ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 276 เขาเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ
บทที่ 276 เขาเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ
เย่อวี๋หรานพยักหน้าพลางชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า “ใช่ หมายถึง ‘นิมิตมงคล’ นี้เอง”
อาจารย์เสินประหลาดใจ “ท่าน…เหตุใดจึงถามถึงเรื่องนี้? ท่านคงไม่ได้คิดจะถวาย ‘นิมิตมงคล’ กระมัง? จูต้าเหนียง ท่านต้องคิดให้ดี เรื่องนี้ถ้าทำพลาดไปแม้แต่นิดเดียว นอกจากจะไม่นำมาซึ่งโชควาสนาใด ๆ แล้ว ยังอาจชักนำภัยพิบัติมาถึงตัวได้อีกด้วย”
คนตัวเล็ก ๆ ก็มีวิถีการดำรงอยู่ของคนตัวเล็ก ๆ นั่นก็คือไม่แตะต้องสิ่งที่พวกเขาไม่ควรแตะต้องโดยเด็ดขาด
เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ารู้ ข้าไม่ได้จะถวาย ‘นิมิตมงคล’ แต่มีคนหมายตาครอบครัวข้า ข้าจำเป็นต้องป้องกันไว้ก่อน”
“เป็นไปได้อย่างไร?!”
เย่อวี๋หรานเล่าเรื่องที่เจี่ยงโหย่วเซิงมาขโมย ‘ข้าวสาลีฤดูหนาว’ ของครอบครัวตนเองให้อาจารย์เสินฟัง นางกล่าวว่า “วิธีเพาะปลูกเช่นนี้ไม่ได้แปลกหายากอันใด ทว่าเชิงเขาไท่ตังยังไม่เคยมีคนลองทำมาก่อน พอข้าทำสำเร็จจึงดึงดูดสายตาหลายคู่ ถ้านำไปใช้กับพื้นที่ทางตอนใต้ ปีหนึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้สองถึงสามครั้ง”
อาจารย์เสินโปรดปรานการอ่านบันทึกการเดินทาง เรื่องที่ดินแดนทางใต้สามารถเก็บเกี่ยวได้สองถึงสามครั้งต่อปี เขาไม่รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด
ทว่าเขายังแคลงใจอยู่บ้าง “จูต้าเหนียง ไฉนจึงอยากปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวขึ้นมาได้เล่า?”
“ก็เพราะความจนทำพิษน่ะสิ” เย่อวี๋หรานทอดถอนใจ “ข้ามีลูกทั้งหมดแปดคน หลายปีมานี้ เพื่อเลี้ยงพวกเขาให้โตมาได้ ช่วงแรก ๆ ข้ากับจูเหล่าโถวต้องลำบากกันไม่น้อย ตอนนี้พวกเขาโตแล้ว ยังคิดว่าชีวิตน่าจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่แรงงานมีมาก ที่ดินมีน้อยนี่นา ก่อนหน้านี้ตอนที่ส่งเจ้าเจ็ดมาเรียนหนังสือก็เคยพูดไว้แล้ว พวกข้าถูกบีบคั้นจนไร้หนทาง ยากจนจึงเปลี่ยนความคิด จำเป็นต้องหาทางออกอื่น ๆ ให้พวกเขา ลูกโตหมดแล้ว ปากท้องในครอบครัวก็มีมากขึ้น แต่ที่ดินยังมีน้อยเท่าเดิม แล้วจะทำอย่างไร? ดังนั้น ข้าจึงอยากปลูกข้าวสาลีฤดูหนาว”
……
เย่อวี๋หรานยังเสริมว่าสิ่งที่นางอยากปลูกไม่ได้มีเพียงข้าวสาลีฤดูหนาว แต่ยังมีของอย่างอื่นอีกด้วย
ขอเพียงช่วยให้อิ่มท้องได้ นางล้วนปลูกทั้งนั้น
เรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณที่นางมีโอกาสได้อ่านตำราและบันทึกการเดินทางในช่วงที่ยังติดตามรับใช้คุณชายบ้านสกุลใหญ่ ได้รู้อะไรมากสักหน่อย ความคิดอ่านก็มีมากตามไปด้วย
ทั้งยังเป็นเพราะนางกล้าลงมือลองทำ จึงทดลองจนสามารถปลูกอะไรใหม่ ๆ ได้สำเร็จ กรุยทางให้ครอบครัวได้อีกสายหนึ่ง
“ของข้าเรียกว่า ‘นิมิตมงคล’ ที่ไหนกัน ล้วนแต่เป็นการลองผิดลองถูกมาทีละก้าวทั้งนั้น” กล่าวถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานก็ถอนหายใจออกมาอีกคำรบ “แค่คิดถึงว่ามีคนอยากให้ ‘นิมิตมงคล’ ปรากฏขึ้นในครอบครัวข้า ข้าก็กลุ้มใจจนกินข้าวไม่ลงแล้ว”
อาจารย์เสินได้ยินคำพูดเหล่านั้นของนางก็นึกสะทกสะท้อนใจ
เขาไม่ได้ปิดบังอำพรางเย่อวี๋หราน เล่าข่าวคราวที่ได้รู้มาจากสหายให้นางฟัง
สหายผู้นี้ของเขาเป็นสหายร่วมสำนักศึกษา ปีนั้นก็เพราะได้สหายผู้นี้ช่วยเหลือ เขาจึงไม่ต้องถูกจำคุก แต่ถูกปล่อยตัวกลับบ้านเกิด จนมาเปิดสำนักศึกษาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่นี่
“เขามาคราวนี้ที่จริงก็มาเพื่อตรวจตราความเป็นไปของไพร่ฟ้าประชาชน นำสิ่งที่ได้ยินได้เห็นมาเขียนรายงานส่งไปที่สำนักงานฝ่ายตรวจการ…”
เย่อวี๋หรานอึ้งไปเล็กน้อย “คณะทูตฝ่ายตรวจการจะออกตรวจตราการปฏิบัติหน้าที่ของขุนนางท้องถิ่นตอนเดือนแปดของทุกปีไม่ใช่หรือ เหตุใดปีนี้จึงเลื่อนขึ้นมาเสียเล่า? อีกอย่าง เชิงเขาไท่ตังก็อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ปกติไม่ตรวจตรามาถึงฝั่งนี้นี่นา?”
