ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 287 พี่ใหญ่จู เจ้าเป็นคนดีมากจริง ๆ
บทที่ 287 พี่ใหญ่จู เจ้าเป็นคนดีมากจริง ๆ
ในลานบ้าน แม่ม่ายฉินกำลังเก็บกวาดลานบ้าน
เมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว นางก็เงยหน้าขึ้นมาทันที
ยามที่เห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มออกมา “เจ้ามาแล้วหรือ? นั่งก่อนสิ อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
จูเหล่าโถวยืนอยู่ที่หน้าประตูด้วยความเขินอายเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เดินเข้ามา
แม่ม่ายฉินยกม้านั่งมาให้เขา
จูเหล่าโถวนั่งลง
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไร คนหนึ่งยังจัดการสิ่งที่ทำค้างไว้ต่อ ส่วนอีกคนก็นั่งมองอยู่ด้านข้าง
“ต้องขอโทษด้วย เพราะมีเรื่องยุ่งอยู่มาก จึงทำให้เจ้าต้องรอนานแล้ว” ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดแม่ม่ายฉินก็จัดการเรื่องที่ทำค้างไว้เสร็จ
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้มีธุระอะไร ก็แค่มาเดินเล่นไปมาเท่านั้น” จูเหล่าโถวกล่าว
แม่ม่ายฉินเติมน้ำในแก้วใหม่แล้วส่งให้เขา ก่อนจะย้ายมานั่งข้างเขา
“เดินเล่นไปมาจนมาถึงที่นี่เลยหรือ? ช่วงนี้เจ้าทะเลาะกับภรรยาเจ้าอีกแล้วหรือ?”
“เปล่า”
แม่ม่ายฉินยิ้ม “ข้าก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น ได้ยินว่าช่วงนี้พวกเจ้ากำลังเตรียมตัวสร้างเรือน ทั้งยังสร้างเรือนมุงกระเบื้อง ทำให้คนนึกอิจฉาเสียจริง ที่ภูเขาไท่ตังนี้เกรงว่าจะมีเพียงหนึ่งเดียวคือจูต้าเหนียงที่โชคดีได้ตบแต่งกับเจ้า”
“ไม่ใช่หรอก บ้านหลังนี้ข้าไม่ได้เป็นคนสร้าง ทั้งหมดนั้นหญิงเฒ่าเป็นคนทำ…” จูเหล่าโถวลังเล ไม่กล้าพูดให้ชัดเจนมากนัก
เขาไม่อาจพูดได้ว่าเงินในการสร้างเรือนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย
ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง จะกี่มากน้อยก็ยังมีศักดิ์ศรีของตัวเองอยู่
ยามที่จูเหล่าโถวอยู่กับเย่อวี๋หรานนั้น เขาหาความรู้สึกที่ตนเองเป็นที่ต้องการไม่เจอเลยแม้แต่น้อย มีเพียงที่นี่ข้างแม่ม่ายฉินเท่านั้น ที่อย่างน้อยก็รู้สึกว่ามีที่ยืนของตัวเอง
“ถึงผู้หญิงจะทำงานได้ แต่หากไม่มีผู้ชายสักคน นางจะทำงานไปได้สักแค่ไหนกันเชียว?” แม่ม่ายฉินกล่าว “ข้าก็เป็นผู้หญิง ไม่มีใครเข้าใจชัดแจ้งได้เท่าข้าอีกแล้ว”
“เมื่อก่อนยามที่ข้ายังมีผู้ชายของข้า ต่อให้มีเรื่องอะไรเขาก็จะแบกรับไว้ ยามนั้นข้ายังรำคาญเขามาก ไม่มีเรื่องทะเลาะกับข้า แต่ก็ปลูกพืชพันธุ์ได้ไม่มาก”
“แต่เมื่อเขาไม่อยู่จริง ๆ ข้าจึงเพิ่งรู้ว่าเขาสำคัญมากเพียงไร”
“การที่ไม่มีผู้ชาย เป็นชีวิตที่ยากลำบากอย่างแท้จริง”
……
เมื่อนึกถึงแม่ม่ายฉินที่ต้องเลี้ยงดูลูกสองคนด้วยตัวเอง ในใจจูเหล่าโถวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจนาง “เจ้าอย่าพูดเช่นนี้เลย เรื่องทั้งหมดมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้ลูกชายทั้งสองคนของเจ้าก็โตกันหมดแล้ว หลังจากพวกเขาแต่งงานมีลูกก็ถึงคราที่เจ้าจะได้มีความสุข”
แม่ม่ายฉินส่ายหัวอย่างจนปัญญา “มันง่ายอย่างที่เจ้าพูดเสียที่ไหนกัน พี่ใหญ่จู พูดถึงที่ดินสองหมู่นั้นของบ้านข้า ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าแอบมาช่วยเป็นธุระให้ ข้าที่เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำงานสำเร็จได้อย่างไร? เรื่องนี้ให้ข้าขอบคุณเจ้าเท่าไหร่ก็ไม่พอ”
“ขอบคุณอะไรกัน ข้าไม่ได้บอกหรือว่าทุกคนล้วนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ช่วยเหลือกันก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”
“ไม่ใช่เลย เรื่องที่ควรขอบคุณอย่างไรก็ต้องขอบคุณ คนเราต้องเรียนรู้ที่จะรู้สึกสำนึกบุญคุณ ถ้าคนอื่นช่วยเจ้าสักนิด แล้วเจ้าไม่รู้จักขอบคุณคนอื่น ภายหลังยังจะมีใครยินยอมมาช่วยเจ้าอีกหรือ?”
