ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 282 หลิวซื่อน้อยใจ
บทที่ 282 หลิวซื่อน้อยใจ
พี่เป้าตะลึงงัน คิดไม่ถึงเลยว่าในโลกนี้จะมีคน ‘รู้จัก’ ตนเองดีเช่นนี้อยู่ด้วย?!
เขารีบร้อนกล่าวว่า “ถูกต้อง ข้าก็คิดเช่นนี้ ใช่แล้ว ข้าไม่ใช่คนดีอะไร แต่ข้าไม่ผิดต่อพี่น้องของข้า ไม่ผิดต่อลูกบุญธรรม ข้าไม่ทำร้ายคนอื่นตามอำเภอใจ ข้าไม่ผิดต่อฟ้าดินและมโนธรรมของตัวเอง”
“เท่านี้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่าคนเราอย่าไปคิดมากจนเกินไป คำพูดของผู้อื่นฟังเอาไว้ก็พอแล้ว ควรทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ฟังมากไปก็วุ่นวายใจเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ต่อตัวเองสักนิด”
พี่เป้าหัวร่อฮาฮา รู้สึกว่าตนเองถูกชะตากับเย่อวี๋หรานยิ่งนัก คำว่าต้าเหนียงนั้นเรียกได้สนิทสนมเป็นกันเองอย่างมาก
ภายในโรงหมอ ท่านหมอไป๋หลี่พันแผลให้เสี่ยวฝูจื่อเสร็จแล้ว บอกว่าตอนนี้คนเจ็บไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ต้มยากินสักหลายชุด ค่อย ๆ รักษาตัวไปก็ได้แล้ว
พี่เป้าอารมณ์ดี ไม่ถือสาหาความต่อ ‘ความเย็นชา’ ของท่านหมอไป๋หลี่ก่อนหน้านี้ และยังเอ่ยขอบคุณอย่างใจกว้าง
คราวนี้ดีนัก กลายเป็นท่านหมอไป๋หลี่ที่อึดอัดใจเองเสียแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นนั้น ผู้อื่นยังปฏิบัติต่อตนเองอย่างเกรงอกเกรงใจ ทำเสียราวกับว่าเขาเป็นฝ่ายพาลหาเรื่องอย่างนั้นแหละ
ท่านหมอไป๋หลี่เรียกลูกศิษย์คนหนึ่งเข้ามา ให้เขารับหน้าที่ดูแลพวกพี่เป้า ส่วนตนเองเดินจากไปราวกับเผ่นหนี
พี่เป้ากับเย่อวี๋หรานขยิบตาให้กัน
เห็นหรือยัง เขาหนีไปแล้ว!
เย่อวี๋หรานยิ้มจาง ๆ
การออกมาคราวนี้มี ‘ผลลัพธ์’ ใหญ่หลวง อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเย่อวี๋หรานโดยสิ้นเชิง
สูญเสียการค้ากับร้านขายชาด แต่ได้เงินหนึ่งพันตำลึงมาแทน เรือนหลังใหม่ในอนาคตมีเค้าลางแล้ว นับว่าช่วยคลี่คลายความจำเป็นเร่งด่วนได้อย่างเหมาะเจาะ
เท่านี้ก็แล้วไปเถอะ เพิ่งออกมาจากร้านแลกเงินต้ารุ่นไฉก็ได้พบ ‘พี่เป้า’ ที่ตนเองต้องการจะสืบข่าวคราวพอดี แทบกล่าวได้ว่าต้องการสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น
หลังเห็นว่าเสี่ยวฝูจื่อไม่เป็นไรแล้ว เย่อวี๋หรานก็แยกทางกับพี่เป้า ออกมาจากโรงหมอไป่เย่าถัง
เมื่อนางกลับไปถึงสำนักศึกษาสกุลเสินก็ค่อนข้างสายมากแล้ว จวนจะถึงเวลาเลิกเรียนคาบบ่ายพอดี
หลิ่วซื่อไม่มีธุระอะไรจึงเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ต้าเป่าและเอ้อร์เป่า มองดูพวกเขาทำการบ้าน คอยพัดวีให้ ซักเสื้อผ้า ปัดกวาดทำความสะอาดที่พักให้พวกเขา มีเรื่องให้ทำได้ไม่จบไม่สิ้น
และเนื่องจากมีหลิ่วซื่ออยู่ด้วย จูซานจึงกลายเป็นคนว่างงาน
จูซานเห็นว่ามารดาออกไปเดินเล่นหลังรับประทานมื้อกลางวันจนถึงตอนนี้ยังไม่กลับมาก็ลอบกังวลอยู่ลึก ๆ คงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกระมัง?
