ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 295 เบื้องหลังความเห็นอกเห็นใจ
บทที่ 295 เบื้องหลังความเห็นอกเห็นใจ
คนอื่นกลับมากันหมดแล้ว แต่แม่สามียังคงไม่กลับมา หลี่ซื่อนึกกังขา จึงเดินไปรอบเรือนอยู่เป็นระยะ คอยชะเง้อคอมองหา
“พี่สะใภ้สี่ ท่านไม่ต้องดูแล้ว เดี๋ยวถึงเวลาท่านแม่ก็คงจะกลับมาเองนั่นแหละ ถ้าท่านแม่ยังไม่กลับ ท่านมองหาไปก็ไร้ประโยชน์” จูปาเม่ยออกมาเทน้ำ ครั้นเห็นใครบางคนกำลังเดินไปเดินมาก็ยิ้มอย่างจนใจ
นางเป็นลูกสาวของท่านแม่แท้ ๆ เหตุใดจึงกลายเป็นว่าพี่สะใภ้สี่ยังใกล้ชิดกับท่านแม่กว่านางเสียอีกล่ะนี่?
จะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ พี่สะใภ้สี่ก็ชอบไปเสวนากับท่านแม่
คงเป็นเพราะเพิ่งไปฟังข่าวซุบซิบจากใครมา ยามนี้อยากมาเล่าต่อให้มารดาของนางฟัง จึงคอยท่าอยู่เช่นนี้เป็นแน่
“ข้าร้อนใจนี่นา คนอื่นกลับมากันหมดแล้ว ทำไมท่านแม่ยังไม่กลับมาเสียที?” หลี่ซื่อกล่าวโดยไม่ได้คิดอะไรมาก “ข้ากลัวว่าท่านแม่จะไปเจอเรื่องอะไรเข้าจึงกลับมาช้า”
“ท่านแม่จะมีเรื่องได้อย่างไร? ทั่วทั้งหมู่บ้านสกุลจูไม่มีใครกล้าล่วงเกินท่านแม่หรอก” จูปาเม่ยกล่าว “คนเขาก็บอกแล้วนี่นาว่าตอนที่พวกเขาจากมา ท่านแม่ยังคุยกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส จะคุยกันจนถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าท่านไม่มีอะไรทำก็ไปดูเรือนหลังใหม่ข้าง ๆ นี่เถอะ สร้างจวนจะเสร็จแล้ว ไม่มีใครคอยดูแล ทุกคนก็ไม่วางใจ”
“ท่านแม่บอกข้าแล้ว ข้ารู้แล้ว เพิ่งไปดูมานี่เอง” หลี่ซื่อกล่าว “อีกอย่าง พี่สี่ของเจ้าก็อยู่ทางนั้น ไม่มีอะไรหรอก”
ขณะกำลังพูดกันอยู่ เงาร่างของเย่อวี๋หรานก็ปรากฏขึ้นตรงปลายทางสายน้อยซึ่งเชื่อมต่อกับหมู่บ้าน
“นั่น ท่านแม่กลับมาแล้ว!” รอยยิ้มเกลื่อนใบหน้าหลี่ซื่อ นางพูดกับจูปาเม่ยเสร็จก็รุดออกไปรับหน้าทันที
จูปาเม่ยที่ถืออ่างไม้อยู่ในมือยื่นศีรษะออกไปมองเล็กน้อย ทว่าไม่รอให้นางลังเลว่าควรออกไปดีหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงซานเป่าและซื่อเป่าดังมาจากในห้อง
เด็กน้อยทั้งสองร้องเสียงอ้อแอ้ ยังพูดได้ไม่ชัดนัก “กู…”
“กู…”
ตกลงแล้วร้องเรียก “กูกู” (อาหญิง) หรือเลียนแบบเสียงร้องไก่ตัวผู้ว่า “กูกู” จูปาเม่ยก็ไม่อาจบอกกล่าวได้ชัดเจน [1]
อย่างไรเสีย พอได้ยินเสียงนี้ นางก็ทราบว่าเรียกหาตนเองแล้ว
จูปาเม่ยรีบวางอ่างไม้ลงแล้วกลับเข้าไปกล่อมพวกเด็ก ๆ
“มาแล้ว ๆ ซานเป่ากับซื่อเป่าเป็นอะไรไป?”