จูเหล่าโถวได้ยินก็มองไปยังแม่ม่ายฉินที่อ่อนโยนและนุ่มนวลพลางถอนหายใจ “เจ้าจิตใจดีมากจริง ๆ! ผู้หญิงที่ดีเช่นเจ้า ควรจะหาผู้ชายดี ๆ สักคน…”
ไม่รอให้เขาพูดจบ แม่ม่ายฉินก็ส่ายหน้าให้เขาอีกครั้ง “พี่ใหญ่จู ไม่ใช่ว่าผู้ชายทุกคนจะดีเหมือนเจ้า จูต้าเหนียงโชคดีมากจริง ๆ ที่ได้พบกับผู้ชายที่ดีเช่นเจ้า แต่ข้า…มีโชคชะตาเช่นนี้ ข้าก็ทำได้เพียงต้องแบกรับไว้เท่านั้น”
พูดมาถึงตรงนี้ บนใบหน้าก็แสดงถึงความอ้างว้างและเจ็บปวด
นางมองไปยังที่ไกล ๆ อย่างไม่รู้ว่ามองไปที่ใด
จูเหล่าโถวรู้สึกทุกข์ใจอย่างไม่รู้เหตุผล อยากยื่นมือออกไปปลอบใจนาง
เขายกมือขึ้นมากลางอากาศ แต่เมื่อคิดถึงสถานะของตัวเองในตอนนี้เห็นว่าไม่เหมาะสม จึงเก็บมือกลับไป
แม่ม่ายฉินมองเห็นทางหางตา แต่ยังคงแสร้งทำเป็นไม่เห็นและถอนหายใจต่อ “เฮ้อ…ถ้าในยามนั้นคนที่แต่งงานกับพี่ใหญ่จูเป็นข้าก็คงจะดี”
จูเหล่าโถวนิ่งเงียบไม่กล้าตอบรับ
ยามนั้นถ้าให้พูด เขาก็รู้จักกับแม่ม่ายฉินจริง ๆ ทั้งยังเป็นชายหญิงที่ยังไม่แต่งงาน แต่ด้วยสภาพครอบครัวของเขาในยามนั้น เป็นไปไม่ได้ที่แม่ม่ายฉินจะสามารถแต่งงานกับเขา
จุดนี้จูเหล่าโถวเข้าใจอย่างชัดเจน
สุดท้ายแล้วในยามนั้น เขาก็ออกไปทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว เพราะเขาไม่สามารถแต่งเมียได้ ดังนั้นจึงคิดจะออกไปหาเงิน เมื่อเก็บเงินได้มากพอจะได้กลับมาหาแต่งเมีย
แต่เขาโชคดีที่ผู้นำสกุลของครอบครัวที่เขาไปเป็นลูกจ้างชั่วคราวกำลังต้องการขายเย่อวี๋หรานในราคาถูก หลังจากนั้น…
จูเหล่าโถวแอบเผยท่าทีคลุมเครือบางอย่างออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ที่จริงแล้วข้ากับแม่เฒ่าไม่ได้แต่งงานกันแบบปกติ”
แม่ม่ายฉินมีสีหน้าประหลาดใจ “ไม่ได้แต่งงานกันตามปกติ เช่นนั้นมาแต่งงานกันได้อย่างไรหรือ? หรือว่าจูต้าเหนียงทำอะไรที่เป็นการบีบบังคับให้เจ้าไปแต่งงานด้วย? ด้วยนิสัยของจูต้าเหนียง เรื่องนี้ก็อาจเป็นไปได้จริง ๆ…”
แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดเรื่องแย่ ๆ ของเย่อวี๋หรานข้างนอก แต่บางครั้งก็มีเรื่องบาดหมางกันบ้าง ทำให้คนหวนนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีขึ้นมา
“มันค่อนข้างซับซ้อน พูดไปคงไม่ค่อยดี” จูเหล่าโถวรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา
ในใจของแม่ม่ายฉินรู้สึกราวกับถูกแมวข่วน ไม่สามารถอดกลั้นไว้ได้
