ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 285 ความเจ้าเล่ห์ของหญิงปากสว่าง
บทที่ 285 ความเจ้าเล่ห์ของหญิงปากสว่าง
หลังจากนั้น เย่อวี๋หรานก็ยุ่งอยู่กับการสร้างเรือนหลังใหม่เสียเป็นส่วนใหญ่
ตั้งแต่เลือกฐานรากไปจนถึงว่าจะสร้างเรือนหลังนี้อย่างไร ใช้วัสดุอะไร นางกำกับดูแลทุกขั้นตอน
การสร้างเรือนในหมู่บ้านชนบทนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก เพียงแค่ต้องหาผู้ชำนาญการก่อสร้างสักหลายคน จากนั้นก็หาคนในหมู่บ้านอีกจำนวนหนึ่งมาช่วยกันทำงาน
ผู้ชำนาญก็คือคนที่เคยสร้างเรือนมาก่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นมืออาชีพ
ส่วนคนในหมู่บ้านต้องไม่ใช่คนหนุ่มเกินไป และต้องเคยมีประสบการณ์ช่วยคนอื่นสร้างบ้านมาก่อน
ถึงอย่างไรก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ไม่ใช่ข้าช่วยเจ้าสร้างบ้านก็เป็นเจ้าช่วยข้าสร้างบ้าน ไม่มีใครมีกำลังทรัพย์พอจะเชิญ ‘ช่างก่อสร้าง’ มืออาชีพ
แต่คราวนี้เรือนที่เย่อวี๋หรานต้องการสร้างค่อนข้างมีเอกลักษณ์ ดังนั้นนางจึงต้องเชิญ ‘อาจารย์’ ที่เป็นมืออาชีพสองท่านมาช่วยงาน
ส่วนผู้ชำนาญและคนหนุ่ม ๆ ก็ให้มาช่วยงาน ‘อาจารย์’ อีกที
การสร้างเรือนเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากหลินซื่อที่ตัดขาดความสัมพันธ์กับบ้านเดิมแล้ว หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อล้วนส่งข่าวบอกบ้านมารดา ให้ทางนั้นส่งคนมาช่วยเหลือสักคนสองคน
รวมกับลูกชายหลายคนของสกุลจู ถ้าคนไม่พอค่อยเชิญคนในหมู่บ้านมาช่วย
“อาจารย์จาง รบกวนท่านแล้ว” เย่อวี๋หรานมีมารยาทยิ่งนัก บอกให้หลิ่วซื่อต้มชาสมุนไพรมาส่งให้คนที่มาช่วยสร้างเรือนวันละหลายครั้งในทุก ๆ วัน
“ไม่รบกวน เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว” อาจารย์จางรับชาสมุนไพรที่อีกฝ่ายส่งมาให้ รู้สึกเกรงใจอยู่ไม่มากก็น้อย
คนเป็นช่างอย่างพวกเขามีฐานะทางสังคมต่ำต้อยยิ่งนัก มีแค่ตอนอยู่ในหมู่บ้านชนบทที่พอจะได้รับความเคารพบ้าง
หากเมื่อไปอยู่ในตำบลกลับเป็น ‘ชนชั้นต่ำ’ ที่มีแต่คนดูถูก
แต่คนอื่นจะมีมารยาทเพียงไรก็ไม่เหมือนเย่อวี๋หรานที่แวะเวียนมาดูแลบ่อย ๆ
ผู้ที่มาทำงานด้วยกันกับอาจารย์จางยังมีศิษย์พี่ของเขาอีกคนนามว่า พี่ใหญ่เจิง
แม้จะเป็นศิษย์พี่ แต่พี่ใหญ่เจิงสมัยยังหนุ่มเคยล้มขาหักมาก่อน งานหนักบางอย่างไม่อาจทำได้ นายงานทั้งหลายไม่เต็มใจเชิญเขา
แต่ข้าวก็ยังคงต้องรับประทาน อาจารย์จางย่อมทนดูไม่ได้ เวลาได้รับงานมา หากสามารถพาพี่ใหญ่เจิงมาด้วยก็จะพามาด้วยกัน
เย่อวี๋หรานไม่ถือสาที่พี่ใหญ่เจิงไม่ได้มีแข้งขาคล่องแคล่ว ขอเพียงเขาสามารถทำงานที่สมควรทำได้ สะสางงานในมือให้เสร็จเรียบร้อยได้ก็พอแล้ว
อีกอย่างนั้นนางก็ไม่ได้มอบหมายให้พี่ใหญ่เจิงคนเดียว ทำได้ดีหรือไม่ดี ข้างหน้ายังมีอาจารย์จางรับผิดชอบอยู่คนหนึ่ง
นอกจากพวกเขาสองคน อาจารย์จางกับพี่ใหญ่เจิงยังพาลูกศิษย์มาด้วยอีกฝ่ายละคน
ช่วงที่สร้างเรือน คนในหมู่บ้านแวะเวียนมาชมความครึกครื้นด้วยอยู่เนือง ๆ
และคนที่มาบ่อยที่สุดก็คือหญิงปากสว่าง
นางมองคนสกุลจูซึ่งกำลังขุดหลุมลงเสาเข็มก็นึกอิจฉายิ่งนัก “จูต้าเหนียง ตอนนี้ชีวิตเจ้าช่างดีงามจริง ๆ ได้สร้างเรือนหลังใหม่แล้ว”
