ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 294 ใครหาเงินได้มากที่สุด?
บทที่ 294 ใครหาเงินได้มากที่สุด?
“เรื่องข้าวสาลีฤดูหนาวได้เตือนสติข้าแล้ว ข้าไม่อาจทำพลาดซ้ำสอง” เย่อวี๋หรานเว้นช่วงเล็กน้อย แล้วอธิบายเหตุผลที่นางแพร่งพรายเรื่องมันเทศแก่หมู่บ้านสกุลหลี่
นางใคร่ครวญมาแล้วว่าเพราะเหตุใดข้าวสาลีฤดูหนาวจึงดึงดูดความสนใจของเจี่ยงโหย่วเซิง
ประการแรก เชิงเขาไท่ตังยังไม่เคยมีมาก่อน
ประการที่สอง มีเพียงครอบครัวของนางที่ปลูกได้สำเร็จ
เนื่องจากมีเพียงครอบครัวของนางที่ปลูกได้ เรื่องนี้จึงแลดู ‘หายาก’
เย่อวี๋หรานไม่ต้องการให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้นอีก นางจึงคิดวิธีการหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือลากหมู่บ้านสกุลหลี่ และแม้กระทั่งหมู่บ้านอื่น ๆ ในเชิงเขาไท่ตังลงน้ำมาด้วยกัน ให้ทุกคนปลูกโดยทั่วกัน
คนทั่วเชิงเขาไท่ตังล้วนปลูกได้ เรื่องนี้ยังจะ ‘หายาก’ อีกหรือ?
ย่อมไม่เป็นเช่นนั้น ขอเพียงไม่ใช่สิ่งหายาก ยังต้องกลัวว่าจะถูกคนเพ่งเล็งอีก?
“นี่เป็นข้อแรก ยังมีอีกข้อ ก็เหมือนกับที่ผู้อาวุโสสกุลจูกล่าวไว้ หมู่บ้านสกุลหลี่จะได้เลิกคิดเรื่องสิทธิ์ค้าขายจากหมู่บ้านของพวกเรา นี่ก็คือข้อสอง” เย่อวี๋หรานกล่าวสืบไป “ส่วนข้อสาม ทำเช่นนี้ก็นับว่าพวกเราได้หยิบยื่นน้ำใจให้แก่หมู่บ้านสกุลหลี่ ในอนาคตถ้ามีอะไรเกิดขึ้น หมู่บ้านสกุลหลี่ก็ย่อมต้องช่วยพวกเราแล้ว”
“นอกจากนี้ ยังมีข้อสี่ก็คือสิทธิ์ในการออกเสียง หมู่บ้านสกุลหลี่ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเรา ขณะที่พวกเราเองก็เป็นหนึ่งในสามหมู่บ้านใหญ่ ได้สองจากสามหมู่บ้านใหญ่มาแล้ว เสียงของพวกเราก็จะมีอำนาจมากขึ้นในเชิงเขาไท่ตังแห่งนี้ ถึงยามนั้น หากมีอะไรเกิดขึ้น หมู่บ้านสกุลจูของพวกเราก็จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม”
วิเคราะห์อย่างละเอียดเช่นนี้ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสก็พูดอะไรไม่ได้แล้ว
“จูต้าเหนียง เจ้าร้ายกาจจริง ๆ ยังมองการณ์ไกลกว่าพวกข้าเสียอีก” เจ้าหน้าที่ยกนิ้วโป้งให้ กล่าวด้วยความจริงใจอย่างยิ่งยวด
ขณะที่พวกเขาจับจ้องผลประโยชน์เล็กน้อยตรงหน้า ผู้อื่นกลับมองไปไกลกว่านั้นมาก หมู่บ้านสกุลจูได้ประโยชน์ ในฐานะ ‘ผู้นำของหมู่บ้าน’ พวกเขายังจะไม่ได้ผลประโยชน์อีกหรือ?
หมู่บ้านสกุลจูได้ดี ในฐานะเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส ผลประโยชน์ที่พวกเขาสามารถไขว่คว้าได้ก็จะมีมากกว่าเดิม
นี่ยังเป็นเรื่องที่เย่อวี๋หรานวางแผนมาโดยตลอด นางต้องการให้หมู่บ้านสกุลจูลงเรือลำเดียวกันกับนาง ให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสกลายเป็น ‘ผู้รักษาความปลอดภัย’ ของเรือลำนี้ ต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ จิตใจของทุกคนจึงจะมุ่งไปทิศทางเดียวกันและทุ่มเทสรรพกำลังไปในทิศทางเดียวกัน
นางยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้าเป็นคนหมู่บ้านสกุลจู ย่อมต้องคิดอ่านเพื่อหมู่บ้านสกุลจูอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้น ข้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านสกุลจูมาครึ่งค่อนชีวิต ก็เท่ากับว่าอยู่มาเสียเปล่าแล้วน่ะสิ? นอกจากนี้ ลูกชายและหลานชายของข้าก็ต้องถูกบันทึกชื่อเอาไว้ในลำดับวงศ์ตระกูลของสกุลจู ถ้าจะร่ำรวยก็ต้องให้ทุกคนร่ำรวยไปด้วยกันอยู่แล้ว”
วาจานี้ต้องใจเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูยิ่งแล้ว นั่นน่ะสิ ทุกคนล้วนมีชื่อในลำดับวงศ์ตระกูลเดียวกัน ถ้าจะร่ำรวยก็ต้องรวยไปด้วยกัน
“แต่ว่า” ผู้อาวุโสสกุลจูยกปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาพูด “ทำเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะไร้ความเสี่ยง เจ้าแพร่งพรายข่าวคราวออกไปเร็วเช่นนี้ ถึงตอนนั้นหมู่บ้านของพวกเราก็ไม่อาจชิงปลูกนำหน้าไปก่อนได้ ข้ากลัวว่าหมู่บ้านสกุลหลี่จะไปไวกว่าพวกเรา เช่นนั้นพวกเราก็ไม่มีข้อได้เปรียบแล้ว”
ถึงเวลานั้นใครจะได้เป็นพี่ใหญ่ก็ยังไม่แน่
เย่อวี๋หรานส่ายหน้ายิ้ม ๆ “ผู้อาวุโส ท่านคิดผิดแล้ว ท่านคิดว่าข้าให้หมู่บ้านสกุลหลี่ปลูกมันเทศตามพวกเรา แล้วจะไม่เตรียมวิธีรับมือไว้เลยหรือ?”
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสได้ยินดังนั้นก็บอกให้นางรีบพูดต่อไป
“ในโลกนี้ ใครหาเงินได้มากที่สุด?” เย่อวี๋หรานถาม
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”
“คนค้าขาย” เย่อวี๋หรานมั่นใจอย่างยิ่ง “สาเหตุที่เหล่าคนค้าขายถูกเบื้องบนควบคุมเอาไว้ย่อมเป็นเพราะพวกเขาสามารถหาเงินได้มากกว่าคนทั่วไปอย่างง่ายดาย”
ผู้อาวุโสสกุลจูมองไปรอบด้านอย่างตื่นตัวกระซิบเตือนว่า “จูต้าเหนียง วาจาประดานี้อย่าเอาไปพูดข้างนอกอีกเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่องเอาได้”
ทุกคนต่างก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ผู้อาวุโสสกุลจูย่อมไม่หวังให้เย่อวี๋หรานเกิดเรื่อง
สตรีผู้นี้ดุร้ายป่าเถื่อนก็จริง แต่ก็เป็นคนมีความสามารถที่แท้จริงคนหนึ่ง สามารถมอบผลประโยชน์ให้ทุกคนได้ ถ้าเกิดเรื่องกับนาง ต่อไปจะไปหาผลประโยชน์มาจากที่ไหน?
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความสามารถของนาง จะลากทุกคนลงน้ำไปด้วยกันหรือไม่ เรื่องนี้ก็ยังไม่อาจบอกได้
“พวกเราเป็นคนกันเอง ข้าเพียงพูดต่อหน้าพวกท่านเท่านั้น ขอเพียงพวกท่านไม่พูด จะต้องไม่มีใครรู้แน่นอน” เย่อวี๋หรานบอกพวกเขาเป็นนัยอีกครั้ง พวกเราเป็นคนกันเอง คนกันเองย่อมไม่หักหลังกัน ถ้าข้าเกิดเรื่องก็ต้องเป็นเพราะถูกคน ‘ทรยศ’ แน่นอน
นางแสดงท่าทางพลางพูดต่อไปว่า “ฟ้ารู้ดินรู้ ข้ารู้ท่านรู้ ออกจากปากข้าไปเข้าหูพวกท่าน เรื่องนี้ก็นับว่าหยุดอยู่เพียงเท่านี้”
เจ้าหน้าที่กระตุ้นเตือนว่า “จูต้าเหนียง เจ้าเข้าประเด็นเถอะ”
“ประเด็นสำคัญก็คือ ที่ข้าให้สตรีในหมู่บ้านสกุลจูค้าขายก็เพื่อปูทางให้หมู่บ้านสกุลจูได้โบยบินในอนาคต” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปว่า “คนในหมู่บ้านสกุลหลี่รับหน้าที่เพาะปลูก สตรีหมู่บ้านสกุลจูรับหน้าที่นำสิ่งของเหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา ประการแรก พวกเราก็มีเงินแล้วไม่ใช่หรือ? ประการที่สอง เมื่อสตรีหาเงินได้ก็สามารถส่งเสริมสามีหรือลูกชายหลานชายของตัวเองร่ำเรียนหนังสือ เช่นนั้นพวกเราก็สามารถบ่มเพาะบัณฑิตออกมาได้แล้วไม่ใช่หรือไร?”