แต่นางรู้ว่าจูเหล่าโถวคนนี้เมื่อไม่มีเรื่องอะไรก็จะวิ่งแจ้นมาหานาง เป็นเพราะภาพลักษณ์ของนางที่ทั้งอ่อนโยนและช่างเข้าอกเข้าใจ
นางทำได้เพียงยอมถอยและคิดหาทางอื่น “ถ้าเจ้าไม่อยากพูดก็ช่างมันเถอะ ข้าเองก็ไม่อยากให้เจ้าลำบากใจ ถ้าวันใดเจ้าอยากพูดและต้องการคนรับฟังก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
จูเหล่าโถวในยามนี้จะกี่มากน้อยก็ยังพอมีสมอง ไม่ได้ปล่อยให้ความใจร้อนนำพาให้ตัวเองพูด
‘ความลับ’ ที่เก็บมานานหลายปีออกไป
ดูผิวเผินเหมือนเขาไม่ได้สนใจอดีตของหญิงเฒ่า แต่แท้จริงในใจก็ยังมีความรู้สึกอับอายกับเรื่องนี้อยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่เก็บงำเรื่องนี้มาหลายปี
ยามที่จูเหล่าโถวออกจากบ้านของแม่ม่ายฉิน ฟ้าก็เกือบจะมืดแล้ว
แม่ม่ายฉินเชิญเขาให้มากินมื้อเย็น แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เต็มใจ จึงยัดไข่ต้มให้เขาไปหนึ่งฟอง
“พี่ใหญ่จู เจ้าเกรงใจเกินไปแล้วจริง ๆ แม้แต่ข้าวก็ไม่ยอมกิน เป็นเพราะกลัวว่าอาหารบ้านข้าจะไม่พอใช่หรือไม่? เจ้าไม่กินข้าวก็แล้วไป แต่รับไข่ใบนี้ไว้เถอะ ถ้าไม่รับไว้ก็ไม่ต้องถือว่าข้าเป็นเพื่อนแล้ว”
จูเหล่าโถวถึงยามนี้ไม่อาจปฏิเสธได้จึงรับมา
ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือด้วยความไม่ตั้งใจ ยามที่จูเหล่าโถวจับไข่ไก่ฟองนี้ก็ยังบังเอิญสัมผัสกับมือของแม่ม่ายฉินด้วย
ใบหน้าของแม่ม่ายฉินขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อย
นางเหลือบมองเขาอย่างเอียงอาย ปิดประตูราวกับจะเข้าไปซ่อนในลานบ้าน
จูเหล่าโถวยืนตะลึงอยู่นานกว่าจะเรียกสติได้
ดูเหมือนว่าปลายนิ้วของเขายังคงรู้สึกถึงอุณหภูมิของผู้หญิงคนนั้น ความอบอุ่นซึมซับเข้าไปในหัวใจ
เรื่องนี้แรกเริ่มจูเหล่าโถวไม่ได้คิดอะไรกับผู้หญิงคนนี้ เขาเพียงแค่รู้สึกว่าในบ้านไม่มีใครฟังคำพูดของเขา จึงอยากหาใครสักคนคุยด้วย
หญิงเฒ่าไม่ต้องการเขา ลูก ๆ ในบ้านก็ไม่ต้องการเขา แต่เมื่อเขาอยู่กับแม่ม่ายฉินก็รู้สึกราวกับว่ามีที่อยู่ของตัวเอง
เพียงแค่มาที่นี่ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองยืนยืดอกได้ทันที ร่างของเขาสูงขึ้นมาราวกับยอดเขา สามารถกลายเป็นที่พึ่งให้ใครบางคนได้
เมื่อนึกถึงหญิงเฒ่าคนนั้น จูเหล่าโถวก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เฮ้อ…”
หญิงเฒ่าจะว่าเก่งกาจก็เก่งกาจ แต่เพราะเก่งกาจเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป