ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 299 ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าถูกอบรม
บทที่ 299 ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าถูกอบรม
“แล้วเจ้าล่ะ ต้าเป่า เจ้าหลับเต็มอิ่มหรือไม่?” เย่อวี๋หรานถาม
ครั้นได้ยินว่าถามตนเอง ต้าเป่าจึงตอบกลับทันควัน “ท่านย่า ข้าไม่กลัว รอจนถึงวันที่ข้าประสบความสำเร็จ ข้าก็สามารถนอนหลับได้แล้ว”
และเพื่อให้ความเชื่อของตนเองมีน้ำหนักมากขึ้น ต้าเป่ายังเสริมท้ายด้วยบทกวีท่อนหนึ่ง “วัยเยาว์ไม่ขยัน ครั้นแก่เฒ่าต้องตรอมตรม”
“ข้ากลัวก็แต่เจ้าไม่ทันถึงคราวแก่ ข้ากับแม่เจ้าก็ต้องเป็นคนผมขาวส่งคนผมดำ ต้องตรอมตรมก่อนเสียแล้ว” เย่อวี๋หรานแย้งกลับ
ต้าเป่าตกตะลึงและออกจะไม่เห็นด้วย “ท่านย่า ท่านพูดอะไรขอรับ?!”
“ความขยันหมั่นเพียรเป็นเรื่องดี แต่การขยันจนเกินไปกลับไม่ใช่เรื่องดี”
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเบิกตากว้าง “ทำไมขยันก็ผิดล่ะขอรับ? ท่านย่า ข้าผิดตรงไหน?”
“เจ้าผิดตรงที่ขยันเกินไป” เย่อวี๋หรานรีบพูดขึ้นมาก่อน ไม่รอให้ต้าเป่าแย้งอย่างไม่ยินยอม “ข้าถามเจ้าหน่อย เจ้าขยันขนาดนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือ? เจ้าต้องเหนื่อยอยู่แล้วสิ ถ้าเจ้าไม่เหนื่อย เจ้าก็ลองดูเอ้อร์เป่า ขอบตาดำชัดขนาดนั้น ถ้าไม่เหนื่อยแล้วยังจะเป็นอะไร?”
“ตอนนี้พวกเจ้าโตสักเท่าไหร่กันเชียว อยู่ในวัยกำลังโต ไม่ดูแลสุขภาพให้ดี รู้จักแต่บากบั่นเล่าเรียน เช่นนี้คือได้ไม่คุ้มเสีย เก็บได้เมล็ดงาแต่ทำแตงโมหลุดมือ[1]”
“สุขภาพดีจึงจะเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าสุขภาพไม่ดีเสียแล้ว เจ้ายังจะเอาอะไรไปขยันเรียนและไปต่อสู้?”
ครั้นกล่าวถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานก็คาดคั้นถามต้าเป่าและเอ้อร์เป่า “ตอนนี้พวกเจ้ายังคิดว่าตนเองไม่ผิดอยู่ไหม?”
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าอ้าปากเตรียมแย้ง แต่สุดท้ายกลับพูดไม่ออก
“นี่คือความผิดประการแรก พวกเจ้ายังมีความผิดประการที่สองอยู่อีก” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้อสองก็คือพวกเจ้าขยันเกินไปแล้ว ขยันจนไม่ใส่ใจสุขภาพของตัวเอง ถ้าร่างกายของพวกเจ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ข้ากับแม่เจ้าก็คงจะไม่สบายใจแน่นอน ถึงตอนนั้นคนที่ต้องเป็นทุกข์ก็คือพวกเราที่เป็นคนในครอบครัวไม่ใช่หรือ?”
ดวงตาของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าพลันแดงก่ำขึ้นมา
เย่อวี๋หรานทราบว่าน้ำเสียงของตนเองเข้มงวดเกินไปแล้ว ได้แต่นึกทอดถอนใจแล้วรวบร่างเล็ก ๆ ของพวกเขาเข้าสู่อ้อมอก
“ถ้าพวกเจ้ามีความผิดสามส่วน อีกเจ็ดส่วนก็คือความผิดของข้า ข้าไม่ได้ดูแลพวกเจ้าให้ดีเอง”
“ท่านย่า ไม่ขอรับ” ต้าเป่าทุกข์ใจ รีบเอ่ยว่า “ข้าสำนึกผิดแล้ว จริง ๆ นะขอรับ ข้าสำนึกผิดแล้ว ต่อไปข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
เย่อวี๋หรานลูบศีรษะของเขาพลางกล่าวว่า “ย่าไม่เคยมองว่าพวกเจ้าเป็นเด็ก มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในบ้านก็มักจะพูดขึ้นมาต่อหน้าพวกเจ้าเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นพวกเจ้าจึงได้ยินเรื่องราวหลายอย่าง และคิดว่าตนเองควรตั้งใจเรียนให้มาก”
“แต่ย่าลืมบอกพวกเจ้าไปว่าพวกเจ้ายังเป็นเด็กน้อย พวกเจ้าควรทำเรื่องที่พึงทำในวัยเด็ก ส่วนเรื่องราวในบ้านย่อมมีผู้ใหญ่อย่างพวกข้าเป็นคนจัดการ”
“ตอนนี้พวกเจ้ามีหน้าที่เติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง เพราะไม่มีสิ่งใดจะล้ำค่าไปกว่าสุขภาพของพวกเจ้าอีกแล้ว รอจนพวกเจ้าเติบใหญ่แล้วก็ค่อยรับภาระหนักอึ้งไปจากมือของพวกข้า”
“ขอโทษด้วย ย่าขอโทษพวกเจ้า วันหน้าย่าจะไม่กดดันให้พวกเจ้าเรียนหนังสืออีกแล้ว ใครหน้าไหนในบ้านกล้าบังคับให้พวกเจ้าตั้งใจเรียน ย่าก็จะสู้ตายกับคนผู้นั้น”
……
บางทีต้าเป่าและเอ้อร์เป่าอาจไม่ได้เข้าใจไปเสียทั้งหมด แต่พวกเขาเข้าใจเรื่องหนึ่งคือ ท่านย่าปวดใจที่พวกเขาตั้งใจเรียนเกินไป ไม่ปรารถนาให้พวกเขาต้องลำบากถึงปานนั้น
“ท่านย่า ข้าสำนึกผิดแล้วขอรับ ต่อไปข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” ต้าเป่าเอ่ยกลั้วเสียงสะอื้น “ข้าจะกินข้าวให้ดี ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ โตเป็นผู้ใหญ่อย่างแข็งแรง”
ต้าเป่าโตกว่าเอ้อร์เป่าเล็กน้อย จึงเข้าใจอะไร ๆ มากกว่า
ภายในสำนักศึกษาสกุลเสินแห่งนี้มีลูกศิษย์ที่ยากจนค่อนข้างมาก ต้าเป่ามักขลุกอยู่ในหอพัก ผู้ที่คลุกคลีด้วยมากที่สุดก็คือคนกลุ่มนี้
เขามักได้ยินพวกพี่ชายเหล่านี้พร่ำพูดว่า “ครอบครัวข้าจนยิ่งนัก ทุบหม้อเอาเศษเหล็กไปขาย[2] ส่งเสียข้าร่ำเรียน ถ้าข้าไม่ตั้งใจเรียนให้ดีก็เท่ากับว่าผิดต่อพวกเขา”
“ข้าก็เหมือนกัน แม่ข้าขายพี่สาวเพื่อเอาเงินมาส่งข้าเรียน”
“ส่วนบ้านข้า…”
แม้สกุลจูยังไม่ถึงขั้นต้องทุบหม้อเอาเศษเหล็กไปขาย หรือขายพี่น้องเพื่อเอาเงินมาส่งเสีย ทว่าตั้งแต่ต้าเป่าจำความได้ก็ทราบว่าครอบครัวยากจนเพียงใด
การกินไม่อิ่มท้องเป็นเรื่องที่พบได้เป็นประจำ
ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวไม่มีเงิน ก็คงไม่ถึงกับจ่ายค่าเล่าเรียนของจูชีได้เพียงคนเดียว และให้พวกเขาสองคนบากหน้ามา ‘ขอเรียน’ ด้วยแล้ว
ครั้นได้ยินมากเข้า ต้าเป่าก็ลอบสาบานในใจ ข้าเองก็ต้องพยายามให้มาก ไม่อาจผิดต่อคนในครอบครัว!
คงเป็นเพราะช่วงนี้เหน็ดเหนื่อยเกินไป เมื่อร้องไห้ไปยกหนึ่ง ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็เกาะขาเย่อวี๋หรานนอนหลับไปทั้งอย่างนั้น
นางมองใบหน้าซูบผอมของเด็กน้อยทั้งสอง โดยเฉพาะดวงตาที่มีรอยคล้ำและหยดน้ำตาเกาะพราวของพวกเขาแล้วก็ยิ่งเสียดแทงจิตใจยิ่งนัก พาให้นางทั้งปลื้มปีติและเวทนาสงสารในคราเดียวกัน
เด็กน้อยที่รู้ความปานนี้ ตัวไม่เท่าไหร่ก็รู้จักบังคับให้ตัวเองตั้งหน้าตั้งตาเรียนเสียแล้ว?