หลินซื่อเม่ยขานรับจากในห้องแล้วเล่าว่า “ทะเลาะกันแล้ว ซานเป่าจะแย่งของเล่นของซื่อเป่า ซื่อเป่าไม่ให้ เด็กสองคนนี้ก็ทะเลาะกันเสียแล้ว…”
ระหว่างที่หลินซื่อเม่ยพูด จูปาเม่ยก็เดินเข้ามาในห้อง จึงเห็นว่าเด็กน้อยทั้งสองกำลังยื้อแย่งตุ๊กตาไม้รูปกระต่ายตัวหนึ่ง ไม่มีใครยอมปล่อยมือ
“กู…”
“กู…”
ซานเป่าชี้ซื่อเป่า ซื่อเป่าชี้ซานเป่า ต่างฝ่ายต่างฟ้องร้อง สีหน้าฟึดฟัด
เอาเถอะ ในสายตาจูปาเม่ยแล้ว แทนที่จะบอกว่าโกรธเคืองกัน ไม่สู้บอกว่าน่ารักน่าชังอย่างมากคงจะเหมาะกว่า
“อุ๊บ” นางหลุดเสียงหัวเราะ “ตัวเท่านี้ก็รู้จักแย่งสิ่งของกันแล้ว? ฮ่า ๆๆๆ…พวกเขากระตือรือร้นกันจริง ๆ!”
นางเดินเข้าไปนั่งยอง ๆ ลงแล้วถามพวกเขาอย่างใจเย็นว่าเกิดอะไรขึ้น
กระต่ายไม้แบบนี้ใช่ว่ามีเพียงตัวเดียวเสียหน่อย ครั้นทราบว่าเป็นเด็กฝาแฝด เกรงว่าจะไม่ยุติธรรม ตอนที่มารดาของนางให้ช่างไม้ไฉช่วยทำของเล่นให้พวกเขา แต่ไหนมาก็มักจะให้ทำเป็นคู่
จูปาเม่ยหยิบกระต่ายไม้อีกตัวมาให้ “มา ๆๆ ตรงนี้มีอีกตัวหนึ่ง”
หากน่าเสียดายที่ซานเป่าและซื่อเป่าดื้อรั้นนัก พวกเขาส่ายศีรษะปฏิเสธ ยังคงยื้อยุดกระต่ายน้อยตัวเดิมอย่างมุ่งมั่น ไม่ว่าใครก็ไม่ยอมปล่อยมือ
“เห็นหรือยัง ข้าลองแล้ว ไม่มีประโยชน์หรอก” หลินซานเม่ยกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร พักนี้พวกเขาชอบแย่งสิ่งของกันยิ่งนัก ของหน้าตาเหมือนกันแท้ ๆ พวกเขาก็จะไปแย่งมาจากมืออีกฝ่ายให้ได้”
“เด็กน้อยก็เป็นเช่นนี้แหละ” จูปาเม่ยเอ่ย “แม่ข้าบอกว่าตอนข้ายังเล็กก็ชอบแย่งสิ่งของกับพี่เจ็ดอยู่บ่อย ๆ”
นอกเรือนนั้น หลี่ซื่อวิ่งไปถึงข้างกายเย่อวี๋หรานแล้ว
“ท่านแม่ ท่านกลับมาแล้ว!”
เย่อวี๋หรานเห็นสีหน้ายินดีปรีดาของนางก็มองมาอย่างประหลาดใจ “ทำไม? เจ้ามีเรื่องจะพูดกับข้าอีกแล้ว?”
