ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 291 นานเข้าต้องเกิดปัญหาแน่นอน
บทที่ 291 นานเข้าต้องเกิดปัญหาแน่นอน
เจ้าหน้าที่จากหมู่บ้านสกุลหลี่จ้องหลี่ต้าเหนียงเขม็ง “ถ้าข้ายังไม่มา เจ้าก็คงจะทำตัวเหิมเกริมต่อไปกระมัง”
หลี่ต้าเหนียงหดคอทันใด ทว่าก็ยังคิดจะแก้ตัว “ข้าเปล่านะ เจ้าหน้าที่ ข้ามาคุยเล่นกับลูกสาวต่างหาก…”
“แค่คุยเล่นแล้วจะตีลูกเขยเจ้าจนมีสารรูปนี้น่ะหรือ?” ผู้อาวุโสมองไปยังบาดแผลตามตัวจูซิงวั่ง น้ำเสียงก็พลอยเย็นชาไปด้วย “เจ้าทำอะไรไป ตัวเองยังไม่รู้อยู่แก่ใจ?”
“ข้าจะตีเขาเพราะเขาไม่กตัญญูต่อข้า คิดอยากมาแย่งเงินกับข้า เช่นนั้นก็ไม่ได้หรือ?” หลี่ต้าเหนียงทั้งร้อนใจทั้งคับอก “ผู้อาวุโส ข้าเป็นคนหมู่บ้านสกุลหลี่นะ ท่านไปเข้าข้างคนนอกได้อย่างไร? เขาจะแย่งเงินข้า ข้ายังจะทำอะไรเขาไม่ได้อีกงั้นหรือ? คนอื่นมาแย่งเงินท่าน ท่านไม่เดือดร้อนใจหรือ?”
“ลูกชายดี ๆ สองคนยังถูกเจ้าเลี้ยงออกมาจนมีสภาพนี้ ไร้ประโยชน์แท้ ๆ ยังมีหน้ามาพูดจาตรงนี้อีก หุบปากให้ข้าเดี๋ยวนี้!” ผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลหลี่ระเบิดอารมณ์ ร้องเรียกแม่เฒ่าสี่คนมาอุดปากหลี่ต้าเหนียงและพานางจากไป
หลี่ต้าเหนียงไม่อยากจะเชื่อ “ผู้อาวุโส…”
“หุบปาก! ยังไม่รีบอุดปากนางอีก”
แม่เฒ่าที่เร่งรุดเดินทางมาจากหมู่บ้านสกุลหลี่ทั้งสี่คนลงมือทันที
ไม่ว่าหลี่ต้าเหนียงจะป่าเถื่อนเพียงใดก็ไม่มีทางสู้แม่เฒ่าที่ทำนาเป็นประจำทั้งสี่คนนี้ได้ จึงถูกฝ่ายตรงข้ามควบคุมตัวและอุดปากไว้
นางตื่นตระหนกจนร้องเรียกลูกชายทั้งสองคน
ทว่าลูกชายนางยังไม่ทันเคลื่อนไหวก็ถูกเจ้าหน้าที่จากหมู่บ้านสกุลหลี่มองมาตาขวางจนต้องหยุดอยู่กับที่ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียว
ชั่วขณะนั้น เย่อวี๋หรานนับว่ามองดูจนเข้าใจแล้ว
นางปรายตาไปมองมารดาของจูซิงวั่งที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นอย่างสงบเสงี่ยมมาตลอด รวมถึงสองสามีภรรยานั่นด้วย เย่อวี๋หรานรู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก
ดูเอาเถอะ นี่สิถึงเรียกว่ามีชั้นเชิง ไม่ปริปากแม้แต่น้อย มอบภาระให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจัดการเสร็จสรรพ เท่านี้ทุกประการก็คลี่คลายแล้ว
นอกจากพวกเขาจะไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ขณะเดียวกันยังได้รับความเห็นอกเห็นใจจากคนทั้งหมู่บ้าน
แม้ความเห็นใจทำนองนี้จะไม่ได้นำมาซึ่งผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมใด ๆ แต่อย่างน้อยหลังจากนี้นานพอสมควรก็จะไม่มีใครมาสร้างปัญหาให้ครอบครัวจูซิงวั่งอีก
เย่อวี๋หรานคิดว่า นางต้องตกผลึก ‘บทเรียน’ ชิ้นนี้ให้ดี เพื่อนำกลับไปสอนพวกเจ้าทึ่มที่เรือนให้ได้เปิดหูเปิดตาสักหน่อย
นางไม่ได้คาดหวังให้พวกเขาทุกคนล้วนเฉลียวฉลาดเหมือนครอบครัวจูซิงวั่ง แต่ให้พวกเขาเดินทางอ้อมน้อยลงสักหน่อยก็ยังดี
เรื่องราวจึงจบลงเช่นนี้ เย่อวี๋หรานนึกว่าไม่มีเรื่องของตัวเองแล้วจึงตระเตรียมกล่าวคำอำลา
คิดไม่ถึงว่าเจ้าหน้าที่จะรั้งนางไว้ บอกว่ามีเรื่องต้องการจะคุยด้วย
มีธุระอะไรกับข้า?
คงไม่ได้คิดว่าเรื่องของครอบครัวจูซิงวั่งเกิดขึ้นก็เพราะการค้าขาย ต้องการให้นาง ‘ยกเลิก’ แผนการร่วมมือทำการค้าหรอกนะ?
นึกว่านางถูกเรียกมาเพื่อ ‘ยื้อเวลา’ เสียอีก ที่แท้ยังมีเรื่องอื่น?
หลังจากคนในลานเรือนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เชิญทุกคนเข้าไปในเรือน
สะใภ้ใหญ่ไปชงชา สะใภ้รองปิดประตู ปล่อยให้พวกเขาสนทนากันเป็นการส่วนตัว
เย่อวี๋หรานมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าภายในห้องนี้นอกจากเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูแล้ว เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลหลี่ก็อยู่ด้วย
คราวนี้เย่อวี๋หรานยิ่งงุนงงกว่าเดิม ไม่กระมัง เรื่องจูซิงวั่งจบไปแล้วนี่นา?
เรื่องราวหนักหนาถึงขั้นให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจากสองหมู่บ้านต้องหารือกันเลยหรือ?
“อะแฮ่ม จูต้าเหนียง ที่จริงเป็นเช่นนี้…” เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูเชื้อเชิญให้ทุกคนดื่มชา แล้วค่อยเกริ่นขึ้นช้า ๆ
เมื่อเย่อวี๋หรานได้ยินว่าเป็นเรื่องราวใดก็ค่อยวางใจได้เสียที
ที่แท้เรื่องนี้เกี่ยวพันกับจูซิงวั่งเล็กน้อย ทว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้เย่อวี๋หรานริเริ่มการร่วมมือทำการค้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนในหมู่บ้านจากการสร้างเรือนหลังใหม่ของครอบครัวนาง
คาดไม่ถึงว่าจูซิงวั่งจะทำให้เรื่องนี้โด่งดังขึ้นมา ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่ดึงดูดความสนใจของหลี่ต้าเหนียง
ไม่ได้มีเพียงหลี่ต้าเหนียงที่สังเกตเห็นเรื่องนี้ คนไม่น้อยก็มองเห็นเช่นกัน และต่างต้องการเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
ในเมื่อครอบครัวจูซิงวั่งยังสามารถทำเงินได้ พวกข้าก็น่าจะทำได้เหมือนกัน?
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลหลี่นับว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมองการณ์ไกล เห็นว่าหมู่บ้านสกุลจูนำร่องแล้ว มีตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จให้เห็นเช่นนี้ก็เริ่มนั่งไม่ติด จึงรุดมาทางนี้
ก่อนที่หลี่ต้าเหนียงจะมาอาละวาด เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจากสองหมู่บ้านก็เคยพบปะหารือเรื่องนี้กันมาก่อนแล้ว
เพียงแต่ทั้งสองหมู่บ้านไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อน ยังคงคลำหินข้ามแม่น้ำ [1] ด้วยเหตุนี้จึงหารือไม่ได้ผลลัพธ์อันใด สุดท้ายก็เกิดเรื่องหลี่ต้าเหนียงขึ้นมาเสียก่อน
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองหรอกหรือ” เย่อวี๋หรานผงกศีรษะ “หมู่บ้านสกุลหลี่อยากจะทำการค้าด้วยใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ปัญหาอาจมีเยอะสักหน่อย”
แม้เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลหลี่จะแลดูดุดันน่าเกรงขามต่อหน้าครอบครัวหลี่ต้าเหนียง แต่ยามอยู่ต่อหน้าเย่อวี๋หรานยังคงสงวนท่าทีอยู่ไม่มากก็น้อย
เขารีบถามว่า “ปัญหาอันใด?”
เย่อวี๋หรานเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่อยู่ในห้องทั้งสี่คนและกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูว่าต้องจำกัดจำนวนคนที่จะมาร่วมค้าขาย อนุญาตให้ผู้ค้ารายเดียวไปขายสินค้าชนิดเดียวกันในบริเวณค้าขายที่กำหนดไว้ตามหมู่บ้านต่าง ๆ เท่านั้น พวกท่านทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?”
