ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 286 นาน้ำถูกทำสัญลักษณ์
บทที่ 286 นาน้ำถูกทำสัญลักษณ์
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้าต้องการไปที่หมู่บ้านใด?”
หญิงปากสว่างรีบให้เย่อวี๋หรานลดเสียงลง และพูดอย่างคลุมเครือ “ก็หมู่บ้านนั้นอย่างไรเล่า”
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานได้ยินแล้ว เพียงแต่ถ้านางจำไม่ผิด หมู่บ้านนี้เพิ่งถูกภรรยาของจูซิงวั่ง
‘กำหนด’ จุดการค้าไปแล้ว ทั้งยังเกือบจะสร้างตลาดได้แล้วด้วย
‘กำหนดจุดการค้า’ ที่คนสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว จะให้คนคนนั้นออกไปอย่างไม่มีเหตุผลได้อย่าง
ไร?
“ข้าจำได้ว่าหมู่บ้านนั้น ดูเหมือนว่าภรรยาของซิงวั่งจะกำหนดจุดไว้แล้วไม่ใช่หรือ? เมื่อครู่เจ้าเพิ่งพูดกับข้าเรื่องภรรยาของซิงวั่งอยู่เป็นนานสองนาน คือเจ้ากำลังจ้องจะเอาจุดการค้าของคนอื่นหรือ?”
“เบาเสียงลงหน่อย” หญิงปากสว่างมองไปรอบ ๆ กลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน “ไม่ใช่ว่าข้าไม่มีประสบการณ์ด้านการค้า แต่เกรงว่าเมื่อถึงเวลาจะเสียเปรียบ เจ้าช่วยลองไปพูดกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสว่าให้พวกเขาเอาจุดทางการค้านี้ให้ข้า เมื่อข้าได้กำไร รับรองว่าจะให้ผลประโยชน์ต่อเจ้าไม่ขาด”
“หญิงปากสว่าง เจ้าอยากทำการค้าก็ไปพูดกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสโดยตรง แม้ว่าสินค้าที่ผู้หญิงหมู่บ้านสกุลจูทำการค้าล้วนมาจากครอบครัวข้า แต่เรื่องนี้ไม่สามารถให้ข้าตัดสินใจได้ ต้องไปถามเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส” เย่อวี๋หรานได้ยินอย่างชัดเจนว่านางต้องการจะทำอะไร จึงไม่คิดจะเสวนากับนางอีก
นางคิดว่าหญิงปากสว่างจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว แต่ผลคือแม่น้ำขุนเขานั้นเปลี่ยนง่าย แต่สันดานนั้นเปลี่ยนยาก[1]
หญิงผู้นี้ชอบที่จะ ‘เอาเปรียบ’ ผู้อื่น
แต่ในใต้หล้ามีที่ไหนที่จะให้เอาเปรียบได้ถึงเพียงนั้น? หรือหญิงผู้นี้เป็นศูนย์กลางของโลก เช่นนั้นคนจึงล้วนต้องยอมให้งั้นหรือ?
หญิงปากสว่างเห็นเย่อวี๋หรานกำลังจะเดินไปก็ร้อนใจ รีบจับนางไว้ทันที “นี่ เจ้าอย่าเพิ่งไปสิ ข้าพูดจริงนะ ขอเพียงแค่เจ้าจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จ ภายหลังข้าจะให้ผลประโยชน์แก่เจ้าอย่างแน่
นอน”
“ไม่ต้องหรอก ขอบใจ ข้าเกรงว่าคงเป็นเรื่องยาก” เย่อวี๋หรานสะบัดมือออกและเดินจากไป
นอกจากคอยดูเรื่องการสร้างเรือน เย่อวี๋หรานก็ยังไปเดินดูไร่ทุกวัน เพื่อเฝ้าดูที่ดินหลายหมู่ที่นางรับผิดชอบด้วย
อันที่จริงแล้ว ถึงแม้นางจะไม่ไปก็ไม่เป็นไร เพราะมีคนที่ใส่ใจที่ดินเหล่านั้นมากกว่านางอยู่
หนึ่งคือถู่ตี้เฉินกานอี้เซียนที่อยู่ในถ้ำซึ่งเป็นที่สถิตของเทพ อีกหนึ่งคือจูเหล่าโถวที่กลัวว่าครอบครัวตัวเองจะอดอยาก
เรื่องที่ข้าวสาลีฤดูหนาวเกือบถูกคนขโมยไปเมื่อครั้งก่อน ทำให้กานอี้เซียนได้รับ ‘บทเรียน’
เขาจึงคอยเฝ้าระวังอยู่เสมอ เพราะเกรงว่าจะมีคนคิดมาเล่นงานที่ดินของเย่อวี๋หราน ถึงครานั้นหากแผนการของเย่อวี๋หรานล้มเหลว แผนการของเขาก็จะพังไม่เป็นท่า
ตราบใดที่มีคนมากมายจับตามองที่นั่น และหากมีเจตนาร้าย เขาจะรีบหาทางทำอะไรสักอย่างให้คนสกุลจูรู้ตัว
เมื่อมีการคุ้มครองจากถู่ตี้เฉิน ที่ดินเหล่านั้นที่เย่อวี๋หรานรับผิดชอบแน่นอนว่าย่อมปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง
และจูเหล่าโถว นอกจากเขาจะตักน้ำในนาที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ทุกวัน ยามที่ว่างก็จะเดินไปเดินมาในที่ดินที่เย่อวี๋หรานรับผิดชอบด้วย เพื่อดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร
ส่วนไร่มันเทศ เขาค่อนข้างวางใจ
ต้นอ่อนเหล่านั้นโดยพื้นฐานแล้วล้วนเติบโตอย่างแข็งแรง ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล
ต้นกล้าที่ปลูกในนาน้ำเหล่านั้นแต่ละต้นเติบโตอย่างแข็งแรงมีชีวิตชีวา
สิ่งที่ทำให้เขายิ่งรู้สึกเหลือเชื่อคือ ต้นข้าวของเขาต้องหาบน้ำมาทุกวัน ถ้าหาบมาน้อยไปเกรงว่าจะทำให้มันตาย แต่ในนาของหญิงเฒ่าล้วนมีน้ำอยู่ตลอด มันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
แม้ว่าก่อนหน้านี้เย่อวี๋หรานจะเคยอธิบายแล้ว แต่จูเหล่าโถวก็ยังรู้สึกว่ามันน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
“เดินไปทั่วไร่อีกแล้วหรือ?”
