ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 288 เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่ยืนในบ้าน
บทที่ 288 เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่ยืนในบ้าน
เมื่อจูเหล่าโถวกลับถึงบ้าน ฟ้าก็มืดแล้ว
พวกลูกสะใภ้ยังคงยุ่งอยู่กับการล้างถ้วยชามรามไหอยู่ที่ลานบ้าน จัดการกับเศษอาหารที่กลุ่มคนงานซึ่งมาสร้างเรือนเหลือเอาไว้
พวกนางต่างคนต่างทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ต้องให้ใครมาชี้นิ้วสั่ง
มีหน้าที่ล้างหม้อก็ล้างหม้อ มีหน้าที่ทำความสะอาดก็ไปทำความสะอาด ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง
แม้แต่หลานทั้งสองคนที่วิ่งเล่นในลานอย่างว่าง่ายก็ยังมีคนทำหน้าที่คอยเฝ้าดูแล เพื่อให้พวกเขาทั้งสองเล่นกันอย่างสนุกสนาน
พวกลูกชายของเขาก็นั่งอยู่ในมุมหนึ่งของลานบ้าน ปรึกษาหารือเรื่องการสร้างเรือนในตอนกลางวัน ไปจนถึงเรื่องงานในไร่
“พี่ใหญ่ พรุ่งนี้เป็นท่านและท่านพ่อที่ต้องไปหาบน้ำ”
“ได้ เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไป ส่วนเจ้าก็อยู่สร้างเรือนต่อ”
“อืม เป็นความคิดที่ดีของท่านแม่ ให้พวกเราสับเปลี่ยนเวรกันอย่างไม่มีปัญหา จึงไม่ต้องมาแย่งงานกัน”
……
หลังจากพูดแล้ว จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ก็ล้วนหัวเราะออกมา
พวกเขาไม่มีใครรู้สึกว่าการสร้างเรือนเป็นเรื่องที่เหนื่อยยากลำบากเพียงใด หลังจากคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้เข้าไปอยู่ในเรือนหลังใหม่ เท่านี้ก็ทำให้ทั้งร่างมีพลังเต็มเปี่ยมขึ้นมาแล้ว
ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจว่าจูเหล่าโถวกลับมาเมื่อไหร่
หลิ่วซื่อถามอย่างเป็นห่วงประโยคหนึ่งว่า “ท่านพ่อกินข้าวหรือยังเจ้าคะ? บนเตามีอาหารเหลือให้ท่านอยู่นะเจ้าคะ”
ไม่มีใครถามว่าเขาไปที่ไหนมา แล้วทำไมจึงเพิ่งกลับมาเวลานี้
จูเหล่าโถวตอบรับอย่างอึดอัดไปคำหนึ่ง “อืม”
หลังจากนั้นก็หันหลังเดินเข้าไปในครัว แน่นอนว่าเห็นชามอาหารเย็นชามหนึ่งทิ้งไว้ให้เขาบนเตา
อาหารในบ้านของพวกเขาทำตามจำนวนคนเสมอ หลังจากนั้นก็แบ่งตามจำนวนคน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน จูเหล่าโถวอาจจะยังแปลกใจที่มีคนเหลืออาหารทิ้งไว้ให้เขา แต่ตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นแล้ว
เพราะพวกลูกสะใภ้ถูกหญิงเฒ่าสอนมาอย่างดี จึงไม่มีทางทำผิดพลาดแบบนั้น
ยามที่จูเหล่าโถวนำชามข้าวนั้นออกมาเตรียมตัวกินข้าวก็ไปสัมผัสเข้ากับไข่ต้มที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋า เขาหยิบออกมาแตะมันอยู่นาน
สุดท้ายก็ไม่ได้กินมัน ทั้งยังยัดมันกลับเข้าไป
เมื่อกินอาหารเสร็จ จูเหล่าโถวก็ทิ้งชามไว้บนเตา เดินกลับไปยังห้องที่แต่เดิมเป็นห้องของจูชี แต่ตอนนี้เป็นห้องที่เขาอยู่
ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้ทักทายใครสักคน และไม่มีใครสนใจเลย
วันนี้หลิ่วซื่อมีหน้าที่ดูแลความสะอาดในครัว นางกะเวลาก่อนจะเข้ามาล้างชามใบนั้นที่พ่อสามีทิ้งไว้
หลังจากนั้นก็เก็บชามกลับเข้าไปในตู้
หลังจากตรวจสอบแล้วว่าไม่มีอะไรตกหล่น หลิ่วซื่อก็ไปเคาะประตูห้องหลิวซื่อ “น้องสะใภ้รองพรุ่งนี้ตอนเช้าเป็นตาเจ้าทำอาหาร ข้าจึงมาเตือนเจ้าเสียหน่อย”