ระหว่างที่เขากำลังลังเลว่าควรออกไปตามหาดีหรือไม่ เย่อวี๋หรานก็กลับมาพอดี
“ท่านแม่ ทำไมท่านเพิ่งกลับมาตอนนี้ขอรับ?”
“ไม่มีอะไร ก็แค่เดินเล่นไปทั่ว เดินนานไปหน่อยก็เท่านั้นเอง” เย่อวี๋หรานให้เขาคอยอยู่ตรงนั้น เรียกหลิ่วซื่อที่อยู่ในห้องพักออกมา
จูซานเห็นเช่นนั้นก็ทราบว่ามารดามีเรื่องจะพูด เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร
เมื่อได้ฟังมารดากล่าวว่าขายสูตรทำชาดไปแล้วก็ค่อนข้างประหลาดใจ “ท่านแม่ ทำไมท่านขายสูตรทำชาดไปเสียล่ะขอรับ?”
เมื่อเย่อวี๋หรานกลับไปถึงเรือนสกุลจู ประกาศเรื่องนี้ต่อทุกคนบนโต๊ะอาหาร คนทั้งโต๊ะต่างก็ตะลึงพรึงเพริดดุจเดียวกัน
“อะไรนะ?!”
“ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าไม่ให้ขายสูตรทำชาด เก็บเอาไว้สามารถทำเงินได้ตลอดไปไม่ใช่หรือ?”
“นั่นน่ะสิ ท่านแม่ ทำไมจู่ ๆ ท่านก็ขายสูตรไปเสียแล้ว?”
……
คนทั้งหมดกระวนกระวายใจ รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าคงมีเรื่องราวเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นมารดาจะขายสูตรทำชาดไปโดยไม่มีสาเหตุได้อย่างไร?
เย่อวี๋หรานเห็นว่าพวกเขาจินตนาการไปไกลแล้วก็รู้สึกว่าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นางกล่าวว่า “พวกเจ้าคิดไปถึงไหนกันแล้ว ข้าขายสูตรทำชาดก็เพื่อสร้างเรือนหลังใหม่ไม่ใช่หรือ? พวกเจ้าดูสิ เรือนของพวกเรา กว้างเท่านี้เอง คนทั้งบ้านต้องกั้นผนังห้องแบ่งครึ่งเพื่อเบียดอยู่ด้วยกันแล้ว แค่ตอนนี้เจ้าสามพาจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าไปร่ำเรียนในตำบลถึงได้ดูโล่งขึ้นมาหน่อย”
“ซานเป่ากับซื่อเป่าก็โตวันโตคืน พวกเจ้าคนอื่น ๆ ในอนาคตก็คงจะมีลูกเหมือนกัน ถึงตอนนั้นจะไปอยู่ที่ไหน?”
‘อยู่ที่ไหน’ เพียงประโยคเดียวก็สามารถทำให้ทุกคนเงียบเสียงลงได้แล้ว
ไม่ได้มีเพียงเย่อวี๋หรานที่ตระหนักว่าในเรือนไม่มีที่พักอีกแล้ว แต่สมาชิกทุกคนในครอบครัวสกุลจูล้วนกระจ่างใจ
จูปาเม่ยรู้สึกว่าตนเองน่าสงสารยิ่งนัก ตั้งแต่เล็กจนโตก็ต้องนอนเบียดร่วมห้องกับบิดามารดา
ใคร ๆ ล้วนพูดกันว่านางเป็นแม่นางน้อยที่ได้รับความรักความโปรดปรานมากที่สุดแล้วในหมู่บ้านสกุลจู ทว่ามีแม่นางน้อยที่ได้รับความโปรดปรานคนใดไม่มีห้องนอนส่วนตัวของตัวเองบ้าง?