ระบบข้าราชการของราชวงศ์นี้ค่อนข้างพิเศษ ฮ่องเต้ทรงจัดตั้งสำนักราชเลขาธิการ สำนักตรวจสอบ และสำนักบริหารสามสำนัก
สำนักราชเลขาธิการมีหน้าที่ร่างราชโองการและคำสั่งราชการต่าง ๆ สำนักตรวจสอบมีหน้าที่ตรวจตราร่างคำสั่งของสำนักราชเลขาธิการเพื่อพิจารณาตัดสินว่าสมควรดำเนินการหรือไม่ ส่วนสำนักบริหารเป็นหน่วยงานราชการที่รับคำสั่งนั้นไปดำเนินการ
สำนักบริหารยังแบ่งออกเป็นหกกรม ได้แก่ กรมข้าราชการพลเรือน กรมคลัง (หรือกรมทะเบียนราษฎร์) กรมพิธีการ กรมกลาโหม กรมอาญา กรมโยธา แต่ละกรมต่างก็มีขุนนางช่างซู (ขุนนางขั้นสาม เทียบเท่าหัวหน้าของแต่ละกรม) และขุนนางซื่อหลาง (ขุนนางขั้นสี่ระดับบน เทียบเท่ารองหัวหน้าของแต่ละกรม) รวมเรียกว่าระบบสามสำนักหกกรม
ในบรรดาข้าราชการทั้งหลาย ฝ่ายตรวจราชการแผ่นดินเป็นตำแหน่งที่น่ากระอักกระอ่วนที่สุด ตามหลักแล้ว แม้ขุนนางที่อยู่ฝ่ายนี้จะเป็นขุนนางขั้นเจ็ด แต่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนโอรสสวรรค์มาตรวจราชการแผ่นดิน มีหน้าที่ตรวจสอบขุนนางระดับสูงประจำอำเภอ เมือง นคร และมณฑลต่าง ๆ
เรื่องใหญ่ของแผ่นดินมีฮ่องเต้เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ส่วนเรื่องเล็กผู้ตรวจการสามารถพิจารณาตัดสินด้วยตนเอง กุมอำนาจใหญ่ในมือ
เนื่องจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังทรงพระเยาว์ อำนาจปกครองอยู่ในมือผู้อื่น ฝ่ายตรวจราชการแผ่นดินถูก ‘ชักเชิด’ ตกอยู่ในการควบคุมของหกกรมภายใต้สำนักบริหารมาแต่แรก หาได้มีอำนาจแท้จริงแต่อย่างใด
เย่อวี๋หรานหาได้ทราบเรื่องเหล่านี้กระจ่างมากนัก แต่จะมากน้อยก็ยังทราบว่าผู้ตรวจราชการแผ่นดินในราชสำนักปัจจุบันเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างน่ากระอักอ่วนมาโดยตลอด
สีหน้าอาจารย์เสินเผยแววลำบากใจ เขากล่าวว่า “เขาถูกกดดันให้มาน่ะสิ”
เย่อวี๋หราน “…”
เกรงว่าคงไม่ใช่แค่การกดดันแล้ว แต่ถูก ‘เนรเทศ’ มากกว่ากระมัง?
