ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 297 ความทะเยอทะยานของอาจารย์เสิน
บทที่ 297 ความทะเยอทะยานของอาจารย์เสิน
“ไม่ใหญ่ไปหรอก แต่นั่นเพียงทำเสร็จไปครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือยังต้องให้พวกเจ้าช่วยอยู่” เย่อวี๋หรานเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มพราย “ถึงตอนนั้นเก้าอี้นี้ก็จะรองด้วยใยฝ้ายนุ่ม ๆ อีกที ก็เหมือนกับคลุมทับด้วยผ้าห่มนั่นแหละ ของพวกนั้นค่อนข้างกินพื้นที่ เดี๋ยวเก้าอี้ก็เล็กลงเอง”
“หา?!” หลี่ซื่อเบิกตากว้าง “ท่านแม่ ท่านจะเอาผ้าห่มมาคลุมทับเก้าอี้หรือเจ้าคะ?! นี่จะแปลกเกินไปแล้วกระมัง?!”
“นั่นน่ะสิ ท่านแม่ แปลกเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ใครเขาทำกันแบบนี้บ้าง?” หลินซื่อส่ายหน้ารัว ๆ “ไม่ได้การ ท่านแม่ ถ้าทำแบบนี้แล้วคนอื่นรู้เข้าจะต้องเอาไปนินทากันสนุกปากแน่นอน”
“คนอื่นจะนินทาหรือไม่นินทาก็เป็นเรื่องของพวกเขา ถึงตอนนั้นพอข้าทำเสร็จแล้ว พวกเจ้ามาลองนั่งดูก็จะรู้ข้อดีของมันเอง” เย่อวี๋หรานยิ้มอย่างมีเลศนัย “อีกอย่าง ข้าวางไว้ท้ายเรือน ไม่ได้วางไว้หน้าเรือน ขอเพียงพวกเจ้าไม่พูด คนอื่นก็ไม่เห็นหรอก”
ลูกสะใภ้ทั้งหลาย “…”
ดูเหมือนท่านแม่จะเปลี่ยนไปเอาแต่ใจเสียแล้ว ทำอย่างไรดี?
เปลี่ยนไปได้อย่างไรนะ?
สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยไปเช่นนั้น
การตัดสินใจของเย่อวี๋หรานมีใครกล้าค้านด้วยงั้นหรือ?
เรือนที่สร้างเสร็จใหม่ต้องปล่อยให้ระบายกลิ่นอยู่สักพัก เย่อวี๋หรานไม่ได้รีบร้อนจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้นบ้านใหม่ หากรอให้จูเหล่าโถวและพวกจูต้าทำงานในนาเสร็จเรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยเริ่มเตรียมการ
งานมงคลที่สำคัญของครอบครัวเช่นนี้ นอกจากต้องแจ้งแก่ญาติมิตรทั้งหลายแล้ว แน่นอนว่าย่อมจะขาดจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าที่ไปร่ำเรียนในตำบลไปไม่ได้เช่นกัน
ขณะนั้น จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าปรับตัวเข้ากับชีวิตในสำนักศึกษาได้เป็นอย่างดีแล้ว
ในฐานะเด็กเทพที่ค่อนข้างสมองช้า จูชีอาศัยความสามารถที่แท้จริงเอาชนะลูกศิษย์ทั้งสำนักศึกษาได้อย่างราบคาบ
ถูกต้อง เขาไม่ได้มีสมองที่ปราดเปรียวนัก แต่เขาสามารถจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้อื่นพูดได้
นอกจากโจทย์พลิกแพลงที่ต้องใช้สมองไปขบคิด ขอเพียงเป็นสิ่งที่เขาเคยท่องมาก่อน ไม่มีโจทย์ไหนที่เขาทำไม่ได้
อาจารย์เสินก็รวบรัดยิ่งนัก หลังจากตระหนักถึงจุดนี้ก็ไม่ได้เน้นฝึกฝนจูชีในด้านนี้อีก แต่เรียบเรียงโจทย์การสอบถงซื่อในอดีตมาให้จูชี ‘ท่องจำ’
ใครบ้างจะท่องไม่เป็น ความสามารถด้านนี้ของจูชีนับว่าเป็นเลิศ เพียงไม่กี่วันก็สามารถท่องจำได้โดยไม่ตกหล่น
จูชีไม่ถนัดด้านการวิพากษ์นโยบายปกครองและคัมภีร์โบราณ อาจารย์เสินก็หาได้ถอดใจ เขาให้จูชีทดลองเขียนความเรียงบางหัวข้อ ขณะเดียวกันก็เรียบเรียงโจทย์ที่เคยออกสอบในอดีตมาให้จูชีท่องอีกด้วย
