ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 290 ไม่เข้าข้าง
บทที่ 290 ไม่เข้าข้าง
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสอธิบายให้เย่อวี๋หรานฟังคร่าว ๆ ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร
เรื่องพวกนี้เย่อวี๋หรานถามหลานชายคนโตของเจ้าหน้าที่มาแล้วระหว่างทางขามา
“เรื่องนี้หรอกหรือ?” เย่อวี๋หรานรอจนพวกเขาพูดจบก็แสดงท่าทางประหลาดใจ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสจัดการก็พอแล้วนี่นา จะเรียกข้ามาทำไม? ข้าตกใจหมด ยังนึกว่าสะใภ้สี่ทำเรื่องอะไรไว้เสียอีก”
“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นความต้องการของหลี่ต้าเหนียง นางยืนกรานว่าเงินที่ลูกสาวของนางซึ่งออกเรือนแล้วหามาได้ก็คือเงินของนาง ต้องการให้จูซิงวั่งยกเงินให้” เจ้าหน้าที่มีท่าทางลำบากใจ “จูซิงวั่งถูกทำร้ายไปยกหนึ่ง เพิ่งให้ท่านหมอดูอาการเมื่อครู่นี้เอง”
เย่อวี๋หรานหันไปมองก็เห็นว่าบนศีรษะของจูซิงวั่งมีแถบผ้าสีขาวพันเอาไว้
แม้จะจัดแจงตัวเองแล้ว แต่ร่องรอยบาดแผลยังคงหลงเหลือให้เห็น สามารถมองออกได้ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น
ส่วนข้าง ๆ กันนั้น ทั้งมารดาของจูซิงวั่งและตัวหลี่ซุ่ยฮวาเองนั้นล้วนสะบักสะบอมทั้งคู่ ขอบตาแดงก่ำ เม้มปากแน่น มีสภาพแบบคนที่ถูกรังแกมาอย่างหนักหน่วง
เพียงมองผู้คนที่รายล้อมอยู่ก็รู้ได้ว่าพวกเขาเห็นใจฝ่ายใดมากกว่ากัน
เย่อวี๋หรานเงียบขรึม นับว่าฉลาดนัก หลักฐานการกระทำผิดทนโท่ขนาดนี้หากไม่นำมาใช้เรียกร้องความเห็นใจ แล้วจะเก็บไว้รอวันข้ามปีงั้นหรือ?
เรื่องนี้ทำให้นางนึกถึงเหตุการณ์ที่หมู่บ้านสกุลหลิว ทั้งสองต่างก็เป็นฝ่ายถูกรังแกเหมือนกัน แต่เมื่อนำครอบครัวของจูซิงวั่งกับหลินต้าเม่ยมาเปรียบเทียบกันแล้ว ก็สามารถประจักษ์ถึงความเหนือชั้นได้อย่างชัดเจน
“ยืนกรานว่าเป็นของข้าอะไรกัน มันเป็นของข้าอยู่แล้วต่างหาก” หลี่ต้าเหนียงได้ยินเจ้าหน้าที่กล่าวเช่นนั้นก็ไม่พอใจ นางพูดว่า “นังเด็กคนนี้ข้าลำบากลำบนเลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออก เลี้ยงมาหลายปีขนาดนี้ ยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณข้าสักนิด แต่พอมาอยู่ที่เรือนจูซิงวั่งกลับหัดค้าขายเป็นเสียแล้ว ผลประโยชน์อะไรก็ประเคนให้จูซิงวั่งไปหมด อาศัยอะไร?”
“ลูกสาวที่ข้าเลี้ยงมา ทำไมข้าจะเอาเงินไปไม่ได้?”
“จูต้าเหนียง เจ้าก็เป็นแม่คนเหมือนกัน เจ้าลองคิดดูสิ ถ้าวันหน้าปาเม่ยลูกเจ้าออกเรือนเข้าตำบลไปแล้ว กลายเป็นนายหญิงน้อยอะไรเทือกนั้น ตนเองเสพสุขแต่กลับไม่สนใจครอบครัวบิดามารดา เจ้าจะรู้สึกอย่างไร?”
หลี่ต้าเหนียงยังไม่เลิกล้มความคิดที่ต้องการจะลากเย่อวี๋หรานลงน้ำให้ได้
นางรู้ว่าตอนแรกเจ้าของร่างเดิมอยากส่งจูปาเม่ยไปเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลใหญ่เพื่อไต่เต้าเป็นอนุภรรยา คนในครอบครัวจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย เจตนาพูดแทงใจดำ เพื่ออยากให้เย่อวี๋หรานยืนอยู่ฝั่งเดียวกับนาง
‘หัวอกเดียวกัน’ หลี่ต้าเหนียงไม่เชื่อหรอกว่า ถ้าในอนาคตจูปาเม่ยได้ดิบได้ดีไปแล้วเย่อวี๋หรานจะไม่หวั่นไหว?