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูกล่าวอย่างครุ่นคิด “เพราะกลัวว่าจะขายไม่ออกกระมัง?”
“อืม ก่อนหน้านี้เจ้าเคยเอ่ยถึงมาก่อน” ผู้อาวุโสสกุลจูกล่าวต่อจากนั้น “เรื่องทำการค้า ถ้ามีคนแข่งกันขายก็จะมีคนขาดทุน แต่ละหมู่บ้านมีคนไม่มาก ทุกคนต่างก็มีเงินนิดเดียว ไม่อาจซื้อของได้ทุกวัน”
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ใช่แล้ว! ดังนั้นข้าถึงได้ระวังเรื่องการร่วมทำการค้ายิ่งนัก ใครสามารถทำได้ ใครทำไม่ได้ ไปขายที่ไหน เอาสิ่งใดไปขาย…ทุกอย่างนี้ หากมองจากภายนอกคือสะใภ้สี่ของครอบครัวข้าเป็นคนจัดการ แต่ความจริงคือข้าได้คัดสรรมาแล้ว”
นางยอมรับตรง ๆ ว่าเรื่องนี้แท้จริงแล้วนางคอยวางแผนอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นมา
เดิมทีหมู่บ้านสกุลจูก็เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ขอเพียงมีคนริเริ่ม หลังจากนั้นคนที่ต้องการจะมาหาเงินด้วยก็มีแต่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้นแล้ว ลำพังคนจากหมู่บ้านสกุลจูหมู่บ้านเดียวก็แทบจะยึดครองหมู่บ้านต่าง ๆ บริเวณเชิงเขาไท่ตังเสียทั่วแล้ว
“ยังมีประเด็นที่สำคัญที่สุด เชิงเขาไท่ตังมีหมู่บ้านจำนวนมาก แต่หมู่บ้านที่สามารถเลือกเพื่อนำสิ่งของไปขายได้กลับมีไม่มาก สาเหตุก็เพราะทุกคนยากจนเกินไป”
“คนที่มีเงินซื้อของไม่ได้มีมากขนาดนั้น ถึงคนจำนวนมากจะเอาของไปขายก็ไม่มีคนซื้อ สุดท้ายก็ขายไม่ออก”
ได้ยินเย่อวี๋หรานกล่าวเช่นนั้น เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของสองหมู่บ้านก็ถึงกับจิตใจเย็นเยียบ
เจ้าหน้าที่จากหมู่บ้านสกุลหลี่กล่าวว่า “หมายความว่าพวกเราไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว?”
“เจ้าลองพิจารณาดูว่าทำเช่นนี้ได้หรือไม่ พวกข้ากำหนดจำนวนคนที่แน่นอนเอาไว้ จำนวนคนจากหมู่บ้านเจ้าจำนวนหนึ่ง จำนวนคนจากหมู่บ้านข้าจำนวนหนึ่ง เช่นนี้ได้หรือไม่?” ผู้อาวุโสสกุลหลี่มีความคิดอ่านปราดเปรียว จึงได้เสนอความคิดขึ้นมาทันที
“จริงด้วย พวกท่านคิดว่าทำเช่นนี้ได้หรือไม่?” เจ้าหน้าที่จากหมู่บ้านสกุลหลี่เห็นพ้องต้องกัน
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูค่อนข้างลำบากใจ รู้สึกเหมือนถูกเฉือนเนื้อบนร่างตนเองออกไป
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาหารือกัน ไม่ได้คิดถึงเรื่องการจำกัดจำนวนคน ดังนั้นตอนนั้นพวกเขาจึงคิดว่าใคร ๆ ก็สามารถค้าขายได้ ต่างคนต่างทำ
ฝั่งพวกข้ามีจูต้าเหนียง ยังต้องกลัวว่าจะพูดสู้หมู่บ้านสกุลหลี่ของพวกเจ้าไม่ได้อีกหรือ?
แต่ยามนี้ต่างออกไป ตอนนี้จะจำกัดจำนวนคน ทั้งยังต้องให้พวกเขาแบ่งจำนวนคนไปให้อีก
นี่ไม่เท่ากับว่าหมู่บ้านสกุลจูเสียเปรียบแล้วหรอกหรือ?
เย่อวี๋หรานส่ายหน้า “นี่ไม่อาจแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ภายในระยะเวลาอันสั้นสามารถทำได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าจะต้องเกิดปัญหาแน่นอน”
[1] คลำหินข้ามแม่น้ำ 摸着石头过河 หมายถึง ไม่มีประสบการณ์และตัวอย่างของคนที่ทำสำเร็จให้เห็นมาก่อน ได้แต่ทดลองทำไปด้วยตนเองทีละน้อย