อวี้เสวียหลิน ผู้ตรวจราชการซึ่งเป็นสหายสนิทของอาจารย์เสินมาสืบราชการนอกเครื่องแบบได้แวะมาเยือนที่สำนักศึกษา ครั้นได้ยินเรื่องราวของจูชีก็เงียบไปอย่างครุ่นคิด “ที่จริงแล้ว ข้ากลับคิดว่าจูซุ่นเต๋อผู้นี้ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเลยเสียทีเดียว”
“หมายความว่าอย่างไร?” ขณะนั้นอาจารย์เสินยังคิดตามไม่ทัน จึงเอ่ยถามอย่างกังขา
อวี้เสวียหลินมองมาทางเขาแล้วกล่าวว่า “เจ้าเคยเข้าร่วมการสอบถงซื่อมาก่อน การสอบถงซื่อมีเนื้อหาอะไรบ้าง เจ้าเองก็กระจ่างใจดี แม้ว่าลูกศิษย์ผู้นี้อาศัยการท่องจำอย่างเดียว ไม่อาจไปได้ไกลมากนัก แต่ถ้าต้องการเป็นเพียงถงเซิงหรือซิ่วไฉย่อมสามารถทำได้ ไม่มีปัญหา เจ้าลืมไปแล้วหรือ ปีนั้นที่พวกเราสอบถงเซิงก็เน้น ‘ท่องจำ’ เสียเป็นส่วนใหญ่?”
“ถงเซิงยังพอว่า แต่ซิ่วไฉนี่ เจ้าหมายความว่าจะให้เขา ‘ท่องจำ’ เอางั้นหรือ?” อาจารย์เสินถามย้ำ
เนื้อหาการสอบถงเซิงมีอะไรบ้าง เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร?
ลูกชายของเขา รวมถึงลูกศิษย์หลายคนที่กำลังเตรียมสอบถงเซิงในปีหน้าก็มีเขาเป็นผู้ชี้แนะมาตลอด การสอบถงเซิงมีขอบเขตเนื้อหาอย่างไรบ้าง เขารู้กระจ่างแจ้งทีเดียว
เขาเองก็เป็นเพราะต้องการให้จูชีเข้าร่วมการสอบถงซื่อ จึงย้ายจูชีไปอยู่กลุ่มเตรียมสอบ
แต่เมื่อสหายสนิทเอ่ยถึง ‘ซิ่วไฉ’ เขากลับไม่มีความมั่นใจเสียแล้ว
อวี้เสวียหลินลูบเคราของตนเองพลางเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าลูกศิษย์ผู้นี้คงจะหยุดอยู่ที่การสอบถงซื่อ คิดว่าเขาวิเคราะห์ไม่เป็น ทำโจทย์วิพากษ์นโยบายการปกครองไม่ได้ แต่ถ้าเขาได้เตรียมตัวล่วงหน้าเล่า? เจ้าลองคิดดู ตอนนั้นที่พวกเราเข้าร่วมการสอบเคอจวี่มีสนามใดบ้างที่ไม่ได้เตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ? พวกเราก็ต้องคาดเดาหัวข้อออกสอบและเก็งข้อสอบเหมือนกัน”
“แต่การเก็งข้อสอบไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าเก็งไม่ถูกด้วยซ้ำ” ครั้นพูดถึงการเก็งข้อสอบ อาจารย์เสินก็จนปัญญา
เขาสั่งสอนลูกศิษย์มานานปานนี้ ถงเซิงยังพอมีคนสอบได้ แต่ซิ่วไฉนั้นกลับยากเย็นเสียแล้ว
ใช่ว่าเขาจะไม่เคยหาวิธีเก็งข้อสอบมาก่อน แต่เขาเก็งไม่ถูกสักครั้ง
อวี้เสวียหลินส่ายหน้า “คนอื่นอาจเก็งไม่ถูก แต่เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะเก็งไม่ถูก คนอื่นเก็งไม่ถูก นั่นเป็นเพราะความสามารถในการจดจำของทุกคนมีจำกัด ไม่อาจท่องจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ จึงได้แต่เลือกจำเพียงจุดที่สำคัญ”
“แต่จูซุ่นเต๋อไม่เหมือนกัน เจ้าไม่สังเกตหรือ เขาก็เหมือนกับหอตำราเคลื่อนที่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเจ้าจึงไม่เอาข้อสอบในอดีตรวมถึงโจทย์วิพากษ์นโยบายการปกครองที่เจ้าคิดว่าอาจออกสอบทั้งหมดมาเตรียมเอาไว้ แล้วให้เขาท่องจำล่วงหน้าเสียเล่า?”