ตอนนี้เป็นช่วงรวบรวมมติมหาชน ถ้าเย่อวี๋หรานกล้าไม่ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกันกับนาง วันหน้าถ้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กล้าไปหาผลประโยชน์จากจูปาเม่ย นางก็จะกดอีกฝ่ายให้จมดิน
“ก็ไม่รู้สึกอย่างไร” สีหน้าของเย่อวี๋หรานไม่เปลี่ยนแปลง นางกล่าวว่า “ถ้าข้ามีลูกสาวที่เก่งกาจเช่นนี้สักคน ตกดึกนอนหลับไปแล้วยังหัวเราะจนตื่น มีลูกสาวที่เก่งกาจหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าวันหน้าเมื่อนางออกเรือนไปอยู่บ้านแม่สามีแล้วก็จะไม่ถูกรังแก”
ทุกคนนิ่งงัน “…”
ผู้ใดจะกล้ารังแกลูกสาวของเจ้า ไม่รักชีวิตแล้วหรือ?!
“เจ้าไม่อยากเสพสุขไปกับลูกสาว?” หลี่ต้าเหนียงเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบสนองต่อคำพูดของตนเองก็ร้อนใจ “นางเป็นนายหญิงน้อยในตำบล มีสาวใช้กับแม่นมคอยปรนนิบัติ แต่เจ้ากลับต้องลำบากอยู่คนเดียวในชนบท เจ้ารับได้หรือ? เจ้าเป็นแม่ของนางนะ นางไม่กตัญญูต่อเจ้า สวรรค์ก็คงจะลงโทษ”
เย่อวี๋หรานฉลาดยิ่งนัก ไม่เหลือจุดอ่อนให้อีกฝ่ายนำมาใช้ประโยชน์ได้ นางกล่าวว่า “รังทองรังเงินหรือจะสู้รังสุนัขของเราเอง[1] ข้าไม่อยู่เรือนตัวเอง จะบากหน้าไปอยู่กับว่าที่ลูกเขยทำไม? ข้าไม่ได้โง่หรอกนะ อยู่ที่ไหนแล้วสุขกายสบายใจก็ย่อมอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว”
“รังสุนัขจะสู้รังทองรังเงินได้อย่างไรงั้นรึ? เรือนของผู้ดีเลี่ยมทองฝังเงิน ฉวยติดมือกลับมาสักชิ้นก็พอให้เจ้ากินโจ๊กไปตลอดชีวิตแล้ว” หลี่ต้าเหนียงคล้อยตามคำพูดของเย่อวี๋หรานโดยไม่รู้ตัว
รอจนนางรู้สึกตัวขึ้นมาได้ก็สายเกินไปแล้ว เพราะเย่อวี๋หรานกล่าวสืบไปว่า “ข้าเพาะปลูกเก็บเกี่ยวของข้าเอง ข้าวสวยดี ๆ มีไม่กิน จะไปกินโจ๊กทำไม? คนโง่เท่านั้นแหละถึงจะไม่กินข้าวสวย แต่แล่นไปกินโจ๊กอยู่ได้ทุกวัน”
นางหันกลับไปถามคนที่อยู่บริเวณนั้นว่า “พวกเจ้าว่าจริงหรือไม่?”
“จริง!” คนรอบข้างหัวเราะแล้วพากันตอบรับ
หลี่ต้าเหนียงโมโหยิ่งนัก
นางนึกว่าเรียกเย่อวี๋หรานมาจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายมาแล้วกลับไม่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับนาง
หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนี้ น่าโมโหนัก!
