ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 293 เกลี้ยกล่อม
บทที่ 293 เกลี้ยกล่อม
ผู้อื่นไม่ได้จงใจถ่วงเวลาเอาไว้นานเพียงนี้แล้วค่อยมาบอก แต่คนเขาเพิ่งทดลองปลูกได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวเลยด้วยซ้ำ ผลสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไรก็ยังไม่แน่ใจ ทั้งยังไม่อาจบอกได้
ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดเรื่องหลี่ต้าเหนียง ทั้งยังเกี่ยวพันกับการค้าขาย กลัวว่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลหลี่จะเข้าใจว่าหมู่บ้านสกุลจูไม่เต็มใจแบ่งสิทธิ์ค้าขายให้พวกเขา จึงจำเป็นต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างชัดเจน
หาใช่เพราะหมู่บ้านสกุลจูไม่ต้องการแบ่งให้ แต่เป็นเพราะหมู่บ้านในเชิงเขาไท่ตังมีคนเพียงเท่านี้ ทุกครอบครัวล้วนพยายามหาเลี้ยงปากท้องกันอยู่ เงินยังไม่มี แล้วจะมีสักกี่คนที่เต็มใจนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย?
การค้าต้นทุนต่ำเช่นนี้ทำคนเดียวยังสามารถหาเงินได้ แต่ถ้ามีคนจำนวนมากทำพร้อมกันก็ไม่อาจหาเงินได้อีกแล้ว
แทนที่จะฝากความหวังไว้กับความคิดเลื่อนลอยเช่นนี้ ยังไม่สู้ไปทำอะไรที่จับต้องได้อย่างการเพาะปลูก นั่นจึงจะเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงครอบครัวที่แท้จริง
เมื่อผู้อาวุโสสกุลจูกล่าวเช่นนั้น ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านสกุลหลี่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก คิดว่าหมู่บ้านสกุลจูเป็นคนที่ทำงานเป็นจริง ๆ
ก่อนที่จะประสบความสำเร็จก็ไม่พูดมาก เมื่อมีความมั่นใจแล้วค่อยมาชักชวนให้คนอื่นทำตาม
“ไม่เสียทีที่เป็นหมู่บ้านพี่น้องกัน ผู้อาวุโสจู อาศัยวาจานี้ของท่าน ต่อไปหมู่บ้านสกุลหลี่ของพวกข้าก็จะขอติดตามพวกท่านแล้ว” ผู้อาวุโสสกุลหลี่เอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “ท่านวางใจ พวกข้าจะไม่เป็นตัวถ่วงพวกท่านแน่นอน พวกท่านทำอย่างไร พวกข้าก็จะทำอย่างนั้น”
พูดเสียราวกับว่ายึดถือหมู่บ้านสกุลจูเป็นพี่ใหญ่ หมู่บ้านสกุลหลี่สมัครใจเป็นน้องชายของหมู่บ้านสกุลจู
ความจริงนั้นพวกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสต่างก็แจ้งแก่ใจ
เมื่อมีผลประโยชน์ หมู่บ้านทั้งหลายก็คือบ้านพี่เรือนน้อง แต่ถึงคราวช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์กันจริง ๆ หมู่บ้านเหล่านี้ก็สามารถแตกหัก แบกจอบขึ้นมาวิวาทกันได้เช่นกัน
ผู้อาวุโสสกุลหลี่ชมเชยหมู่บ้านสกุลจูเสียใหญ่โตเช่นนี้เพื่อสิ่งใดกัน?
ก็เพื่อ ‘ผลประโยชน์’ เล็กน้อยนั่นเอง
พวกเราล้วนเป็นบ้านพี่เรือนน้อง หมู่บ้านสกุลจูของพวกเจ้ามีวิธีหาเงินเพื่อให้มีชีวิตดีขึ้นแล้ว ทำไมจึงไม่ ‘แบ่งปัน’ ให้หมู่บ้านสกุลหลี่ของพวกข้าด้วยเล่า?
ถ้าไม่แบ่งปันก็เท่ากับว่าไม่มองพวกข้าเป็นพี่น้อง นี่มันใช้ได้ที่ไหนกัน
ความหมายแฝงในคำพูดก็คงเป็นเช่นนี้เอง
ตอนนี้ลั่นวาจาออกไป ถ้าในอนาคตหมู่บ้านสกุลจูไม่ยอมให้จริง ๆ ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านสกุลหลี่ก็มีคำอธิบาย ใช้ความคิดเห็นของชาวบ้านมากดดันกันได้
“แน่นอนอยู่แล้ว” เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลหลี่รู้ใจผู้อาวุโสสกุลหลี่ยิ่งนัก รีบเสริมทัพขึ้นมาว่า “พวกเราเป็นบ้านพี่เรือนน้อง หมู่บ้านสกุลจูมีของดีอะไรยังจะไม่คิดถึงหมู่บ้านสกุลหลี่ของพวกเราได้หรือ? พวกเราสองหมู่บ้านแต่งงานข้ามหมู่บ้านกันบ่อย ๆ มีอะไรก็มักทำด้วยกัน”
ฝ่ายตรงข้ามพูดถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูยังจะพูดอะไรได้?
ความชอบที่สมควรแย่งมาให้หมู่บ้านสกุลจู พวกเขาสองคนยังต้องแย่งคืนมาอยู่
ทั้งสองจึงพูดว่าย่อมต้องเพาะปลูกด้วยกันอยู่แล้ว มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ทว่ายังไม่ได้เก็บเกี่ยวมันเทศ ดังนั้นไม่อาจโอ้อวดเร็วเกินไป ตกลงแล้วผลจะออกมาอย่างไรกันแน่ พวกเขาก็ยังบอกไม่ได้
ขอเพียงถึงยามนั้น หมู่บ้านสกุลหลี่ไม่รังเกียจที่มันเทศเก็บเกี่ยวได้น้อยเกินไป หาว่าหมู่บ้านสกุลจูของพวกเขา ‘อยู่ดี ๆ ไม่ชอบ’ ก็พอแล้ว
“ไม่มีทางแน่นอน ช่วงเวลานี้ทุกคนล้วนอยากเก็บเกี่ยวให้ได้มากขึ้นสักเล็กน้อยก็ยังดี สามารถเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้นมาได้หนึ่งตะกร้า ก็ช่วยให้มีคนได้กินอิ่มเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน” คำพูดปากเปล่าใคร ๆ ก็พูดได้ เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลหลี่ไม่คิดว่านี่จะมีปัญหาตรงไหน
ขอเพียงเก็บเกี่ยวได้ นั่นก็คือเรื่องดี ส่วนว่าถ้ากระทั่งผลเก็บเกี่ยวเล็กน้อยก็ยังไม่มี นั่นก็เป็น
‘เรื่องของอนาคต’ แล้ว
“ดูจากตอนนี้ อย่างน้อยต้องเก็บได้สักตะกร้านั่นแหละ” ผู้อาวุโสสกุลจูยิ้มแย้มพลางกล่าวกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลหลี่ “ต่อให้ไม่มีหัวมันเทศ พวกเจ้าดูใบกับเถาของมันสิ แค่นี้ก็ได้หลายตะกร้าแล้ว สามารถนำไปทำอาหารได้ ดีกว่าขึ้นเขาไปเก็บผักมากมายนัก”
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูก็ให้ความร่วมมือด้วย จึงหัวเราะและกล่าวว่า “ใช่แล้ว ช่วงที่เกิดภัยแล้งติดต่อกันหลายปี อย่าว่าแต่ผักป่าเลย กระทั่งใบไม้ก็ยังหาไม่เจอ ในเวลานั้นถ้ามีใบมันเทศแบบนี้ก็คงไม่ถึงขั้นอดตายกันไปเป็นเบือแบบนั้นหรอก”
อาศัยคำพูดไม่กี่ประโยค ฝ่ายหมู่บ้านสกุลจูก็สามารถลด ‘มาตรฐาน’ ลงได้แล้ว
พวกเจ้าอย่าตั้งความหวังสูงเกินไป ของสิ่งนี้เทียบได้กับผักป่าหนึ่งตะกร้าเท่านั้นแหละ
แต่ผักป่าก็ไม่เลวนี่นา ช่วงที่เกิดทุพภิกขภัยยังสามารถช่วยชีวิตได้
เย่อวี๋หรานยืนอยู่ตรงนั้น มองเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจากทั้งสองหมู่บ้านโต้วาทีกันไปมา ฝีปากคล่องแคล่วไม่แพ้กันก็รู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก
เจ้าของร่างเดิมดูแคลนเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสมาโดยตลอด คิดว่าพวกเขาอาศัยอำนาจในมือหาผลประโยชน์ให้ตนเอง ไม่ทำการทำงาน
ความจริงแล้วคนเขาไม่ได้ทำงานเสียที่ไหน หากปราศจากพวกเขา หมู่บ้านของตนเองจะถูก
‘รังแก’ จนมีสภาพไหนก็ยังไม่รู้
ดูเอาเถอะ เพียงเพื่อ ‘ผลประโยชน์’ ที่ยังไม่มีตัวตน สองหมู่บ้านก็เริ่มแย่งชิงกันเสียแล้ว
หมู่บ้านสกุลจูและหมู่บ้านสกุลหลี่ต่างก็เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งเชิงเขาไท่ตัง แต่ก็ยังต้องแย่งชิงกัน ถ้าเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีรากฐานด้อยกว่านี้ เกรงว่าคงถูกอีกฝ่ายรังแกหนักหน่วงกว่านี้เสียอีก
ภายในเวลาสั้น ๆ ก็ราวกับยอดฝีมือประลองกัน ต่างฝ่ายต่างแสดงฝีมือ ดูว่าใครพูดเก่งกว่า แล้วจะสามารถพูดชนะอีกฝ่ายได้