ในระหว่างที่เขากำลังเดินไปรอบ ๆ ก็เจอกับจูจยาซึ่งเข้ามาหาบ้างเป็นครั้งคราว
“ท่านมาที่นี่ด้วยหรือ?” จูเหล่าโถวมองอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกไม่ดีแม้แต่น้อย
ตั้งแต่ที่มีข้าวสาลีฤดูหนาว ที่ดินของครอบครัวเขาก็ถูกอาจูจยาเฝ้าจับตามอง
ความจริงคือทุกครั้งจะคอยถาม ‘ความคิดเห็น’ ของเขา นี่ล้วนไม่ใช่เรื่องที่เขาคิดออกมา เขาจะไปมีความคิดอะไรหรือพูดเรื่องประสบการณ์อะไรได้เล่า?
จูจยายื่นกล้องสูบฝิ่นส่งให้เขา “สูบหรือไม่?”
จูเหล่าโถวลังเลครู่หนึ่งก่อนจะสูบคราหนึ่ง “นี่มันค่อนข้างแรง ไปเอามาจากไหนหรือ?”
“ลูกเขยส่งมา ถ้าเจ้าชอบ ข้าจะส่งไปให้บ้านเจ้าทีหลัง”
“ช่างเถอะ ช่วงนี้กำลังสร้างเรือน คนในบ้านเทียวไปเทียวมา วุ่นวายนัก” จูเหล่าโถวปฏิเสธ
แต่นี่ยังไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด ทว่ายังเป็นเพราะเมื่อจูจยามาก็จะนั่งในบ้านพวกเขาไม่เดินไปไหน ยืนกรานว่าต้องการจะพูดคุย ‘แลกเปลี่ยนประสบการณ์’ กับเขา
เมื่อจูจยาคิดว่าบ้านเขากำลังสร้างเรือน ต้องทำอาหาร และคนอื่นก็จะมากินอาหาร ทั้งลานล้วนเต็มไปด้วยคน เช่นนั้นก็ไม่คิดจะยืนกรานต่อ
เขานั่งยอง ๆ มองต้นกล้าในนาน้ำ และมองน้ำในนาน้ำก่อนจะพูดว่า “วันนี้ดูเหมือนน้ำในนาจะน้อยไปสักหน่อย”
เขาพูดพลางยื่นมือชี้และวาดมือเล็กน้อย
“นั่นก็นิดหน่อย”
จูเหล่าโถวมองปริมาณที่เขาชี้แล้วก็นั่งยอง ๆ มองดู “จริงหรือ? ปกติข้าไม่ได้สังเกต นี่เป็นที่ดินของครอบครัวข้า ทำไมดูเหมือนท่านจะตั้งใจดูกว่าข้าเสียอีก?”
จูจยาเหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า “ที่ดินบ้านตัวเองยังไม่ใส่ใจ เจ้ายังจะมาทำเป็นพูดดีอีกหรือ? เจ้าไม่คิดจะลองวิธีการปลูกแบบใหม่หรือ แน่นอนว่าเจ้าต้องใช้ใจมอง เจ้ามองตรงนี้ เจ้าทำสัญลักษณ์ไว้ แล้วค่อยมาดูตรงนี้อีกครั้ง…”
จูเหล่าโถวมองครู่หนึ่งก็พบว่ามีสัญลักษณ์หนึ่งปรากฏอยู่
จูจยาทำสัญลักษณ์ในที่ดินของเขา แต่เขาไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี
ยังดีที่จูจยาไม่ได้มีเจตนาร้าย ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องมีปากเสียงกับอาจูจยาเป็นแน่
เมื่อเย่อวี๋หรานมาถึงก็มองเห็นภาพชายชราสองคนนั่งยอง ๆ ‘พูดคุยกัน’
จูจยาเป็นคนหนึ่งที่ชอบศึกษาเรื่องการทำเกษตรเป็นพิเศษ แต่ครอบครัวของเขาต้องอาศัยที่ดินไม่กี่หมู่เพื่อเลี้ยงปากท้องมาโดยตลอด เขาจึงไม่กล้าทำอะไรไร้สาระ
ตอนนี้เห็นว่าบ้านจูเหล่าโถวมีปัญหา ครั้นไม่มีอะไรทำจึงมาใส่ใจสักหน่อย
เมื่อเทียบกันแล้วจูเหล่าโถวค่อนข้าง ‘ไม่ช่างพูด’ จูจยายิ่งดูเหมือนแบบอย่างของ ‘นักวิทยาศาสตร์’
“อาจูจยา ท่านก็มาสินะ” เย่อวี๋หรานไม่แปลกใจแม้แต่น้อยที่พบพวกเขาทั้งสองคนที่นี่
“อืม มาดูสักหน่อย” จูจยาพูด “น้ำในนาน้ำน้อยกว่าเมื่อก่อน แต่ลดลงช้ามาก ยังอยู่ได้อีกประมาณสองสามวัน”
เย่อวี๋หรานย่อตัวลง ใช้มือทดสอบระดับน้ำ “น้อยมากจริง ๆ ถ้าระดับนี้ ผ่านไปไม่กี่วันก็ต้องรดน้ำข้างใน”
นางประเมินอยู่ในใจ เมื่อถึงคราที่เรือนหลังใหม่ใกล้จะเสร็จเรียบร้อย ก็ค่อยมาจัดการงานด้านนี้ต่อได้พอดี
แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีระบบชลประทาน ไม่เช่นนั้นเรื่องการรดน้ำคงไม่ลำบากเช่นนี้
เพียงแค่ต่อตรงจากคูน้ำสายหนึ่ง ด้านหนึ่งปล่อยน้ำ ด้านหนึ่งให้น้ำเข้าก็เรียบร้อย
“อืม นาน้ำนี้สะดวกสบายกว่าของพวกเรามาก ของพวกเรายังต้องหาบน้ำอยู่ทุกวัน นี่อาจต้องใช้เวลานาน” จูจยามองไปยังนาน้ำที่มีต้นกล้าเรียงรายเป็นระเบียบ “ก็ไม่รู้เมื่อถึงครานั้นการเก็บเกี่ยวจะเป็นเช่นไร”
พื้นที่หนึ่งหมู่เช่นเดียวกัน แต่ในนาน้ำนั้นมีช่องว่างระหว่างต้นกล้าแต่ละต้น เป็นธรรมดาที่ต้นกล้าในที่ดินของพวกเขาจะมีไม่มากนัก
แต่เมื่อมองไปที่สภาพการเติบโตของพืชในตอนนี้ พวกมันกลับเติบโตกว่าในที่ดินอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นในตอนนี้จูจยาจึงยังพูดอะไรไม่ได้ว่าตามแนวโน้มการเติบโตของพืชในตอนนี้ หากถึงคราที่ต้องเก็บเกี่ยวแล้วจะเป็นอย่างไร
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตราบใดเก็บเกี่ยวได้ก็ต้องเก็บเกี่ยว” ไม่รอให้เย่อวี๋หรานตอบ จูเหล่าโถวก็ตอบขึ้นมาก่อน
ถึงอย่างไรเขามองดูแล้ว ที่ดินของหญิงเฒ่านั้นตราบใดที่ไม่มีเหตุให้เก็บเกี่ยวไม่ได้ มันจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน
รอจนจบปีนี้ ปีหน้าก็ไม่มีเรื่องวุ่นวายอีกแล้ว
เมื่อถึงครานั้น ที่ดินเหล่านี้ก็จะเป็นของเขาอีกครั้ง
เรื่องความคิดของจูเหล่าโถวนั้น เย่อวี๋หรานไม่ได้รู้ชัดแจ้งมากนัก ครั้นนางเห็นว่านาน้ำไม่มีอะไรผิดปกติก็บอกลาทั้งสองคน และหันหลังเดินกลับสกุลจู
อาจูจยาก็ไม่ได้อยู่นานเกินไปนัก เขายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก หลังสูบกล้องสูบฝิ่นต่ออีกครึ่งหนึ่งก็เดินจากไปพร้อมกล้องสูบฝิ่น
จูเหล่าโถวนั่งอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เมื่อเขายืนขึ้นก็เดินเลี่ยงฝูงชนไปยังทิศทางของบ้านแม่ม่ายฉิน
[1] แม่น้ำขุนเขานั้นเปลี่ยนง่าย แต่สันดานนั้นเปลี่ยนยาก หมายถึง หน้าตาของแม่น้ำ และภูเขาเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่นิสัยสันดานคนเปลี่ยนได้ยาก ใช้วิจารณ์คนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงปรับปรุงนิสัยที่ไม่ดีของตัวเอง