ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 284 มีอะไรก็ไปหาเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส
บทที่ 284 มีอะไรก็ไปหาเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส
เย่อวี๋หรานนิ่งคิดชั่วครู่ แล้วจึงกล่าวว่า “เรื่องนี้เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน รอข้าไปปรึกษาเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเสียก่อน”
“หา ทำไมต้องไปปรึกษาเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสด้วยเจ้าคะ?” หลี่ซื่อไม่เข้าใจ
นางคิดว่ามีคนจำนวนมากต้องการนำสินค้าของครอบครัวไปขายก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?
เย่อวี๋หรานไม่ได้อธิบายรายละเอียดให้หลี่ซื่อฟัง
แท้จริงแล้วเย่อวี๋หรานเพียงแต่กลัว คนในหมู่บ้านสกุลจูคิดว่าพวกนางอาศัยการค้าเล็กน้อยพวกนี้ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจนสามารถสร้างเรือนหลังใหม่ได้ จึงคิดจะทำการค้าตามโดยไม่สนใจวิธีการใด ๆ เจ้าขายสิ่งใดข้าก็ขายสิ่งนั้น สุดท้ายอาจนำไปสู่การแข่งขันอันดุเดือด บ่อนทำลายความสงบสุขของหมู่บ้านสกุลจูในปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้นางรับคำเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเอาไว้แล้วว่าจะพาหมู่บ้านสกุลจูร่ำรวยไปด้วยกัน นางย่อมไม่อาจตบหน้าตัวเอง
“เจ้าหมายความว่า…” เจ้าหน้าที่มีสีหน้าสนเท่ห์
เย่อวี๋หรานพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ใช่ ข้าหมายความตามนั้น ในเมื่อครอบครัวข้าพอจะพึ่งพาการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้หาเงินได้บ้าง คนในหมู่บ้านนึกอิจฉา อยากหาเงินด้วย เช่นนั้นก็มาทำการค้าร่วมกันเสียเลย”
“แต่คำพูดไม่น่าฟังยังคงต้องกล่าวเอาไว้ล่วงหน้า ผู้ชายในหมู่บ้านสกุลจูไม่อาจทำการค้า ให้เฉพาะพวกผู้หญิงทำเท่านั้น เงินที่หามาได้ก็เป็นเงินค่าแป้งชาดของพวกผู้หญิง”
“กฎหมายบ้านเมืองกำหนดไว้ว่าพ่อค้าไม่อาจเข้าร่วมการสอบเป็นขุนนาง พวกเราต้องเหลือทางถอยเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ถ้าไม่จำเป็นถึงที่สุดแล้วจริง ๆ ผู้ชายในหมู่บ้านสกุลจูไม่ว่าใครก็ไม่อาจทำการค้า”
จุดนี้เย่อวี๋หรานยืนยันหนักแน่น
เรื่องในหมู่บ้านสกุลหลิวคราวก่อนทำให้นางตระหนักได้ถึงพลังของคนแซ่เดียวกันอีกครั้ง
ถ้านางบังคับใช้กฎนี้เฉพาะภายในครอบครัวตนเอง สุดท้ายคนในหมู่บ้านสกุลจูหันไปค้าขายกันหมด ในอนาคตเรื่องนี้ย่อมเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงสำหรับลูกหลานสกุลจูอย่างไม่ต้องสงสัย
นางเน้นย้ำความสำคัญของเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านมองเห็นเพียงผลประโยชน์ตรงหน้า ไม่ได้มองการณ์ไกลถึงเพียงนั้น แต่พวกเขาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่น่านับถือของหมู่บ้านสกุลจู พวกเขาควรมีวิสัยทัศน์ต่างจากคนทั่วไป
ตอนแรกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ ในแก่นกระดูกก็พลันบังเกิดความเร่าร้อนขุมหนึ่ง ราวกับว่าพวกเขากำลังกระทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสผงกศีรษะ “เจ้าพูดถูก สมควรมีกฎข้อนี้ แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าการค้าขายจะสามารถทำเงินได้จริง ๆ?”
“ถ้าง่ายดายปานนั้น คนทำการค้าทั้งหลายไม่กลายเป็นเศรษฐีกันหมดแล้วหรือ?”