นางมองไปทางเย่อวี๋หราน แทบอยากกลืนอีกฝ่ายลงท้องเสียเดี๋ยวนั้น
ครั้นเห็นว่าพูดกับทางนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ จึงมองไปทางเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส แล้วเอ่ยข้าง ๆ คู ๆ “ข้าไม่สน ไม่ว่าอย่างไรหลี่ซุ่ยฮวาก็เป็นลูกสาวข้า ข้ามีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องของนาง ในเมื่อนางเป็นคนทำการค้ากับครอบครัวจูต้าเหนียง นั่นก็เท่ากับว่าครอบครัวข้าทำการค้ากับครอบครัวจูต้าเหนียง เงินที่หามาได้ก็ควรแบ่งให้ครอบครัวของพวกข้าด้วย”
นางยืนกรานอย่างดื้อดึง
ไม่ว่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจะพูดอย่างไรก็ไม่สนใจ
ทั้งสองฝั่งต่างก็มีความคิดเห็นของตัวเอง ในเวลานั้นไม่มีใครโน้มน้าวอีกฝ่ายได้สำเร็จ
ความดื้อรั้นไม่ฟังใครของหลี่ต้าเหนียงไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถเอาอยู่ได้เลยจริง ๆ
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสต้องการจะเจรจากับนางด้วยเหตุผลก็ไม่สำเร็จ
เย่อวี๋หรานยืนมองข้าง ๆ อยู่นานสองนานจนเหงื่อชุ่มมือแทน ไม่หรอกมั้ง หลี่ต้าเหนียงคนนี้ไม่ใช่พวกที่จะคุยกันด้วยเหตุผลรู้เรื่อง ทำไมยังเปลืองน้ำลายอธิบายเหตุผลให้ฟังอีก นี่ไม่เท่ากับว่าเสียเวลาเปล่างั้นหรือ?
ถ้าเป็นนางคงจะปราดเข้าไปตบสั่งสอนหลี่ต้าเหนียงสักยกแล้วค่อยพูดจา
คนประเภทนี้ เจ้าต้องไร้เหตุผล ป่าเถื่อน และใจเด็ดกว่านาง ถึงจะสามารถควบคุมนางได้
แต่ก็เห็นได้ว่าเย่อวี๋หรานดูเบาเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูไปแล้ว พวกเขาสามารถกำกับดูแลหนึ่งในสามหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณเชิงเขาไท่ตังแห่งนี้ได้ย่อมต้องมีความสามารถอยู่บ้าง
ขณะที่เย่อวี๋หรานลังเลอยู่ว่าจะส่งสัญญาณถามเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสว่าต้องการให้นางช่วยเหลือหรือไม่ ทันใดนั้นนางก็เห็นว่ามีความเคลื่อนไหวจากในหมู่ชน
ต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลหลี่ก็พาคนกลุ่มหนึ่งมาปรากฏกาย
เย่อวี๋หรานนึกขึ้นได้ทันทีว่า จริงด้วย ทำไมนางลืมเรื่องนี้ไปเสียได้?!
เทียบกับการลงไม้ลงมือกับหลี่ต้าเหนียงอย่างมุทะลุตรงไปตรงมา ที่จริงแล้วการเชิญเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลหลี่มาโดยตรงอาจสามารถจัดการปัญหาได้อย่างหมดจดยิ่งกว่า
ด้วยชื่อเสียงของเย่อวี๋หราน นางตบตีคนอื่นสักยกย่อมไม่มีใครกล้าพูดอะไร แต่ครอบครัวจูซิงวั่งเล่า?
หลังจบเรื่อง หลี่ต้าเหนียงจะไม่แอบไปสร้างปัญหาให้ครอบครัวของจูซิงวั่งลับหลังหรือ?
ถ้าหลี่ต้าเหนียงต้องการจะจัดการครอบครัวของจูซิงวั่ง แม้จะมีชื่อเสียงของเย่อวี๋หรานบังหน้าก็ไม่อาจปกป้องได้
เมื่อเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูเห็นเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลหลี่ก็รีบเดินเข้าไปทักทาย
ทั้งสองฝ่ายโอภาปราศรัยกันอย่างสนิทสนม
ส่วนหลี่ต้าเหนียง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลหลี่ก็ตกตะลึง “เจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโส พวกท่านมาได้อย่างไร?!”
นางกล้ามาอาละวาดที่หมู่บ้านสกุลจูก็เพราะอาศัยว่าคนในหมู่บ้านสกุลจูไม่กล้าทำอย่างไรต่อนาง ต่อให้เป็นเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูก็ไม่สะดวกจะทำอะไรต่อคนนอกหมู่บ้าน
เนื่องจากนางไม่อาจชนกับเย่อวี๋หรานตรง ๆ ต่อให้ดึงมาเป็นพวกไม่ได้ก็ไม่มีทางล่วงเกิน
ดังนั้นเมื่อพบว่าไม่อาจดึงเย่อวี๋หรานมาอยู่ฝ่ายเดียวกันได้ จึงหันมาโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจู รวมถึงครอบครัวของจูซิงวั่ง
ไม่ว่าในใจจะโกรธเคืองเย่อวี๋หรานแค่ไหนก็ไม่มีทางพูดออกมาอย่างชัดเจน
แต่ตอนนี้ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านตนเองมาแล้ว เรื่องนี้จะจัดการอย่างไรดี?!
[1] รังทองรังเงินหรือจะสู้รังสุนัขของเราเอง 金窝银窝不如自己的狗窝 หมายถึง อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าอยู่บ้านของตัวเอง