ในที่สุดก็สามารถส่งเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลหลี่กลับไปได้ เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูจึงตำหนิเย่อวี๋หราน “ทำไมเจ้าเอาเรื่องนี้มาพูด? คนในหมู่บ้านพวกเรายังไม่ได้เริ่มปลูกมันเทศกันเลย เรื่องนี้ถ้าทำสำเร็จ แล้วหมู่บ้านสกุลหลี่แซงหน้าพวกเรา หมู่บ้านสกุลจูของพวกเราก็เสียหายหนักน่ะสิ”
“จูต้าเหนียง เจ้าอย่ามีโทสะ เขาไม่ได้หมายความเช่นนี้ เพียงร้อนใจก็เท่านั้น” ผู้อาวุโสสกุลจูเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะไปยั่วโทสะเย่อวี๋หรานโดยไม่ตั้งใจ จึงรีบร้อนอธิบาย “เรื่องเจ้าทางนี้ยังไม่มีผลลัพธ์ก็แพร่งพรายออกไปเสียแล้ว เกรงว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาได้”
สมองผู้อาวุโสสกุลจูทำงานเร็วรี่ นึกหาเหตุผลดี ๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็ว “เรื่องนิมิตมงคลคราวก่อนยังไม่คลี่คลาย ถ้าจะทำอะไรตอนนี้ก็ออกจะสุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง แน่นอนว่าข้ารู้ดีว่าแท้จริงแล้วจูต้าเหนียงมีเจตนาดี ต้องการจะเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลหลี่ ไม่ให้พวกเขาเอาแต่จับจ้องเรื่องค้าขายตาเป็นมัน”
“เจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโส พวกท่านวางใจเถอะ เรื่องนิมิตมงคลนั้นข้ามีวิธีแก้ไขแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าวถึงตรงนี้ก็มองไปรอบ ๆ หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครแล้ว จึงขยับเข้าไปใกล้ขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยเสียงเบา
“ตอนนี้เจี่ยงโหย่วเซิงยังถูกควบคุมตัวเอาไว้ที่เรือนข้า ส่วนพี่เป้าที่เป็นคนบอกข่าวเขา ข้าเองก็ไปสานสัมพันธ์มาแล้ว”
“จะว่าไปก็บังเอิญยิ่งนัก ข้าเพิ่งจะช่วยเหลือพี่เป้ามาครั้งหนึ่งพอดี ถึงยามนั้นข้าค่อยหาวิธีพูดถึงเรื่องนี้ ขอให้พวกเขาช่วยปกปิดให้ เรื่องนี้ก็นับว่ายุติได้เสียที”
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูคิดไม่ถึงเลยว่า ภายในเวลาไม่กี่วัน เย่อวี๋หรานก็สร้างความสัมพันธ์กับพี่เป้าผู้นั้นได้แล้ว พวกเขานึกประหลาดใจอยู่ครามครัน
“เจ้าช่างรวบรัดฉับไวจริง ๆ พวกข้ายังไม่ทันทำอะไร เพียงคิดว่าไม่ว่าสกุลเฉียนจะมีความเคลื่อนไหวหรือไม่ แต่อย่างน้อยคงสามารถเข้าหาทางพี่เป้าได้ เจ้ากลับแก้ปัญหาได้แล้ว?!” เจ้าหน้าที่กล่าว
เย่อวี๋หรานยิ้มแย้ม “ประจวบเหมาะจริง ๆ คราวก่อนข้าเข้าตำบลไปเยี่ยมพวกเจ้าเจ็ด จึงได้พบเขาโดยบังเอิญ นี่อาจเป็นการชักนำของสวรรค์ ในจุดพลิกผันของชีวิตจะเกิดเรื่องใดขึ้นบ้าง ผู้ใดก็ไม่อาจบอกได้ชัดเจน”
“คลี่คลายได้ก็ดีแล้ว เช่นนี้พวกข้าก็วางใจได้เสียที” เจ้าหน้าที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ซักถามอีก
เขาทราบดีว่าแต่ละคนต่างก็มีช่องทางของตัวเอง ผู้อื่นไม่เต็มใจพูดรายละเอียดย่อมต้องมีสาเหตุ
เรื่องสำคัญสำหรับพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ว่าเรื่องนี้คลี่คลายได้อย่างไร แต่เป็นการคลี่คลายเรื่องนี้ต่างหาก
เขายิ้มและพูดต่อไปว่า “พวกข้ารู้มาตลอดว่าจูต้าเหนียงเป็นผู้มีวาสนามาก”