ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 298 รู้สึกนอนไม่ค่อยอิ่ม
บทที่ 298 รู้สึกนอนไม่ค่อยอิ่ม
สกุลจูไม่มีเงินจึงสามารถส่งเสียเรียนหนังสือได้คนเดียว อาจารย์เสินเองก็คิดว่าต้าเป่าและเอ้อร์เป่าอายุยังน้อย จะเรียนช้าไปสักปีก็ไม่กระไร
กล่าวตามตรง ตอนนั้นอาจารย์เสินเกือบจะหลุดปากบอกไปแล้วว่าให้ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ามาเรียนโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน
เด็กสองคนนี้โดดเด่นมากจริง ๆ!
มีอาเล็กที่ ‘เก่งกาจ’ เพียงนั้นอยู่ตรงหน้า แต่ความเฉลียวฉลาดใฝ่รู้ของเด็กทั้งสองก็ยังไม่ถูกความโดดเด่นของจูชีกลืนหายไป เป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมทั้งคู่
หากเปรียบกับจูชีแล้ว อาจารย์เสินฝากความหวังไว้ที่ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ามากกว่า
เขาทุ่มเทสั่งสอนจูชีเพียงนี้ นอกจากจะเป็นเพราะจูชีมีความจำเป็นเลิศแล้ว ยังมีเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ หากต้าเป่าและเอ้อร์เป่าสามารถไปได้ไกลจริง ๆ อาเล็กที่เป็นซิ่วไฉย่อมดีกว่าอาเล็กที่เป็นคนสมองทึ่มคนหนึ่งอยู่แล้ว
หากจูชีเป็นเพียงคนสมองทึ่มธรรมดาคนหนึ่ง เช่นนั้นต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่ได้คนสมองทึ่มสั่งสอนมา เมื่อเข้าสู่แวดวงขุนนางแล้วไม่เพียงจะถูกคนเยาะเย้ยถากถาง ทว่ายังจะกลายเป็น ‘รอยด่างพร้อย’ ของพวกเขาอีกด้วย
แต่ถ้าจูชีเป็นถงเซิงหรือซิ่วไฉ หรือแม้กระทั่งจวี่เหรินคนหนึ่งเล่า?
ยุคสมัยนี้ ใครจะกล้าเยาะเย้ยบัณฑิตผู้หนึ่งว่าเป็นคนสมองทึ่ม?
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บัณฑิตผู้นี้ยังสอบได้ตำแหน่งที่ทางการรับรองอีกด้วย
สุดท้ายจูชีก็ถูกมัดไว้ด้วยกันกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ขณะเดียวกันก็ผูกติดกับเรือของอาจารย์เสินลำนี้เสียแล้ว
อย่าลืมว่าอาจารย์เสินยังมี เสินกวงจี้ ลูกชายที่เรียนหนังสือได้ไม่เลวอีกคนหนึ่ง
แทนที่จะบอกว่าเสินกวงจี้มาเล่นกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ไม่สู้บอกว่าเขาเป็นสหายของจูชี
ต่อให้เป็นไปเพื่อสร้างพันธมิตรให้ลูกชายของตนเอง อาจารย์เสินก็จำเป็นต้องทุ่มเทเพื่ออาหลานสกุลจูเหล่านี้อยู่ดี
ปีนั้นเขาถูกริบตำแหน่ง หวิดจะต้องเข้าไปอยู่ในตะราง ทว่าก็เป็นสหายร่วมสำนักที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตเขาเอาไว้
เขาจึงตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าสหายร่วมสำนักที่สามารถช่วยเหลือได้สักคนมีความสำคัญเพียงใด
อาจารย์เสินไม่รู้ว่าในอนาคตสกุลจูจะเป็นอย่างไร แต่เขาเป็นอาจารย์สอนหนังสือมาหลายปี มีเพียงอาหลานสามคนของสกุลจูที่เปล่งประกายถึงเพียงนี้
ไม่มีคนอื่นอีกแล้ว เป็นได้เพียงพวกเขาเท่านั้น
…
จูซานกลับมาจากไปพบอาจารย์เสิน ก็รีบมาปลอบต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ แล้วจึงถ่ายทอดคำพูดของอาจารย์เสินต่อพวกเขา
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเงยใบหน้าเล็กขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมา ดูคล้ายไม่อยากเชื่อถืออยู่บ้าง “อาสาม ท่านไม่ได้โกหกพวกข้าใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ข้าจะโกหกพวกเจ้าทำไม? ข้าพูดความจริงทั้งนั้น อาจารย์เสินเป็นคนบอกข้าเอง” จูซานมองใบหน้าเล็กจ้อยทั้งสองที่พักนี้ซูบตอบลงอย่างเห็นได้ชัด เห็นเช่นนี้แล้วก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก เขากล่าวว่า “พวกเจ้าไม่ต้องท่องแล้ว ไปเล่นสักพักเถอะ”
