ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 283 พวกเจ้าจะสร้างเรือนหลังใหม่?
บทที่ 283 พวกเจ้าจะสร้างเรือนหลังใหม่?
จูเหล่าโถวไม่มีความเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น
ครอบครัวนี้เขาไม่ได้เป็นคนตัดสินใจมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากนี้ ภรรยาเขาสร้างเรือนหลังใหม่กับเขาสร้างเอง แตกต่างกันตรงไหน?
เรื่องที่ครอบครัวสกุลจูจะสร้างเรือนหลังใหม่ลือกันไปทั่วหมู่บ้านสกุลจูภายในเวลาอันสั้น
คนจำนวนมากไม่เชื่อเรื่องนี้ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกรียวกราว
“ไม่น่านะ สกุลจูรวยแล้วหรือ?”
“เจ้าว่าครอบครัวพวกเขาหาเงินได้สักเท่าไหร่ ถึงสร้างเรือนหลังใหม่ได้ไวปานนี้?”
“เรื่องนี้ผู้ใดจะไปรู้? ดูสิ่งที่พวกเขาทำในช่วงที่ผ่านมาก็รู้แล้ว คงได้เป็นกอบเป็นกำนั่นแหละ”
……
ยังมีคนลอบครุ่นคิดในใจว่า ในเมื่อครอบครัวสกุลจูทำเช่นนี้แล้วหาเงินได้ ถ้าพวกเขาทำตามก็คงจะหาเงินได้เหมือนกันใช่หรือไม่?
จูซิงวั่งเป็นคนแรกที่เข้าหาสกุลจู เขามาสอบถามกับจูเหล่าโถว
ยามนั้นจูเหล่าโถวกำลังจะพาพวกลูกชายไปแบกน้ำมารดที่นาส่วนที่เขาเป็นคนรับผิดชอบ เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็ชะงักไป “เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้าอยากทำการค้ากับครอบครัวข้า?”
“อาสาม ท่านว่าเรื่องนี้เป็นไปได้หรือไม่?” จูซิงวั่งมีสีหน้าประจบเอาใจ บอกว่าครอบครัวเขายากลำบากเพียงใด
บิดาของเขาหกล้มขาหักไปเมื่อหลายปีก่อน ทำงานที่ใช้แรงมากไม่ไหวอีกแล้ว น้องชายของเขาไม่มีสินสอดตบแต่งภรรยา จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้แต่งงาน
ส่วนตัวเขาเองก็มีลูกน้อยสองคนต้องเลี้ยงดู เขาถูกสถานการณ์บังคับจนไร้ทางออกแล้วจริง ๆ ถึงได้มาหาจูเหล่าโถว
“เรื่องการค้าของครอบครัว ข้าก็ไม่รู้อะไรมาก เจ้าควรไปถามจูต้าเหนียง” จูเหล่าโถวฟังแล้วก็รู้สึกเห็นใจขึ้นมา
แต่เขาก็ทราบว่าเรื่องนี้ตนเองตัดสินใจไม่ได้ ต้องไปถามภรรยา
“ผู้ชายในครอบครัวข้าเพียงเล่าเรียนและทำนา ไม่ยุ่งเกี่ยวการค้าขาย”
ยามอยู่นอกบ้าน จูเหล่าโถวยังคงพูดไปในแนวทางเดียวกับคนในครอบครัว ไม่พูดมั่วส่งเดช
จะว่าอย่างไรดี ทำการค้าไม่อาจเข้าร่วมการสอบขุนนางนี่นา เรื่องใหญ่ปานนี้ เขาย่อมรู้ขอบเขต
จูซิงวั่งมีสีหน้าลำบากใจ “อาสาม ท่านก็รู้จักนิสัยของจูต้าเหนียงดีนี่นา ข้ากลัว…กลัวว่าข้าไปพูดแล้วนางจะไม่พอใจ”
“ไม่พอใจก็ช่วยไม่ได้ ถ้าผู้ชายในบ้านไปยุ่งเกี่ยวกับการค้า นางจะยิ่งไม่พอใจมากกว่าน่ะสิ” สุดท้ายจูเหล่าโถวยังคงช่วยออกความคิดให้เขา “ถ้าเจ้าอับจนหนทางจริง ๆ ก็ให้เมียเจ้าออกหน้า ลองหยั่งเชิงกับสะใภ้สี่บ้านข้าก่อน สะใภ้สี่เป็นคนดูแลการค้าทุกอย่างในบ้านข้า”
“ขอบคุณอาสาม ชาติหน้าข้าจะเป็นวัวเป็นม้าตอบแทนท่าน” จูซิงวั่งจากไปอย่างดีอกดีใจ
เวลานั้นจูซื่อก็เดินเข้ามาหาแล้วเอ่ยถามจูเหล่าโถวอย่างสงสัยว่าคนผู้นั้นมาหาทำไม
จูเหล่าโถวจึงบ่นให้เขาฟัง
จูซื่อกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านอย่าได้ออกความคิดส่งเดชเชียวนะขอรับ พักนี้คนที่จับตามองครอบครัวเรามีมากจนนับไม่หวาดไม่ไหว”
เพียงนึกถึงว่าตั้งแต่ครอบครัวเขาแพร่งพรายออกไปว่าจะสร้างเรือนใหม่ก็มีคนเริ่มโผล่หน้ามาสอบถามหยั่งเชิงกับพวกเขาพี่น้อง จูซื่อเองก็รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า
ก็แค่สร้างเรือนใหม่หลังเดียวเท่านั้นเอง ต้องตื่นเต้นกันถึงเพียงนี้ด้วยหรือ?
