อยากกินหมดก่อนพอดี” เด็กผู้ชายที่ค่อนข้างโตแล้วเป็นคนพูด
“อืม เจ้าไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกข้าก็เสร็จแล้ว” เสินกวงจี้กล่าว
ห้องเรียนและที่พักแยกส่วนกัน คั่นด้วยประตูบานหนึ่ง ปกติเวลาเรียนจะปิดเอาไว้และจะเปิดอีกครั้งหลังเลิกเรียน
ดังนั้นเมื่ออาจารย์เสินเดินออกมาจากในห้อง ก็เห็นแม่ลูกสกุลจูยืนอยู่บริเวณที่เชื่อมต่อกันพอดี
“จูต้าเหนียง?” อาจารย์เสินค่อนข้างประหลาดใจ ไม่รู้ว่านางมาด้วยเหตุใด
“ข้ามีธุระจะคุยกับท่าน”
อาจารย์เสินเห็นว่าตรงนั้นมีคนเพ่นพ่านไม่สะดวกนัก จึงเชิญเย่อวี๋หรานไปที่ห้องหนังสือของตนเอง
เสินอิงอวี่ลูกสาวคนโตช่วยยกน้ำชามาให้ จากนั้นก็ล่าถอยออกไป
อีกด้านหนึ่ง จูชีกับเสินกวงจี้เดินออกมาก็เจอจูซานที่ยังรออยู่ตรงนั้น ค่อยทราบว่าจูต้าเหนียงก็มาด้วย
“ท่านแม่มาหรือ? ท่านแม่อยู่ที่ไหน?” จูชีแลซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นคน
“ท่านแม่ไปคุยกับอาจารย์เสินแล้ว ไปเถอะ เจ้าเจ็ด พวกเรากลับไปกินข้าวกันก่อน พี่สะใภ้ใหญ่ก็มาด้วย กำลังแก้ชุดให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า” จูซานเชื้อเชิญเสินกวงจี้ไปกินข้าวด้วยกัน กลับเรือนคราวนี้ เขาเอาปลาตากแห้งมาด้วยไม่น้อย
แม้ว่าชนบทจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เพราะเรือนพวกเขามีแหจับปลา เว้นช่วงระยะเวลาหนึ่งก็จะไปจับปลาสักครั้ง
ครอบครัวยากจน นอกจากเนื้อรมควันในช่วงข้ามปี ปกติเวลาไม่มีเงินซื้อเนื้อหมู ได้กินเนื้อปลาพูนชามสักมื้อก็นับว่าพิเศษยิ่งแล้ว
ชาหอมกรุ่น เย่อวี๋หรานยกจอกชาขึ้นมา กวาดฝาชาเบา ๆ จิบชิมคำหนึ่ง “หอมยิ่งนัก ถึงข้าจะไม่เข้าใจเรื่องชา แต่ชานี้หอมกลมกล่อมชุ่มคอ รสชาติดีมาก”
อาจารย์เสินกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ “จูต้าเหนียงยังว่าตนเองไม่เข้าใจเรื่องชา ทว่าคำบรรยายของท่านเพียงพอจำกัดความคุณสมบัติของชานี้ได้แล้ว ไม่รู้ว่าจูต้าเหนียงมาคราวนี้มีเรื่องอะไรอยากพูดกับข้าหรือ? ถ้าเป็นเรื่องการเรียนล่ะก็ ข้าคิดว่าจูซุ่นโหย่วกลับเรือนไปแต่ละครั้งคงจะเล่าให้ท่านฟังหมดแล้ว”
น้อยครั้งนักที่จะได้ยินชื่อจริงของจูซาน มาได้ยินคนกล่าวถึงอย่างกะทันหัน เย่อวี๋หรานเกือบจะจำไม่ได้แล้ว นางพูดว่า “เรื่องเรียนฝากฝังไว้กับอาจารย์แล้ว ข้าย่อมวางใจ ไม่เข้าไปยุ่งโดยไม่จำเป็น ครั้งนี้ข้ามาพบท่านเพราะอยากจะสอบถามเรื่องอื่น”
“เรื่องอะไร?”
“ไม่ทราบว่าอาจารย์เสินเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับ ‘นิมิตมงคล’ หรือไม่?”
อาจารย์เสินชะงักไปเล็กน้อย “นิมิตมงคล?”