“ไม่มีเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าแค่อยากฟังท่านพูด” หลี่ซื่อหัวเราะฮิฮิแล้วกล่าวต่อไปว่า “ท่านแม่ไม่ให้ข้าไปทางนั้นด้วยนี่นา ข้าก็อยากฟังสักหน่อยว่าตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“คนที่กลับมาก่อนหน้านี้ไม่ได้เล่าให้เจ้าฟัง?” เย่อวี๋หรานแสดงออกว่าไม่เชื่ออย่างชัดเจน “ด้วยนิสัยของเจ้าจะต้องอดไม่ไหวแน่นอน ทันทีที่มีคนกลับมา เจ้าก็คงไปคุยกับคนเขาแล้ว ยังจะรอข้ากลับมาเล่าอีกหรือ?”
“นั่นไม่เหมือนกันนี่นา” หลี่ซื่อกล่าว “อันนั้นพวกเขาเป็นคนพูด จะเหมือนกับที่ท่านแม่พูดเองได้อย่างไร? ข้าอยากฟังท่านแม่เล่าเจ้าค่ะ”
สำหรับนิสัยชอบเรื่องซุบซิบของนาง เย่อวี๋หรานจนใจยิ่งนัก เดินตรงกลับเรือนพลางเอ่ยว่า “เจ้าไปดูเรือนหลังใหม่มาหรือยัง? ข้าไม่มีเวลามากำกับดูแล จึงให้เจ้าคอยจับตามอง เจ้าอย่าเอาแต่คุยเรื่องชาวบ้านจนลืมเรื่องสำคัญของข้าเชียวนะ”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ? ท่านแม่ ท่านวางใจได้ ข้าเพิ่งไปดูมาเจ้าค่ะ อีกอย่างเหล่าซื่อก็คอยดูอยู่ทางนั้น ไม่มีปัญหาแน่นอน” หลี่ซื่อยิ้มพลางสอบถามเย่อวี๋หรานต่อไปว่าสรุปแล้วเกิดอะไรขึ้น
วิธีที่เย่อวี๋หรานบรรยายย่อมต่างจากคนอื่นอยู่แล้ว
คนอื่นเล่าเพียงสิ่งที่พวกเขาได้เห็น เป็นสิ่งที่เห็นจากภายนอก
เป็นต้นว่าตอนที่พวกเขาไปถึง ลูกชายสองคนของหลี่ต้าเหนียงรังแกจูซิงวั่งจนมีสภาพไหน ครอบครัวจูซิงวั่งถูกตีหนักหน่วงเพียงใด ชวนให้คนเห็นอกเห็นใจยิ่งนัก
พูดไปพูดมาก็ได้ยินเพียงเรื่องสนุก อย่างอื่นก็ไม่มีอีกแล้ว
แต่เย่อวี๋หรานกลับเล่าไม่เหมือนกัน
“ยังจะทำอย่างไรได้ หลี่ต้าเหนียงผู้นั้นย่อมต้องส่งให้หมู่บ้านสกุลหลี่ทางนั้นไปจัดการกันเองอยู่แล้ว”
“ทำไมท่านแม่ถึงไม่ยุ่งเรื่องนี้ล่ะเจ้าคะ?” หลี่ซื่อค่อนข้างประหลาดใจ “ข้ายังนึกว่าท่านแม่ไปเพื่อสั่งสอนนางสักยกเสียอีก เมียซิงวั่งทำการค้ากับพวกเราอยู่ดี ๆ นางมาโวยวายเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการขัดขวางการค้าของพวกเราน่ะสิเจ้าคะ?”
ไม่ได้มีเพียงครอบครัวจูซิงวั่งที่เสียเวลาค้าขายไปหนึ่งวัน พวกเขาเองก็เสียการเสียงานไปหนึ่งวัน แล้วยังจะมาซื้อของจากสกุลจูอีกหรือ?
หากครอบครัวจูซิงวั่งไม่มา ก็เท่ากับว่านางขาดรายได้ตรงส่วนนี้ไปน่ะสิ?