เสียงของหลิวซื่อดังออกมาจากในห้อง “ข้าเข้าใจแล้วพี่สะใภ้ใหญ่”
สุดท้ายหลิ่วซื่อก็ไปยังห้องของเย่อวี๋หราน “ท่านแม่ งานทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
งานในหนึ่งวันถูกรวบรวมและสรุปออกมาสั้น ๆ
เย่อวี๋หรานพยักหน้าเล็กน้อย และให้อีกฝ่ายกลับห้องไปพักผ่อน
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”
เมื่อสะใภ้ใหญ่เดินคล้อยหลังไป จูปาเม่ยก็วิ่งเข้ามาพอดีด้วยสีหน้าที่ราวกับรู้อะไรบางอย่างมา “ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่พูดไม่ครบเจ้าค่ะ วันนี้พี่สะใภ้รองไม่ตั้งใจทำงาน ล้วนเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่ช่วยนางทำงานเจ้าค่ะ”
จากนั้นนางก็เล่ารายละเอียดที่สังเกตเห็นออกมา
เพราะเรื่องการสร้างเรือนใหม่ ล้วนต้องเชิญพี่ชายน้องชายจากบ้านพวกลูกสะใภ้มา ที่ไหนมีการทำงานหนัก ที่นั่นย่อมมีคนขี้เกียจ นางเข้าใจดี
ถ้าเป็นเมื่อก่อน จูปาเม่ยคงไม่สนใจปัญหาเหล่านี้ แต่หลังจากได้ร่วมวงกับสะใภ้สี่ที่ชอบเรื่องซุบซิบนินทา นางก็กลายเป็นคนที่รู้ข่าวสารต่าง ๆ ฉับไว
เย่อวี๋หรานยิ้มและพยักหน้าให้นาง “ในใจเจ้าเองเข้าใจอย่างชัดเจนก็พอแล้ว เรื่องบางอย่างก็ไม่ควรพูดต่อหน้าพวกพี่สะใภ้ของเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านเคยพูดหลายครั้งแล้ว ไม่มีปัญหา ข้าจะไม่ยั่วโมโหพวกพี่สะใภ้เจ้า
ค่ะ” จูปาเม่ยรู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมาตัวเองได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง แน่นอนว่าจะไม่ทำผิดพลาดเช่นนี้
นางพูดแค่ต่อหน้าท่านแม่เท่านั้น ไม่เปิดเผยต่อหน้าคนอื่น
“พวกพี่สะใภ้ของเจ้านิสัยเป็นเช่นไร ข้ายังจะไม่รู้ชัดอีกหรือ? เจ้าดูเป็นคนซื่อตรง แต่ที่จริงก็เป็นคนคิดเล็กคิดน้อยคนหนึ่ง จะทำเช่นนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา”
เย่อวี๋หรานจะไม่รู้เรื่องพื้นฐานความเห็นแก่ตัวของพวกนางได้อย่างไร?
นางหาใช่คนหูหนวกหรือเป็นใบ้ แต่หากเพื่อความปรองดองของครอบครัว บางครั้งนางก็ต้องแสร้งโง่เสียบ้าง
นางมอบหมายงานให้ไป ตราบใดที่พวกนางทำหน้าที่สำเร็จเรียบร้อย วิธีที่ทำให้สำเร็จอย่างไรนั้น นางก็แค่ยอมลืมตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่ง
ถ้านางต้องมาจัดการไปเสียทุกเรื่อง เย่อวี๋หรานคิดว่านางคงได้อายุสั้นลงไปอีกหลายปี
“แต่ข้ารู้สึกว่าพี่สะใภ้ใหญ่ทึ่มเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” จูปาเม่ยพูดอย่างจริงใจเป็นอย่างมาก “ถูกพี่สะใภ้รองรังแก ช่างน่าเห็นใจนัก”
“เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำอย่างไร?” เย่อวี๋หรานถาม
ครั้นจูปาเม่ยถูกถามก็มีสายตาทึ่มทื่อ “เรื่องนี้ข้าจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ? นี่น่าจะเป็นเรื่องของท่านแม่นะเจ้าคะ? ข้าไม่รู้ เช่นนั้นจึงมาบอกท่านแม่”
“เช่นนั้นเจ้าลองคิดดู ถ้าเจ้ายืนอยู่ในตำแหน่งพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้า เจ้าควรจะทำอย่างไร? ถ้าเจ้ายืนอยู่ในตำแหน่งพี่สะใภ้รองของเจ้า เจ้าควรจะทำเช่นไร? รวมถึงพี่สะใภ้สี่และพี่สะใภ้ห้าของเจ้า แน่นอนว่าพวกนางล้วนแต่มองเห็น แล้วพวกนางทำอย่างไร? และเพราะอะไร?”