เอ้อร์เป่ารู้สึกเหนื่อยอยู่บ้างจริง ๆ และอยากวางตำราในมือลงแล้ว
ทว่าก่อนที่เขาจะวางลงก็หันไปหาต้าเป่า
ต้าเป่าส่ายหน้า เขากล่าวด้วยสีหน้าแน่วแน่ว่า “อาสาม ข้ารู้ว่าท่านสงสารพวกข้า แต่ว่าอาสามขอรับ ครอบครัวของพวกเราไม่มีเงิน ท่านย่าแบกรับความกดดันใหญ่หลวงเพื่อส่งพวกข้าและอาเจ็ดมาเรียนหนังสือ”
“ท่านเองถ้าไม่ใช่เพื่อพวกข้าแล้ว ก็คงจะไม่ทิ้งงานที่บ้านมาดูแลพวกเราที่นี่”
“สถานการณ์ของอาเจ็ดค่อนข้างพิเศษ น้องรองก็ยังเล็ก มีเพียงข้าเป็นหลานชายคนโต ทุกคนในครอบครัวฝากความหวังไว้ที่ข้า ข้าไม่อาจทำตัวเกียจคร้าน”
……
แม้ว่าเอ้อร์เป่าจะอยากเล่น แต่เมื่อได้ยินต้าเป่าพูดเช่นนี้ เขาก็ส่ายหน้าเช่นกัน “อาสาม ข้าเชื่อฟังพี่ใหญ่ขอรับ”
ขอบตาของจูซานพลันร้อนผ่าว รู้สึกทั้งซาบซึ้งและปวดใจแปลบ
เมื่อก่อนเขารู้ว่าต้าเป่าฉลาดมาก รู้ความกว่าเด็กคนอื่น ๆ หลังจากมาอยู่ที่สำนักศึกษาแล้ว เด็กคนนี้ก็ยิ่งเข้าใจอะไร ๆ มากกว่าเดิม
เขาไม่รู้ว่าพวกบัณฑิตที่มาขลุกอยู่กับต้าเป่าเหล่านั้นพูดอะไรบ้าง เขาเห็นเพียงว่าต้าเป่าขยันหมั่นเพียรขึ้นทุกวัน ทุ่มเทอุทิศตนมากขึ้นทุกวัน
“ต้าเป่า เจ้ายังเล็ก เจ้าเพิ่งจะเจ็ดขวบ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนปานนั้น” จูซานหันกลับมา กลั้นน้ำตาเอาไว้ กล่าวสืบไปว่า “แล้วก็เอ้อร์เป่า เจ้าก็เหมือนกัน เจ้าเด็กกว่าต้าเป่าเสียอีก ปีนี้เจ้าเพิ่งจะสี่ขวบ คนอื่นตอนอายุเท่าเจ้ายังเล่นโคลนกันอยู่เลย”
“ข้าไม่รีบ พี่ใหญ่ทำอะไร ข้าก็ทำอันนั้น” เอ้อร์เป่าไม่ได้อยากเหนื่อยเพียงนั้นอยู่แล้ว แต่เขาติดตามต้าเป่าเป็นเงาตามตัวมาจนเคยชินเสียแล้ว ดังนั้นต้าเป่าพูดอะไร เขาก็ทำเช่นนั้น
จูซานทราบว่าแม้เอ้อร์เป่าจะฉลาด แต่ก็เชื่อฟังพี่ชายของตัวเองมากกว่า จึงเกลี้ยกล่อมต้าเป่าอีกครั้ง
ขอเพียงโน้มน้าวต้าเป่าได้ ก็เท่ากับว่าโน้มน้าวเด็กทั้งสองคนได้แล้ว
ทว่าน่าเสียดาย กล่าวกันถึงคารมปาก แม้จะเป็นจูซานที่นับว่าเฉลียวฉลาดที่สุดแล้วในหมู่พี่น้อง แต่ก็ยังเกลี้ยกล่อมหลานชายคนโตไม่สำเร็จ พูดสู้ต้าเป่าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
และแล้วเย่อวี๋หรานก็มาถึงสำนักศึกษาสกุลเสินภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เอง
เมื่อนางเข้ามาก็เห็นภาพที่จูซานซึ่งขอบตาแดงก่ำกำลังเกลี้ยกล่อมต้าเป่าและเอ้อร์เป่าว่าไม่ต้องขยันถึงเพียงนั้นพอดี
“เกิดอะไรขึ้น? เจ้าสาม ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไม่เชื่อฟังเจ้างั้นหรือ?” หลิ่วซื่อได้ยินไม่ชัดนัก ครั้นเห็นภาพนี้ก็นึกว่าต้าเป่าและเอ้อร์เป่าทำอะไรผิดมา จึงรีบก้าวออกมาทันที “พวกเขาทำอะไรผิดไปใช่ไหม? เจ้าสาม ไม่เป็นไร จะดุจะตีก็แล้วแต่เจ้า ทำผิดก็ต้องลงโทษ”
นางกล่าวพลางดึงตัวต้าเป่าและเอ้อร์เป่า บอกให้พวกเขาขอโทษจูซาน
จูซานโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน “ไม่ใช่นะ พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เป็นเพราะพวกเขาตั้งใจเรียนเกินไป ข้าสงสาร อยากให้พวกเขาพักผ่อนบ้าง”
หลิ่วซื่องงงวย “หา ตั้งใจเรียนเกินไปก็ไม่ได้หรือ? ไม่ตั้งใจเรียนแล้วจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร?”