“มีบัณฑิตถือกำเนิดขึ้นก็หมายความว่ามีอำนาจ มีเงินมีอำนาจ หมู่บ้านสกุลจูของพวกเราจะไม่รุ่งเรืองได้อย่างไร?”
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสกุลจูพลันกระจ่างใจ มิน่าเล่า ตอนแรกจูต้าเหนียงจึงยืนกรานให้ตั้งกฎเอาไว้ อนุญาตเฉพาะสตรีหมู่บ้านสกุลจูทำการค้า อีกทั้งเงินที่หามาได้ก็คือเงินค่าแป้งชาด ที่แท้ก็เพื่อการนี้?!
แผนการนี้ทำให้พวกเขาอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ
ตอนนั้นพวกเขายังคิดอยู่เลยว่า แม้แต่ข้าวก็ยังได้กินไม่อิ่มท้อง ผู้ใดยังจะไปสนใจเรื่องการเล่าเรียน?
คิดว่าใคร ๆ ก็เก่งกาจเหมือนจูต้าเหนียงงั้นหรือ
ประจักษ์ชัดว่าเรื่องที่นางกำลังวางแผนอยู่ในยามนี้ ถ้าสามารถทำให้เป็นจริงได้ ย่อมยาวไกลไม่สิ้นสุด
“จูต้าเหนียง ข้าจำต้องยอมรับว่าเจ้าช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ!” เจ้าหน้าที่ยกนิ้วโป้งขึ้นมาอีกครั้ง “ก่อนหน้านี้ข้าเคยพูดว่าข้าเลื่อมใสเจ้า แต่นั่นก็พูดเกินจริงไปบ้าง แต่ตอนนี้ข้าไม่ได้กล่าวเกินจริงไปเลยสักนิด”
ผู้อาวุโสสกุลจูก็กล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าจูต้าเหนียงจะเป็นจูเก่อ (ขงเบ้ง) ในหมู่สตรี ช่างน่าเลื่อมใสแท้ ๆ! เป็นโชคดีของหมู่บ้านสกุลจูที่มีเจ้าอยู่”
คราวนี้พวกเขานึกยินดียิ่งนัก โชคดีที่ปีนั้นจูเหล่าโถวแต่งหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เข้าหมู่บ้านมา ทั้งยังอดทนมาตั้งหลายปี ไม่อย่างนั้น กระถางเรียกทรัพย์เช่นนี้จะไม่หลุดมือไปหรอกหรือ?
หมู่บ้านไหนมีบุคคลอย่างจูต้าเหนียงสักคน ยังต้องกลัวว่าจะไม่ร่ำรวยอีกรึ?
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูจึงตัดสินใจแล้วว่าจะทำทุกอย่างไปด้วยกันกับจูต้าเหนียง
“จูเก่อในหมู่สตรีอะไรกัน ข้าเองไม่มีความปรารถนาอย่างอื่น เพียงหวังว่าวันหน้าทุกคนไม่ต้องอดอยากเหมือนทุกวันนี้เท่านั้น” เมื่อท้องไม่ต้องทนหิวโหยก็จะสามารถไล่ตามสิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญได้
เย่อวี๋หรานไม่หวังให้ชั่วชีวิตของนางถูกกักขังเอาไว้ในท้องนา ไม่มีโอกาสเสพสุขอันใดก็ต้องปิดตาลงเสียแล้ว
ผู้อื่นย้อนยุคมาล้วนแต่ ‘เก็บ’ ได้ทั้งชีวิต ทว่านางไม่เพียงแก่ลงหลายปีเท่านั้น แต่ยังมีชีวิตลำบากกว่าเดิม ถ้าไม่รีบแก้ไขให้ดีขึ้น ให้ตนเองได้ใช้บั้นปลายอย่างสงบสุข ก็เท่ากับว่านางใช้ชีวิตมาเสียเปล่าแล้วน่ะสิ?
เมื่อกล่าวแผนการใหญ่โตเช่นนั้นออกไป เย่อวี๋หรานก็รู้สึกว่าภาระบนบ่าหนักหนากว่าเดิมนัก
พูดปากเปล่าใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ถ้าสัญญาไปแล้วทำไม่ได้ นางคงมีแต่ต้องถูกประณามสถานเดียว