สำหรับความแคลงใจของพวกเขา เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าควรอธิบายอย่างไรดี
นับแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่หาเงินได้มากที่สุดก็คือคนทำการค้า
หากคนธรรมดาทั่วไปไม่ได้มีสมองเช่นนั้น คนค้าขายตัวเล็กตัวน้อย ชั่วชีวิตก็คงผ่านไปเช่นนี้เอง
ทว่าคนบางคนสามารถหาเงินที่คนอื่นใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจหาได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่ปีหรือสิบกว่าปี นี่ก็คือความแตกต่าง
นางไม่อาจรับประกันว่าทุกคนจะสามารถหาเงินได้ แต่มั่นใจว่าสามารถทำให้คนส่วนใหญ่ได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้
นอกจากนี้ ลึก ๆ แล้วในใจนางยังมีแผนการอันยิ่งใหญ่รอให้นางดำเนินการอยู่
“เบื้องบนเกรงว่าพ่อค้าวาณิชจะร่ำรวยเกินไป จึงไม่ยอมให้คนเป็นพ่อค้าเข้าร่วมการสอบเคอจวี่” เย่อวี๋หรานยกความจริงขึ้นมาพูด “พวกท่านลองคิดดู พ่อค้ากุมเงินไว้ในมือ ปรารถนาสิ่งใดก็ได้ครอบครองสิ่งนั้น ถ้าอำนาจยังอยู่ในมือพวกเขาอีก ทั้งค้าขายทั้งเป็นขุนนาง คนอื่นจะใช้ชีวิตอย่างไร?”
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสครุ่นคิดตาม “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น”
“ข้าเองก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ทุกคนหาเงินได้กันหมด การค้าขายก็เหมือนกับการเพาะปลูกนั่นแหละ บางคนสอนครั้งเดียวก็ทำเป็นแล้ว แต่บางคนไม่มีสมองด้านนี้ สอนอยู่นานก็ทำได้ไม่ดีเท่าคนอื่น เช่นนี้ยังจะทำอย่างไรได้?”
ตัวอย่างที่เย่อวี๋หรานยกมานั้นช่วยให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งนัก
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสดูแลหมู่บ้านสกุลจูแห่งนี้ย่อมทราบดีว่าใครบ้างในหมู่บ้านนี้เพิ่งหัดเพาะปลูกก็ทำเป็นทันที ใครบ้างเพาะปลูกมาหลายปีแล้วก็ยังทำได้ไม่ดีเหมือนคนอื่น
“เป็นเช่นนั้น เรื่องแบบนี้ต้องดูพรสวรรค์ด้วย”
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ใช่แล้ว ดังนั้นข้าจึงมาหาพวกท่าน หวังว่าพวกท่านจะช่วยออกหน้าให้ พวกเขาอยากหาเงิน ย่อมได้ ไม่มีปัญหา ส่งผู้หญิงในเรือนออกมาทำสัญญาการค้ากับพวกข้า แบกรับความเสี่ยงกันเอง จะได้กำไรหรือขาดทุนก็เป็นเรื่องของพวกเขา ถึงตอนนั้นถ้าหาเงินไม่ได้ก็อย่ามาหาเรื่องพวกข้า”
มาขอให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสออกหน้าให้ ย่อมเป็นเพราะต้องการจะหยิบยืม ‘บารมี’ ของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาเป็น ‘ผู้รับมอบอำนาจ’ ของนาง
เช่นนี้ถ้าวันหน้าการค้าเกิดปัญหาขึ้นมาก็สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญา จากนั้นค่อยให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสมาปรากฏกาย เท่านี้ทุกประการก็สามารถคลี่คลายได้แล้ว
ถึงจะมีคนต้องการสร้างปัญหาให้ครอบครัวสกุลจูก็ไม่อาจทำอย่างไรได้
เย่อวี๋หรานยังเน้นอีกว่าอยากทำการค้าก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องไม่ให้กระทบต่องานเกษตรกรรมเด็ดขาด
อย่างไรเสียหมู่บ้านสกุลจูก็เป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา ไม่ใช่ครอบครัวพ่อค้าวาณิช
สำหรับแผนการอันรอบคอบและการมองการณ์ไกลของเย่อวี๋หราน เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเลื่อมใสยิ่งนัก ต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย
ในเวลาไม่นาน ทั้งสามคนก็ร่าง ‘สัญญา’ เป็นที่เรียบร้อย
เย่อวี๋หรานไม่ได้ให้พวกเขาต้องเหนื่อยเปล่า แต่ละครั้งที่ทำสัญญา พวกเขาก็สามารถรับ ‘ค่าทำเอกสาร’ จำนวนหนึ่งเป็นการตอบแทน
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสย่อมดีใจที่มีรายรับเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ามาอยู่แล้ว แต่ปากก็ยังคงบ่ายเบี่ยง “ล้วนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน จะรับค่าตอบแทนได้อย่างไร คนรู้จักมักคุ้นกันทั้งนั้น เกรงใจจริง ๆ”
“เฮ้อ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไม่อาจพูดกันเช่นนี้” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าจริงจัง รีบแก้ไขความเข้าใจใหม่ทันที “หนึ่งอีแปะ สองอีแปะ ไม่ได้มากอะไร มีความหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่ควรรับก็ต้องรับเอาไว้ ไม่อย่างนั้นแต่ละครั้งที่ทำสัญญาก็ต้องรบกวนเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสอยู่เรื่อย หากนานเข้า ทุกคนจะกล้าไปรบกวนพวกท่านอยู่ร่ำไปอีกหรือ?”