บรรดาลูกชายสกุลจูอยู่กันเช่นนี้มาจนชินแล้ว ไม่ได้รู้สึกอะไร ทว่าบรรดาลูกสะใภ้ทั้งหลาย พวกนางบางคนเมื่อก่อนนอนห้องเดียวกันกับพี่สาวน้องสาว บางคนเคยมีห้องนอนของตัวเอง จะมากจะน้อยก็มีความคาดหวังอยู่บ้าง
แท้จริงแล้วถึงเย่อวี๋หรานไม่พูด พวกนางก็เคยพูดกันเป็นการส่วนตัวมาก่อนแล้ว พวกเจ้าว่ารอจนพวกเด็ก ๆ โตกันหมดแล้ว เรือนหลังนี้จะอยู่กันอย่างไรนะ?
“ข้าใคร่ครวญแล้ว รอจนสิ้นสุดช่วงเพาะปลูก พวกเราค่อยสร้างเรือนหลังใหม่” เย่อวี๋หรานกล่าว “สร้างเรือนหลังใหม่ข้างเรือนหลังเดิม สร้างให้ใหญ่โตสักหน่อย โดยให้มีแปดห้องก่อนจะได้มีพื้นที่ว่าง วันหน้าถ้ามีเงินก็ค่อยต่อเติม”
“ถึงตอนนั้นข้ากับพ่อของพวกเจ้า พร้อมกับเจ้าเจ็ด ปาเม่ย ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าก็ไปอยู่ฝั่งนั้น เก็บห้องหนึ่งไว้ให้เจ้าหก ห้องหนึ่งไว้ให้ซานเป่ากับซื่อเป่า ห้องหนึ่งทำเป็นห้องหนังสือ รวมแปดห้องพอดี”
หลิวซื่องงงัน รีบถามขึ้นมาว่า “แล้วพวกข้าล่ะเจ้าคะ?”
“เจ้า แล้วก็เจ้าใหญ่ เจ้าสาม เจ้าสี่ เจ้าห้า ห้าคู่พอดี พักอยู่คนละห้อง อีกห้องที่เหลือยกให้หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยสองพี่น้อง” เย่อวี๋หรานกล่าวจบก็หันไปพูดกับหลินซื่อ “เมียเจ้าห้า เจ้าอย่าคิดว่าข้าลำเอียง ไม่ให้น้องสาวสองคนของเจ้ามาอยู่ฝั่งนี้เลยนะ ถึงอย่างไรพวกนางก็เป็นน้องสาวของเจ้า อาศัยอยู่ในเรือนหลังเดียวกับคนเป็นพี่สาวย่อมเหมาะสมกว่าอยู่หลังเดียวกับหญิงชราอย่างข้า”
เมื่อหลินซื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องของน้องสาวสองคน หัวใจก็พลันเต้นตึกตักขึ้นมา ถึงจะมีความเห็นก็ไม่กล้ามีอีกแล้ว “ท่านแม่ ท่านพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ ให้ซานเม่ยกับซื่อเม่ยอยู่ด้วยกันกับข้าก็ดีแล้ว”
นางปลอบใจตนเอง ถึงอย่างไรก็คงดีกว่าอยู่ในห้องเก็บของห้องนั้นกระมัง?