จูซานไม่ทราบว่าควรอธิบายให้หลิ่วซื่อฟังอย่างไรดี
เย่อวี๋หรานสังเกตลักษณะของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็พอจะเข้าใจแล้ว
แม้พวกเขาจะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ผ่ายผอมลงจากคราวก่อนอย่างเห็นได้ชัด ดวงหน้าเล็กจ้อยที่เคยเปล่งปลั่งขาดความชุ่มชื้น ขอบตาดำอาจยังไม่ชัด ทว่าก็แลดูอิดโรยไม่กระฉับกระเฉง
ต้าเป่านั้นยังพอทำเนา แต่เอ้อร์เป่ากลับเห็นได้ชัดเจน
นางนึกทอดถอนใจ สั่งให้หลิ่วซื่อไปปัดกวาดห้องหับและทำอาหารให้พวกเขา แล้วจึงเรียกจูซาน ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าออกไปคุยกันข้างนอก
หลิ่วซื่อเห็นเช่นนั้นก็ทราบว่าแม่สามีคงมีอะไรจะพูด นางไม่ได้เห็นแย้งแต่อย่างใด เพียงขนของที่นำมาจากเรือนเข้าไปในห้องและเริ่มลงมือทำงาน
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเดินตามหลังจูซานมาอย่างว่าง่าย พวกเขาตามเย่อวี๋หรานไปถึงด้านนอก
เย่อวี๋หรานเลือกเวลาได้เหมาะเจาะยิ่งนัก ขณะนั้นคนอื่น ๆ ยังเรียนกันอยู่ ด้านนอกจึงปลอดคน พวกเขาสามารถพูดคุยกันได้โดยสะดวก
แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ เย่อวี๋หรานก็ยังคงมองไปรอบด้าน เมื่อยืนยันว่าไม่มีคนแล้วจึงเริ่มเอ่ยขึ้นช้า ๆ “เจ้าสาม เจ้าพูดมาว่าเกิดอะไรขึ้น”
จูซานนั้นปราศจากความลังเล รีบเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวบรัด
ขณะที่เขาพูด ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็ยืนอย่างสงบ รับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่พวกเขาไม่ได้คิดว่าตนเองทำอะไรผิดไป ก็เหมือนที่มารดาของพวกเขาว่าไว้ หากไม่ตั้งใจเรียนแล้วจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร?
พวกเขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อจะได้ไม่ผิดต่อความหวังของคนในครอบครัว
ดังนั้นท่านย่าคงไม่ตื่นตูมเหมือนอาสาม แต่จะต้องชมเชยพวกเขาแน่นอน
เย่อวี๋หรานฟังจบแล้วก็ไม่รีบร้อนแสดงความเห็นของตัวเอง นางมองไปทางต้าเป่าและเอ้อร์เป่า “พวกเจ้าสองคนมีอะไรจะพูดหรือไม่?”
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเงยหน้ายืดอก ยืนตัวตรงแน่วกว่าเดิม “ไม่มีขอรับ”
“เอ้อร์เป่า เจ้าเหนื่อยหรือไม่?” เย่อวี๋หรานไม่ได้มองต้าเป่าอีก แต่มองไปทางเอ้อร์เป่า
เอ้อร์เป่าตะลึงไปเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าจะถามเขาเสียก่อน เด็กน้อยมองพี่ชายอย่างลังเล
“ไม่ต้องมองพี่เจ้า เจ้าพูดมา” เย่อวี๋หรานกล่าว “ห้ามโกหก ต้องพูดความจริง”
เอ้อร์เป่าคิดสักครู่จึงพูดว่า “รู้สึกนอนไม่ค่อยอิ่มขอรับ”