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสได้ยินคำว่า ‘เวลานานเข้า’ ก็เริ่มลังเลขึ้นมาแล้ว
แต่ไหนแต่ไรมา การรับใช้คนในหมู่บ้านเป็นเรื่องที่สมควรทำ ไม่รับค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ความคิดนี้ของเย่อวี๋หรานนั้นกล่าวกันตามตรงแล้วนับว่ากล่าวได้ตรงใจพวกเขายิ่งนัก
แต่ละครั้งที่เกิดเรื่องขึ้นในหมู่บ้าน พวกเขาก็ต้อง ‘ทำงาน’
ถ้าเป็นคนที่รู้มารยาท กลับไปก็ส่งไข่ไก่หรืออาหารเล็กน้อยมาที่เรือนพวกเขา ไม่นับว่าเสียแรงเปล่า แต่ถ้าครอบครัวไหนไม่พอใจก็ไม่ส่งสิ่งใดมาทั้งนั้น
พวกเขาไม่ได้เห็นแก่สิ่งของเล็กน้อย แต่พวกเขาทำงานแล้วยังไม่ได้รับผลดี ใครบ้างจะชมชอบ?
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน เย่อวี๋หรานแสดงออกชัดเจนแล้ว แต่ละครั้งที่เป็นตัวแทนทำสัญญาก็จะได้รับค่าตอบแทน ไม่เพียงรับอย่างโอ่อ่าผ่าเผยเท่านั้น แต่ยังสามารถป้องกันคนบางกลุ่มที่อยู่ดีไม่ว่าดีเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งก็ยังมาเชิญพวกเขาออกไป
การทำธุรกรรมครั้งเดียวก็สามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่คนทุกฝ่าย
คล้อยหลังเย่อวี๋หราน เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสก็ส่งภรรยาของตนเองออกไปส่งข่าว บอกว่าพวกตนสามารถช่วยคนในหมู่บ้านสานสัมพันธ์ทำการค้ากับครอบครัวสกุลจู แต่ต้องทำ ‘สัญญา’ ก่อนฉบับหนึ่ง
ตอนที่ได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ทุกคนล้วนงงงัน “อยู่ดีไม่ว่าดี ทำไมต้องทำสัญญาด้วยเล่า?”
“นั่นน่ะสิ พวกเราทำการค้ากับคนสกุลจู เกี่ยวอะไรกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส?”
“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ เหมือนว่าต้องจ่ายค่าทำสัญญาด้วยนะ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
……
เย่อวี๋หรานไม่สนใจเสียงซุบซิบเหล่านี้ ถึงอย่างไรนางก็ตั้งด่านสกัดเรื่องนี้ได้แล้ว วันหน้าถ้ามีคนมาพูดเรื่องนี้อีก นางก็สามารถอธิบายได้แล้ว
“ต่อไปถ้ามีใครมาพูดเรื่องนี้กับเจ้าอีกก็ผลักไปที่เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส ให้พวกเขาจ่ายค่าทำเอกสารให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส ทำสัญญาให้เรียบร้อย เท่านี้ก็สามารถมาซื้อสินค้ากับพวกเราได้แล้ว”
หลี่ซื่อเบิกตากว้าง “ท่านแม่ ท่านลงมือฉับไวเกินไปแล้วกระมัง?!”
เพิ่งจะมีคนมาพูดเรื่องนี้กับนาง แม่สามีก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว?!
นางนึกเลื่อมใสอย่างแท้จริง
ไม่รู้ว่าแม่สามีโน้มน้าวเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสอย่างไร พริบตาเดียวก็ผลักภาระไปที่เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเรียบร้อยแล้ว ไม่ล่วงเกินผู้อื่น ทั้งยังให้เกียรติเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสอีกด้วย ช่างหมดจดงดงามยิ่งนัก