แน่นอนว่าถ้ามุมปากของจูซื่อไม่ได้โค้งขึ้นอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องปานนั้นก็คงจะน่าเชื่อถือกว่านี้
เย่อวี๋หรานไม่เคยสร้างเรือนในชนบท จึงไม่ทราบว่าปลูกเรือนหลังหนึ่งในชนบทต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่
แม้จะพูดเรื่องสร้างเรือนหลังใหม่ออกไปแล้ว แต่เงินในมือจะสามารถสร้างเรือนแบบไหนออกมาได้ นางยังไม่แน่ใจนัก
หลายวันมานี้ นางสอบถามคนอื่น ๆ อยู่ตลอด พร้อมกันนั้นยังรับฟังความคิดเห็นของบรรดาลูกชายกับลูกสะใภ้
หลี่ซื่อไม่เคยมีประสบการณ์ปลูกเรือนมาก่อนเช่นกัน จึงช่วยสอบถามกับบ้านใกล้เรือนเคียง นางกล่าวว่า “ท่านแม่ ข้าถามมาแล้วเจ้าค่ะ ที่จริงแล้วการสร้างเรือนใหม่ เรื่องที่เปลืองเงินที่สุดไม่ใช่ค่าแรง แต่เป็นค่าวัสดุ…”
จากนั้นก็เล่ารายละเอียดที่นางไปสอบถามออกมาจนหมด
เย่อวี๋หรานฟังพลางพยักหน้า จดจำเอาไว้
“อืม ข้ารู้แล้ว”
“ท่านแม่ ท่านต้องการสร้างเรือนแบบใดหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อคิดว่าสร้างแบบง่าย ๆ ก็พอแล้ว แต่ฟังจากความเห็นแม่สามี เหมือนกับว่าต้องการจะสร้างแบบที่ดีหน่อย
พวกนางเพียงทราบว่าแม่สามีขายสูตรทำชาดไปแล้ว ส่วนว่าขายไปได้เงินเท่าไหร่กลับไม่มีใครรู้
หลี่ซื่อพยายามประเมินอยู่ในใจ คิดว่าจำนวนเงินที่สามารถสร้างเรือนได้อย่างน้อยก็คงหลายร้อยตำลึงกระมัง
“เรือนมุงกระเบื้อง”
“เรือนมุงกระเบื้อง?!” หลี่ซื่อตื่นตะลึง
นางกลืนน้ำลายดังเอื้อก แทบไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
แม้กระทั่งครอบครัวของเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านก็ยังปลูกเรือนมุงหลังคากระเบื้องไม่ไหว แต่แม่สามีกลับอยากสร้างแบบนี้?
ตกลงแล้วแม่สามีขายสูตรชาดได้เงินเท่าไหร่กันแน่?