“คนอื่นจำไม่ได้ ทว่าสำหรับลูกศิษย์ผู้นี้ของเจ้าแล้ว เรียกได้ว่าพอถึงมือก็คว้าไว้ได้ทันที ไม่มีปัญหาแน่นอน”
……
การจุดประกายของสหายสนิททำให้อาจารย์เสินมองเห็นแสงสว่างรำไร ได้สติขึ้นมาในฉับพลัน
จริงด้วย จูซุ่นเต๋อมีข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวคือ ‘การท่องจำ’ ถ้าให้เขาท่องข้อสอบวิพากษ์นโยบายการปกครองที่อาจออกสอบทั้งหมดทั้งมวลเสียเล่า?
คนอื่นเก็งไม่ถูก เพราะขอบเขตข้อสอบที่เก็งได้มีจำกัด แต่ขอบเขตการท่องจำของจูซุ่นเต๋อนั้นไร้ขีดจำกัด ยังต้องกลัวว่าจะเก็งไม่ถูกอีกหรือ?
อาจารย์เสินคำนวณเวลาทันที ต่อให้ใช้เวลาวันสองวันในการท่องจำโจทย์สักข้อ ถ้าเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงเดือนสองปีหน้าก็ยังท่องได้หลายร้อยข้อแล้ว ถึงอย่างไรก็เพียงพอ
จูซุ่นเต๋อไม่จำเป็นต้องสอบเป็นจ้วงหยวน ขอเพียงได้เป็น ‘ซุนซาน’ ก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว[1]
ถึงยามนั้น สำนักศึกษาสกุลเสินของเขายังต้องกลัวว่าจะไร้ชื่อลือนามอีกหรือ?
ฉับพลันนั้น ความทะเยอทะยานพลันอุบัติขึ้นภายในส่วนลึกของจิตใจ
เขาหมดอนาคตในการสอบเคอจวี่แล้ว เป็นอาจารย์สอนหนังสือมาครึ่งค่อนชีวิต หลังจากนี้ก็คงจะเป็นต่อไป บ่มเพาะจวี่เหรินออกมาได้สักคน ถึงอย่างไรก็มีชื่อเสียงกว่าการมีลูกศิษย์เป็นซิ่วไฉอยู่นั่นเอง
และเพราะว่าอาจารย์เสินบังเกิดแรงฮึด สิ่งที่จูชีต้องเรียนรู้จึงมีมากกว่าเดิมทบเท่าทวีคูณ
นอกจากต้องทำการบ้านในห้องเรียนแล้ว เขายังต้องท่องจำ ‘ข้อมูล’ มหาศาลที่อาจารย์เสินเตรียมมาให้เป็นพิเศษโดยปรับตามความถนัดของเขา
สำหรับจูชีแล้วกลับไม่นับเป็นอย่างไร เพียงอ่านรอบเดียวก็จำได้หมดแล้ว
น่าสงสารก็แต่ต้าเป่าและเอ้อร์เป่า พวกเขาไม่ต้องการให้สิ้นเปลืองเงินของครอบครัวไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงกัดฟันเบิกตาอ่าน ต้องการจะไล่ตามให้ทันความก้าวหน้าของอาเจ็ด
สุดท้ายกลับพบว่ายิ่งร้อนใจยิ่งตามไม่ทัน เด็กน้อยทั้งสองใจร้อนจนแทบลุกเป็นไฟอยู่ครามครัน
จูซานเห็นเช่นนั้นก็เป็นห่วงยิ่งนัก จึงตรงไปหาอาจารย์เสินทันที
เมื่ออาจารย์เสินได้ยินก็นึกขึ้นมาได้ เขาลืมไปเลยว่าต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็เรียนกับจูชีด้วยเช่นกัน