แต่เรื่องนี้ทำให้เย่อวี๋หรานแน่ใจมากขึ้นว่านางรู้จักยุคสมัยนี้น้อยเกินไปแล้ว ไม่เอื้อต่อการตัดสินใจของนาง
โชคดีที่ไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานถามต่อไป อาจารย์เสินก็เอ่ยอย่างคลุมเครือว่าสหายของเขาถวายฎีการ้องเรียนว่าหลานชายแท้ ๆ ของไทเฮาไปแย่งชิงสตรีชาวบ้าน แต่ขณะนั้นกำลังหารือเรื่องวันคล้ายวันพระราชสมภพพระชนมายุครบหกสิบชันษาของไทเฮาพอดี ทำให้ไทเฮาทรงกริ้ว จึงถูกผู้รู้สถานการณ์ ‘กดดัน’ ให้ออกมาจากเมืองหลวง
“สำหรับสหายของข้าแล้ว นี่กลับเป็นเรื่องดี ตอนนี้ฮ่องเต้กำลังจะอภิเษกสมรส ต่อจากนั้นก็จะบริหารราชการด้วยพระองค์เอง ถึงตอนนั้นเขาที่เป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ ถูกบีบอยู่ในนั้น เกรงว่าคงรับมือได้ยาก”
เย่อวี๋หรานเพียงฟังก็เข้าใจได้ นับแต่โบราณกาลมา การแย่งชิงอำนาจในราชวงศ์มักมาพร้อมกับการนองเลือด
ผู้ชนะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ ทว่านอกจากผู้แพ้แล้ว ยังจำเป็นต้องมีคนตัวเล็ก ๆ ที่ถูก
‘สังเวย’ ไปด้วยอีกจำนวนหนึ่ง
ถอนตัวออกมาจากวังวนการเมืองเวลานี้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องร้ายจริง ๆ นั่นแหละ
“ไทเฮากำลังจะฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพ หมายความว่ากำลังเฟ้นหา ‘นิมิตมงคล’ เพื่อถวายแด่ไทเฮา?” เย่อวี๋หรานจับประเด็นสำคัญได้แล้ว
อาจารย์เสินไม่กล้ายืนยัน เขากล่าวว่า “เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ ข้าไม่รู้กระจ่าง ทุกคนล้วนต้องเตรียมของขวัญถวายแด่ไทเฮาทุกปี ปีนี้จะต้องการแบบที่เป็นมงคลกว่าเดิมสักเล็กน้อยหรือไม่ก็ไม่มีใครบอกได้ งานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพของไทเฮาจะจัดขึ้นกลางฤดูใบไม้ร่วงในเดือนแปด ตอนนี้เพิ่งจะต้นฤดูใบไม้ผลิก็มีคนเริ่มเตรียมการกันตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว ข้าเองก็เดาไม่ออกว่าเป็นคนของฝ่ายไหนกันแน่”
จิตใจเย่อวี๋หรานพลอยหนักอึ้งตามไปด้วย
ข้อมูลที่อาจารย์เสินทราบไม่ได้มากมายอะไร เขาไม่รู้เส้นสนกลในของขุมอำนาจในเมืองหลวง ส่วนสหายของอาจารย์เสินผู้นั้นก็หาใช่ผู้รู้สถานการณ์ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ถูก ‘กดดัน’ ออกมา
จนถึงตอนนี้ เรื่องที่เขาพูดมาล้วนเป็นสิ่งที่เห็นอยู่เพียงฉากหน้า
“เช่นนั้นท่านพอจะทราบเรื่องบรรดาเชื้อพระวงศ์และตระกูลใหญ่ต่าง ๆ บ้างหรือไม่?” เย่อวี๋หรานถาม
อาจารย์เสินส่ายหน้า “ถ้าข้ารู้ก็คงไม่มาอยู่ที่นี่แล้ว จูต้าเหนียง ข้าไม่ปิดบังท่าน ตอนที่เข้าร่วมการสอบคัดเลือกจวี่เหรินในตอนนั้นก็เพราะว่าไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือจึงไปล่วงเกินผู้มีอำนาจเข้า สุดท้ายจึงถูกตัดสิทธิ์การสอบ”
“ถ้าท่านถามมากกว่านี้ ข้าก็ไม่รู้จริง ๆ”
พูดมามากมาย อาจารย์เสินเริ่มเสียใจทีหลังเสียแล้ว
เขาไม่รู้เช่นกันว่าเพราะเหตุใด เรื่องเหล่านี้อย่างมากเขาก็เพียงพูดกับสหายผู้นั้น แม้แต่มารดาและภรรยาของเขา เขาก็ไม่เคยพูดให้ฟังมาก่อน คิดไม่ถึงว่าจะพูดออกมาต่อหน้าจูต้าเหนียง
บนร่างจูต้าเหนียงคล้ายกับมีพลังลึกลับบางอย่าง เมื่อได้นั่งลงสนทนาด้วยกันกับนางจะบังเกิดความรู้สึกว่ายิ่งพูดคุยก็ยิ่งเบิกบานใจ สุดท้ายก็กล่าวทั้งเรื่องที่ควรและไม่ควรพูดออกมาจนหมดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เขาเองก็จนปัญญา ได้แต่เน้นย้ำซ้ำ ๆ กับจูต้าเหนียงว่าเรื่องเหล่านี้ออกจากปากเขา เข้าไปในหูของนางแล้วก็ไม่อาจแพร่งพรายออกไปอีกเด็ดขาด
แม้ว่าที่แห่งนี้จะอยู่ห่างไกลจากพระราชอำนาจของฮ่องเต้ แต่ถ้ามีคนอยากกุม ‘จุดอ่อน’ มาเล่นงานพวกเขาก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย
เขาเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ ไม่ต้องการจะชักนำเภทภัยมาให้ตัวเอง