เย่อวี๋หรานมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเงินไม่พอ จึงคิดว่าสามารถมุงได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ห้องที่ยังไม่ได้มุงหลังคากระเบื้องก็ใช้อย่างอื่นมุงแทนไปก่อน วันหน้าค่อยเปลี่ยนใหม่”
หลี่ซื่อค่อยพรูลมหายใจออกมา “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าตกใจหมด ข้ายังคิดอยู่เลยว่าท่านแม่มีเงินเท่าไหร่กันแน่”
“ทำไม เจ้าเองก็กำลังแอบเดาอยู่ว่าข้ามีเงินเท่าไหร่เช่นนั้นหรือ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าก็แค่คิดไปเรื่อยเปื่อย ดูว่าสร้างเรือนสักหลังต้องใช้เงินเท่าไหร่…” หลี่ซื่อไม่กล้ายอมรับ
ถึงนางจะสนใจเงินที่ได้จากการขายสูตรทำชาดเช่นกัน แต่นางหาได้โง่งมเหมือนหลิวซื่อ เรื่องนี้ถ้าพูดออกมาก็คงต้องถูกสั่งสอนสถานเดียว
ไม่ได้ส่วนแบ่งจากการขายสูตรทำชาด แต่สามารถได้ห้องในเรือนหลังใหม่มาหนึ่งห้องก็ไม่เลว
“เรือนหลังนี้เป็นของข้า ข้าจะเป็นคนกังวลสนใจเอง เจ้ายังต้องค้าขายและเลี้ยงลูก ดูแลเด็กสองคนนี้ให้ดีก็พอแล้ว”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านสบายใจได้ ข้าจะต้องเลี้ยงหลานชายทั้งสองของท่านให้ดีแน่นอน” ครั้นเอ่ยถึงลูก ๆ แล้วหลี่ซื่อเบิกบานใจยิ่งนัก บอกเย่อวี๋หรานว่าเด็กน้อยสองคนนั้นเริ่มหัดพูดแล้ว
ส่งเสียงอ้อแอ้ แม้จะไม่รู้ว่าพูดอะไรอยู่ แต่ก็คุยจ้ออย่างอารมณ์ดี
เมื่อจับพวกเขาสองคนมาอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ก็สามารถคุยเจื้อยแจ้วได้ครึ่งค่อนวัน
“ท่านแม่ คราวก่อนของเล่นที่ท่านให้ช่างไม้ไฉช่วยทำให้หลายอันนั้น พวกเขาชมชอบยิ่งนัก นอนหลับก็ยังกุมเอาไว้ในมือ”
ของเล่นที่หลี่ซื่อกล่าวถึง เย่อวี๋หรานเป็นคนไหว้วานให้ช่างไม้ไฉเอาไม้มาทำเป็นรูปสัตว์ขนาดเล็ก ก็คือพวกตุ๊กตานกไม้ วัวไม้ ทำนองนั้น
ให้ช่างไม้ไฉช่วยขัดให้เกลี้ยงสักหน่อย กำจัดส่วนที่เป็นเหลี่ยมมุม ก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างออกมาแล้ว จากนั้นล้างให้สะอาดนำมาให้เด็ก ๆ เล่น ไม่มีเด็กน้อยคนไหนไม่โปรดปราน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ซานเป่าและซื่อเป่าเริ่มมีฟันน้ำนมแล้ว บางครั้งก็จะคว้าสิ่งของเข้าปากแทะ ตุ๊กตาไม้ที่ถือเล่นในมือสามารถใช้เป็นที่ลับฟันได้พอดี
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานยังบอกหลี่ซื่อว่า ถ้าว่าง ๆ ก็ปอกหูหลัวปอ (แครอท) ทำเป็นแท่งให้พวกเด็ก ๆ ถือเอาไว้ ให้พวกเขาใช้เจ้านี่ลับฟันจะดีกว่า
“ชอบก็ดีแล้ว รอให้พวกเขาโตกว่านี้ค่อยให้ช่างไม้ไฉช่วยทำของอย่างอื่นให้” เย่อวี๋หรานกล่าว
หลี่ซื่อแววตาวาววับ “ท่านแม่ ท่านยังจะทำของเล่นอย่างอื่นหรือเจ้าคะ?”
“ทำไม?” เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูแปลกชอบกลจึงถามอย่างสงสัย
หลี่ซื่อหัวเราะแหะ ๆ “ท่านแม่ คราวก่อนข้ากับพวกปาเม่ยอุ้มซานเป่ากับซื่อเป่าออกไปเล่นข้างนอก พวกเด็ก ๆ พอเห็นของเล่นเล็ก ๆ ในมือซานเป่าและซื่อเป่าก็ชอบนักหนา จากนั้นแม่ของพวกเขาก็มาถามข้าว่าของเล่นพวกนี้ได้มาจากที่ไหน พวกนางก็อยากทำเหมือนกัน…”
ครั้นมีคนอยากได้ ตอนนั้นหลี่ซื่อก็บังเกิดความคิดทันที บอกไปว่าใช้ไข่ไก่แลกได้ ของเล่นหนึ่งชิ้นใช้ไข่ไก่สามฟอง
เย่อวี๋หรานฟังแล้วก็หมดคำจะบรรยาย “เจ้านี่หาเงินจนขึ้นสมองหมดแล้ว”
“แหะ ๆๆ…ก็พวกเขาอยากได้นี่นา ข้าจึงตัดสินใจให้พวกเขาเอาไข่ไก่มาแลก” นอกจากเรื่องนี้ หลี่ซื่อยังเอ่ยถึงเรื่องที่พักนี้มักมีคนมาหานางบ่อย ๆ เพื่อสอบถามเรื่องการค้าขายกับนาง
ฟังจากคำพูดของพวกเขา เหมือนต้องการจะนำสินค้าของครอบครัวสกุลจูไปขายที่อื่น
สกุลจูไม่ได้ ‘ขายส่ง’ สินค้าให้คนอื่นเป็นครั้งแรก ดังนั้นหลี่ซื่อจึงคิดว่า ขอเพียงพวกเขาไม่นำมาขายในหมู่บ้านสกุลจู เข่นนั้นจะขายให้พวกเขาก็ได้