“ขออภัยด้วย ข้าลืมบอกไป นั่นเป็นการบ้านที่ข้ามอบหมายเพิ่มเติมเป็นพิเศษโดยปรับตามความถนัดของจูซุ่นเต๋อ คนอื่น ๆ ไม่ต้องเรียนด้วย” อาจารย์เสินกล่าวอย่างหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “เจ้ากลับไปบอกต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าว่าให้พวกเขาเรียนเฉพาะเนื้อหาจากในคาบเรียนก็พอแล้ว เรื่องอื่นยังไม่ต้องรีบร้อน”
“อาจารย์เสิน รบกวนท่านแล้วจริง ๆ” จูซานเอ่ยขอบคุณพลางโค้งคำนับอาจารย์เสินอย่างจริงจัง “ถ้าไม่ใช่เพราะท่านมีจิตใจกว้างขวาง ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็คงไม่อาจร่ำเรียนกับจูชีที่สำนักศึกษาสกุลเสินแห่งนี้แล้ว แม้จะบอกต่อข้างนอกว่าจูชีเป็นคนสอน ที่จริงแล้วพวกข้าล้วนทราบแก่ใจดี เป็นท่านที่อะลุ่มอล่วยให้พวกข้า ขนาดนี้แล้วพวกข้ายังมารบกวนท่าน แต่ท่านก็ยังชี้แนะข้าน้อยอย่างมีน้ำอดน้ำทน ข้าน้อยขอขอบพระคุณอย่างไม่สิ้นสุด”
“เกรงใจเกินไปแล้ว ปรมาจารย์ปราชญ์ขงจื๊อกล่าวไว้ว่าการศึกษาไม่มีแบ่งแยก ข้าเพียงแต่สืบทอดปณิธานของท่านผู้เฒ่ามาเท่านั้น ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง แท้จริงแล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวต้าเป่าและเอ้อร์เป่าทั้งนั้น เป็นเพราะพวกเขาขยันหมั่นเพียรจึงได้มีความสำเร็จของวันนี้” อาจารย์เสินกล่าวอย่างลึกซึ้ง “พวกเขาเป็นต้นกล้าที่ดี ข้าเองก็ไม่หวังให้เด็กทั้งสองคนพลาดโอกาสนี้ไปเพราะมีข้าเป็นต้นเหตุ”
[1] จ้วงหยวน 状元 หมายถึง คนที่สอบเคอจวี่ได้ที่หนึ่งในการสอบเตี้ยนซื่อ (รอบหน้าพระที่นั่งหรือการสอบระดับประเทศ) ส่วน ‘ซุนซาน’ หมายถึง คนที่สอบได้ที่สุดท้ายของการสอบเซียงซื่อ (ระดับมณฑล) มาจากเรื่องราวตอนหนึ่งในตำรา 《过庭录》ที่เขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง เนื้อความโดยสรุปคือ มีชายคนหนึ่งชื่อ ซุนซาน เขาไปร่วมการสอบเซียงซื่อกับเพื่อน พอกลับบ้านเกิด บิดาของเพื่อนมาถามเขาว่า ลูกชายของตนสอบผ่านหรือไม่ ซุนซานจึงตอบอย่างอ้อมค้อมว่า “จวี่เหรินคนสุดท้ายคือข้าเอง บุตรชายท่านสอบได้หลังจากนั้น” โดย จวี่เหริน หมายถึง คนที่สอบผ่านการสอบระดับมณฑล