เย่อวี๋หรานทำให้จูปาเม่ยเข้าใจด้วยตัวเอง เรื่องบางอย่างไม่มีถูกหรือผิดอย่างตายตัว แต่ยังต้องมองว่ายืนอยู่ในตำแหน่งไหนอีกด้วย
หลิ่วซื่ออยู่ในตำแหน่งของสะใภ้ใหญ่เพราะเหตุผลหลาย ๆ อย่าง แน่นอนว่านางมักจะ “เสียเปรียบ” แต่นางก็ใช้วิธี “ยอมเปิดกว้างถอยหนึ่งก้าว” จึงสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งมากมายของเหล่าลูกสะใภ้ได้
ในขณะที่วิธีของหลิวซื่อนั้นเพื่อ ‘ระบายอารมณ์’ ของตัวเอง เอาอะไรได้ก็เอา เพราะไม่อยากเสียเปรียบ
หลี่ซื่อและหลินซื่อนั้นเข้าใจชัดเจน แต่ไม่ยอมเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้และสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองเด็ดขาด
เพราะพวกนางทั้งคู่รู้นิสัยของสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองเป็นอย่างดี ไม่ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับพวกนางทั้งสองคนหรือไม่ แต่เกรงว่าหากสอดมือไปยุ่ง ผลที่ตกมายังพวกนางคงไม่ดีนัก
ไม่มีใครยินดีจะทำเรื่องที่ลงแรงไปแล้วไม่ได้รับผลดี
เย่อวี๋หรานแสดงความใจกว้างเป็นอย่างมากเพื่อให้สร้างลานบ้านได้ดียิ่งขึ้น ไม่กล้าพูดว่ามีอาหารมากพอให้ทุกคนอิ่มท้องได้ทุกมื้อ แต่อย่างน้อยในหนึ่งวันก็มีข้าวให้มื้อหนึ่ง เพียงพอให้ทุกคนกินอย่างสุขใจ
นอกจากข้าวแล้ว กับข้าวก็ถูกเตรียมไว้อย่างอุดมสมบูรณ์
น้ำพริกใส่เนื้อและปลาตากแห้งของสกุลจูล้วนมีชื่อเสียงในภูเขาไท่ตัง ครั้งนี้เอาออกมาเพื่อเป็นการต้อนรับคนงานทุกคน
ทุกคนแม้จะได้ในปริมาณไม่มากนัก แต่ก็ได้รับอนุญาตให้เอาส่วนของตัวเองกลับไปให้คนที่บ้านกินได้
ตัวเองมาทำงานข้างนอกเสร็จ ไม่เพียงแต่ได้อิ่มท้อง แต่ยังสามารถนำของกินเล็กน้อยกลับไปให้คนที่บ้านลองกินได้อีกด้วย ทุกคนล้วนมีความสุขเป็นอย่างมาก จึงตั้งใจทำงานกันเป็นพิเศษ
ไม่นานนักรากฐานเรือนหลังใหม่ของสกุลจูก็เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วภายใต้ “การดูแล” ของเย่อวี๋หราน
ผนังที่ก่อจากอิฐ หลังคาที่มุงจากกระเบื้อง และยังมีกำแพงรั้วที่แข็งแรง นับเป็นที่เดียวในภูเขาไท่ตังจริง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นคนจากหมู่บ้านอื่นที่มาทำงาน หรือคนหมู่บ้านสกุลจู ทุกคนที่ได้เห็นต่างก็พากันอิจฉา
“สกุลจูสร้างมันขึ้นมาได้จริง ๆ พวกเจ้าลองดูบ้านหลังนี้สิ นี่มันเป็นที่ที่คนธรรมดาอาศัยอยู่หรือ?”
“ทำให้คนอิจฉาจริง ๆ!”
“จูเหล่าโถวโชคดีนัก แก่ตัวแล้ว พวกลูกชายก็ล้วนมีอนาคตสดใส ทั้งยังได้นอนหลับในเรือนหลังใหม่สักครั้ง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ในชีวิตข้าจะมีโอกาสโชคดีเช่นนี้บ้าง”
“ข้ารู้สึกว่าจูซิงวั่งก็อาจจะมีโอกาส พวกเจ้าไม่ได้ยินที่หญิงปากสว่างพูดหรือว่าช่วงนี้บ้านพวกเขามีรายได้ไม่น้อยเลย”
“จริงหรือ?!”
“จะไม่จริงได้อย่างไร? ได้ยินว่าเมียของจูซิงวั่ง ครอบครัวฝั่งนางมาก่อเรื่องวุ่นวายด้วยนะ”
……