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้เห็นแย้งนะเจ้าคะ แต่ถ้ามีเรือนหลังใหม่ ทำไมไม่ให้พวกข้าไปอยู่ด้วยเล่า?” หลิวซื่อผลักจูเอ้อร์เบา ๆ เห็นเขาไม่พูดอะไรก็ไม่พอใจอย่างมาก ได้แต่ฝืนใจพูดออกมาเอง “เด็กเล็กจะใช้พื้นที่สักเท่าไหร่เชียว พวกข้าก็ไม่มีลูกเสียหน่อย ข้ากับสามีพักอยู่ห้องเดียวกันก็พอแล้ว”
ที่จริงแล้ว นางรู้สึกไม่พอใจอยู่ไม่มากก็น้อย ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่าล้วนได้พักอยู่ในเรือนหลังใหม่ แล้วอาศัยอะไรไม่ให้ลูกนางอยู่ด้วย?
เพราะลูกนางยังไม่เกิดเช่นนั้นหรือ?
ให้เด็กพวกนั้นไปอยู่กันหมดแล้ว รอจนถึงคราวนางคลอด ยังจะมีห้องให้ลูกของนางอีกหรือ?
“เรือนหลังใหม่เป็นของข้า ข้าอยากให้ใครอยู่ก็ได้ เจ้าไม่พอใจ?” สีหน้าเย่อวี๋หรานเปลี่ยนเป็นเย็นชา ขึงตามองมาทันที
หลิวซื่อตัวสั่นสะท้าน ไม่กล้าพูดอีกแล้ว
ต่อให้เป็นหลี่ซื่อที่ยามปกติช่างพูดช่างเจรจา ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่กล้าเอ่ยปากเช่นกัน
นางคิดว่า แม้ตัวเองจะไม่ได้ไปอยู่เรือนหลังใหม่ด้วย แต่ซานเป่ากับซื่อเป่าได้มาห้องหนึ่ง นางก็ไม่นับว่าเสียเปรียบ
ชั่วพริบตานั้น คนทั้งบ้านต่างก็เงียบเสียง ไม่มีใครกล้าหาเรื่องโชคร้าย
เย่อวี๋หรานหัวร่อในใจ เป็นดังคาด ยอดอาชาถูกคนควบขี่ คนดีมักถูกรังแก[1] ถ้านางไม่โหดสักหน่อย พวกเขาก็ไม่รู้แล้วว่าในบ้านหลังนี้ใครเป็นลูกพี่
“ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าคิดอ่านอะไรอยู่ พวกเจ้าฟังคำข้าให้ดี เรือนหลังใหม่ข้ากับพ่อพวกเจ้าจะใช้เป็นที่พักยามแก่เฒ่า ไม่ให้ใครทั้งนั้น” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าพอใจให้ใครอยู่ก็ให้คนนั้นอยู่ ใครไม่พอใจก็เก็บเงินปลูกเรือนหลังใหม่กันเอาเอง”
ลั่นวาจาถึงขั้นนี้แล้ว จึงยิ่งไม่มีใครกล้าปริปาก
หลิวซื่อรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมยิ่งนัก พี่สะใภ้ใหญ่กับน้องสะใภ้สี่ต่างก็มีลูกน้อย ได้เปรียบกันทั้งคู่ มีส่วนแบ่งคนละห้อง มีเพียงนางกับน้องสะใภ้ห้าที่ไม่มีอะไรสักอย่าง ไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว
ทว่าหลินซื่อดันมีน้องสาวสองคนที่มาพึ่งพาแม่สามี ย่อมไม่กล้าทักท้วงใด ๆ
นางหัวเดียวกระเทียมลีบ จะไปสู้แม่สามีสุดโหดเช่นนี้ได้อย่างไร?!
[1] ยอดอาชาถูกคนควบขี่ คนดีมักถูกรังแก มาจากสำนวนพื้นบ้านจีน 人善被人欺,马善被人骑 หมายถึง ม้ารู้ความและเชื่อฟังคน คนจึงชอบขี่ม้า คนดีซื่อสัตย์เกินไปก็จะถูกคนอื่นรังแกได้ง่าย มักใช้ในเชิงกระตุ้นให้มีความกล้าตอบโต้เพื่อปกป้องตัวเอง ไม่เป็นคนดีเกินไป