หลี่ซื่อถือสาเรื่องนี้มากทีเดียว
“ข้าจะไปยุ่งทำไม? เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของสองหมู่บ้านล้วนอยู่ที่นั่น ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง ฐานะไม่ชอบธรรม คำพูดก็ไร้น้ำหนัก[2] จะเข้าไปยุ่งทำไม?” เย่อวี๋หรานมองนางแล้วพูดว่า “เรื่องบางอย่างไม่สมควรยุ่งก็อย่าเข้าไปยุ่ง เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจเจ้าค่ะ ก็เหมือนกับ…” ครั้นเข้าประตูเรือนมาแล้ว หลี่ซื่อทราบว่าหลินซื่อไม่อยู่ แต่ก็ยังมองไปรอบด้านอย่างระมัดระวังและกล่าวเสียงเบา “เรื่องที่หมู่บ้านสกุลหลิว ท่านแม่พูดว่าไม่ยุ่งก็คือไม่ยุ่ง หลักการเดียวกัน”
“เข้าใจก็ดีแล้ว พูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็มีเรื่องจะพูดกับเจ้าจริง ๆ นั่นแหละ” เย่อวี๋หรานหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมองหลี่ซื่อ “ได้ยินเรื่องนี้มาสักพักแล้ว เจ้ารู้สึกอะไรบ้างหรือไม่?”
หลี่ซื่อฉงนสนเท่ห์พลางส่ายหน้า
“เจ้าเห็นใจครอบครัวจูซิงวั่งหรือไม่?”
หลี่ซื่อพยักหน้า
“เช่นนั้นปัญหาของครอบครัวจูซิงวั่งสะสางแล้วหรือยัง?”
หลี่ซื่อครุ่นคิดแล้วจึงตอบว่า “คงจะสะสางแล้วกระมัง ผู้อาวุโสกับเจ้าหน้าที่ของสองหมู่บ้านถึงขั้นออกหน้าด้วยตนเองแล้ว หลี่ต้าเหนียงผู้นั้นคงไม่กล้ามาสร้างความวุ่นวายอีกแน่นอน ถ้านางมาอีกก็จะเป็นการตบหน้าผู้อาวุโสกับเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านสกุลหลี่”
ต่อให้โง่กว่านี้ หลี่ซื่อก็ทราบว่าถ้าตบหน้าผู้อาวุโสกับเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้าน วันหน้าก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ในหมู่บ้านอย่างราบรื่น
ไม่เห็นหรือไรว่าทั้งมารดาและแม่สามีของนาง ปกติพึงมีมารยาทต่อเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านอย่างไรก็ทำเช่นนั้น?
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อสานสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านแล้ว แม่สามียังมักให้พวกนางเป็นฝ่ายเข้าหาทางนั้นก่อน ส่งสิ่งของไปให้บ่อยครั้ง ผูกมิตรไมตรีต่อกัน
แม้จะเป็นสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ หาได้มีค่าอะไร แต่ก็นับว่ากระชับความสัมพันธ์ได้แล้ว
พวกเขาต่างอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ได้พบหน้ากันอยู่เป็นประจำ สองบ้านยังไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ ในอนาคตหากมีเรื่องเกิดขึ้น ยังจะไม่คำนึงถึงน้ำใจตรงนี้ได้อีกหรือ?
ย่อมต้องคิดถึงน้ำใจเก่าก่อนอยู่แล้ว
[1] กูกู ทั้งสองเป็นคำพ้องเสียง กูกู 姑姑 คำแรกหมายถึง อาหรือป้า (น้องสาวหรือพี่สาวของพ่อ) ส่วนกูกู 咕咕 คำหลัง หมายถึง เสียงไก่ขัน
[2] ฐานะไม่ชอบธรรม คำพูดก็ไร้น้ำหนัก 名不正,言不顺 เป็นแนวคิดของสำนักขงจื๊อ หมายความว่า การกระทำสิ่งใดก็ตามต้องดูด้วยว่าตนเองมีตำแหน่งฐานะอะไร ถ้าเรื่องนั้นไม่อยู่ในขอบเขตที่ฐานะของตนเองจะกระทำได้ย่อมไม่สำเร็จ จะกลายเป็นการไม่ชอบด้วยเหตุผล