“ใช่แล้ว สิ่งที่คนเราปรารถนาในชีวิตก็คือการได้กินอาหารดี ๆ มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ ได้อาศัยอยู่ในบ้านที่สุขสบาย เท่านี้ไม่ใช่หรือไร?” เย่อวี๋หรานเห็นอีกฝ่ายก็พูดคุยกับนางเหมือนเมื่อก่อน ราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น “แก่แล้ว ถ้าข้ายังไม่สร้างเรือนใหม่อีก ถึงคราวตายก็ต้องฝั่งร่างใต้ธรณี ไม่มีโอกาสได้เสพสุขอีกแล้ว”
“เจ้ายังสามารถเสพสุขได้ แต่ข้ากลับอนาถกว่า ไม่เห็นแม้เงาของเรือนหลังใหม่” หญิงปากสว่างมีเรื่องที่อยากรู้มาสักพักแล้ว จึงหยั่งเชิงถามว่า “ได้ยินมาว่าครอบครัวเจ้าจะร่วมมือทำการค้ากับคนในหมู่บ้าน เป็นเรื่องจริงหรือ?”
“ร่วมมือทำการค้าอะไรกัน? เจ้าหมายถึงเรื่องซื้อของไปขายน่ะหรือ?” เย่อวี๋หรานยิ้มพลางกล่าวต่อไปว่า “ใช่แล้ว เป็นเรื่องจริง เรื่องนี้ง่ายมาก ไปทำสัญญากับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเสร็จก็สามารถมาซื้อสินค้าครอบครัวข้าไปขายในหมู่บ้านอื่น ๆ ได้แล้ว การทำมาค้าขาย สิ่งที่หวังก็มีแค่หาเงินด้วยกันอย่างปรองดองไม่ใช่หรือไร”
หญิงปากสว่างได้ยินเช่นนั้นก็หวั่นไหวในใจ “นั่นน่ะสิ หากทำการค้า สิ่งที่หวังก็มีแค่หาเงินด้วยกันอย่างปรองดอง จูต้าเหนียง เจ้ามีความคิดอ่านไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่แปลกเลยที่เจ้าจะหาเงินได้”
เริ่มจากชมเชยเย่อวี๋หรานยกใหญ่ ตามมาด้วยการหยั่งเชิงถามว่าการจับมือกันทำการค้านี้มีเงื่อนไขพิเศษอะไรบ้าง
เป็นต้นว่าต้องมีเงิน หรือต้องเป็นคนที่ค้าขายเก่ง
“มีเงื่อนไขที่ไหนกัน” เย่อวี๋หรานกล่าว “ขอแค่เจ้าจ่ายเงินซื้อสินค้าของข้าไปขาย อยากขายอย่างไรก็ขายอย่างนั้น จะได้กำไรหรือขาดทุนก็ไม่เกี่ยวกับข้า แต่คำพูดไม่น่าฟังยังต้องบอกไว้ก่อน ก็คือเรื่องค้าขายพวกนี้บางทีก็ต้องดูพรสวรรค์ บางคนทำแล้วหาเงินได้ บางคนทำแล้วหาเงินไม่ได้ ถ้าทำแล้วไม่ได้กำไรก็ไม่อาจมาโทษครอบครัวข้า เพราะถึงที่สุดแล้วพวกข้าก็ไม่ได้บังคับคนอื่นมาทำการค้าเสียหน่อย”
“ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว” หญิงปากสว่างหัวเราะเฮอะ ๆ “แต่ข้าคิดว่าการค้าขายก็ไม่ได้ยากอะไร เมียของเจ้าหนุ่มจูซิงวั่งนั่นก็ออกมาค้าขายเหมือนกันไม่ใช่หรือ หาบของขายไปทั่ว ได้ยินมาว่าหาเงินได้ไม่น้อยเลย”
“ได้ยินอะไรกัน? เจ้าไปฟังใครพูดมา?” เย่อวี๋หรานคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
นางย่อมรู้เรื่องที่ภรรยาของจูซิงวั่งมาซื้อของจากหลี่ซื่อไปขายอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ไปขายที่ไหน ขายอย่างไร นางยังบอกให้หลี่ซื่อช่วยแนะนำไปหลายประโยค
ยุคสมัยนี้ ผู้หญิงหาบของเร่ขายไปทั่ว ที่จริงแล้วก็ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่
ด้วยเหตุนี้ นางจึงแนะนำว่าอย่าไปขายไกลนัก ให้เลือกไปหมู่บ้านที่มีญาติสนิทมิตรสหาย เลือกประจำอยู่ตรงใต้ต้นฮว๋ายหรือต้นหลิวตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน พอเริ่มร้องเรียกลูกค้าก็ไม่ต้องย้ายไปไหนแล้ว
ทั้งยังไม่ควรไปตามลำพัง ดีที่สุดคือนัดหมายคนอื่นสักสามถึงห้าคน แต่ละคนเอาสินค้าต่างชนิดกันไปขาย รวมกลุ่มกันไปขายของเป็นหมู่คณะ
“มีคนเยอะก็อาจดูเหมือนว่าตนเองหาเงินได้น้อยลง แต่ทุกคนขายของไม่ซ้ำกัน ตอนคนอื่นมาซื้อ พอซื้อของคนอื่นแล้วจะไม่ซื้อสินค้าของเจ้าสักหน่อยหรือ?”
“ต่อให้ไม่ซื้อของเจ้า แต่อย่างน้อยตัวเจ้าเองก็ปลอดภัย หมู่บ้านของพวกเราไม่อนุญาตให้พวกผู้ชายค้าขาย ผู้หญิงอย่างพวกเราถึงจะอยากหาเงินค่าแป้งชาด แต่ก็ต้องรับประกันความปลอดภัยของตัวเองก่อน”
“ไม่มีสิ่งใดประเสริฐไปกว่าแคล้วคลาดปลอดภัยอีกแล้ว”
……
หลี่ซื่อมีฝีปากเป็นเลิศ พูดจนคนตายกลายเป็นคนเป็นได้เลยทีเดียว
เรื่องนี้มอบหมายให้นางเป็นคนดูแล ท่านป้าหรือท่านอาคนใดที่ต้องการจะซื้อสินค้าของสกุลจูไปขายล้วนต้องถูกนางเรียกตัวไปอบรมเรื่องความปลอดภัยเสียก่อน
สตรีหลายคนรวมกลุ่มกันหาบสินค้าเร่ขายก็เหมือนกับการทำ ‘แผงลอยเคลื่อนที่’ อย่างไรอย่างนั้น
วันนี้มาถึงต้นไม้ตรงนี้ วันรุ่งขึ้นไปที่ต้นไม้ต้นนั้น ครั้นเร่ขายหลายครั้งเข้าก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอย
ถ้าโชคดีสักหน่อยก็จะสามารถกำหนดจุดขายของที่แน่นอนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งยังสามารถนัดแนะกับคนในหมู่บ้านว่าคราวหน้าจะเอาสินค้าอะไรมาขายได้อีกด้วย
ภรรยาของจูซิงวั่งก็ทำเช่นนี้ นางเกาะกลุ่มกับสตรีอีกสามถึงห้าคน ผ่านไปราวครึ่งค่อนเดือนก็สามารถกำหนดจุดที่แน่นอนได้หลายจุด ทั้งยังสั่งสินค้าล่วงหน้าเอาไว้หลายชุด
ครั้นกำหนดจุดขายของเรียบร้อยก็ไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านนั้น ๆ เพื่อเตือนคนอื่น ๆ ที่จะตามมาขายของในภายหลังว่าไม่ต้องนำสินค้าชนิดเดียวกันมาขายบริเวณนั้นอีกแล้ว
ทุกคนต่างก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ไม่ควรมาแย่งตลาดกัน จริงไหม?
‘กฎระเบียบ’ บางอย่างก็ค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นมาโดยกลุ่มแม่ค้านำร่องเหล่านี้
ภายหลังเย่อวี๋หรานยังไปพบเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเพื่อแนะนำว่า “ในเมื่อเป็น ‘กฎระเบียบ’ ข้าเสนอว่าสมควรเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ทุกคนทราบทั่วกัน จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันจนขัดแย้งกันเองในอนาคต”
ในไม่ช้า เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสก็ทำตามคำแนะนำของเย่อวี๋หราน จึงเริ่มตั้ง ‘กฎระเบียบ’ ขึ้นมา
ด้วยประการฉะนี้ บรรดาแม่ค้าที่มาทำ ‘สัญญา’ กับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหลังจากนั้น นอกจากต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ยังต้องจดจำ ‘กฎระเบียบ’ บนกระดาษอีกแผ่นให้ขึ้นใจด้วย ไม่อาจอ้างว่าตนเองไม่รู้จึงละเมิดกฎระเบียบเหล่านั้นในภายหลัง
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสย่อมมีวิธีการรับมือกับสตรีในหมู่บ้าน ไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานสิ้นเปลืองความคิด สมควรจัดการอย่างไรก็จัดการเช่นนั้น
หญิงปากสว่างมาหาเย่อวี๋หราน เห็นได้ชัดว่าต้องการเดินทางลัด คิดจะตีสนิทเย่อวี๋หรานเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น