นางอุ้มเด็กคนหนึ่งไว้และให้จูซานช่วยอุ้มอีกคน ก่อนจะส่งพวกเขากลับไปในห้องพัก
หลิ่วซื่อกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น เมื่อเห็นพวกเขาอุ้มลูกเข้ามาก็เบามือเบาเท้า
ครั้นเห็นสายตาเป็นกังวลของหลิ่วซื่อ เย่อวี๋หรานจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่เป็นไร ร้องไห้นิดหน่อยก็ดีขึ้นเอง ช่วงนี้พวกเขาเหนื่อยเกินไปแล้ว”
จากนั้นก็ปล่อยให้จูซานอุ้มเด็กไปนอนบนเตียง แล้วเรียกหลิ่วซื่อออกไปคุยด้วย
“…เรื่องก็เป็นอย่างนี้ รอจนพวกเขาตื่นขึ้นมา เจ้าก็ไม่ต้องไปบ่น ควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น เรื่องทางนี้ของพวกเขา ข้าจะไปจัดการเอง”
หลิ่วซื่อฟังแล้วก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก แต่นางเชื่อในความสามารถของแม่สามี ถ้าแม้แต่แม่สามียังจัดการไม่ไหว แล้วนางยังจะทำอย่างไรได้?
“ท่านแม่ ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะ เรื่องนี้ก็ยกให้ข้าจัดการ เจ้าไม่ต้องสอดมือแล้ว ตอนนี้เพิ่งสร้างเรือนใหม่เสร็จพอดี พวกเขาจะได้กลับไปสักหลายวัน เจ้าก็ใช้โอกาสนี้ทำของอร่อยให้พวกเขากินเยอะ ๆ เพื่อบำรุงร่างกาย”
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว ท่านแม่”
คาดว่าใกล้จะได้เวลาเลิกเรียนแล้ว เย่อวี๋หรานจึงเรียกจูซานหิ้วข้าวของไปพบเสินต้าเหนียง
เมื่อเสินต้าเหนียงได้ยินว่ามีเรื่องมงคลเช่นนี้ย่อมดีใจแทนเย่อวี๋หรานเป็นธรรมดา ไม่พูดพร่ำก็เอ่ยว่า “ต้องกลับไปสิ นี่เป็นเรื่องดีงามแท้ ๆ เชียว ต้องให้พวกเด็ก ๆ กลับไปร่วมบรรยากาศงานมงคลด้วยอยู่แล้ว”
เย่อวี๋หรานออกจะเกรงใจอยู่บ้าง นางกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้บากหน้ามาขอให้ท่านช่วยละเว้นค่าเล่าเรียนให้ คิดไม่ถึงว่าโชคดีจะมาเยือนไวปานนั้น สูตรชาดที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษไปต้องตาคนอื่นเข้าพอดี จึงแลกเงินก้อนใหญ่มาได้ในคราวเดียว เดิมทียังคิดอยู่ว่าควรเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าดีหรือไม่ แต่มาคิดดูอีกที สมาชิกในครอบครัวมีจำนวนมาก น้อง ๆ ของพวกเขาก็ทยอยโตกันแล้ว ถ้าไม่ปลูกเรือนใหม่ คนในครอบครัวก็คงไม่มีที่ทางจะอยู่แล้ว”
“ข้าจึงตัดสินใจอย่างหน้าไม่อายด้วยการสร้างเรือนหลังใหม่ไปก่อน เสินต้าเหนียง ท่านโปรดอภัยให้ด้วย ปีหน้าพวกข้าต้องหาวิธีเก็บหอมรอมริบมาจ่ายค่าเล่าเรียนของต้าเป่าและเอ้อร์เป่าให้ได้”
ตอนที่สร้างเรือนหลังใหม่ เย่อวี๋หรานไม่ทันได้คิด แต่ก็เหมือนกับที่นางพูดไปแล้ว เรื่องสร้างเรือนใหม่ไม่อาจล่าช้าได้อีกต่อไป ไม่อย่างนั้นก็มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งในครอบครัวมีมากกว่าเดิม
เรียนก็ต้องเรียน แต่คุณภาพชีวิตของครอบครัวก็ไม่อาจถดถอยได้เช่นกัน
ไม่กลัวว่าจะได้น้อย กลัวแต่จะไม่เท่าเทียม เดิมทีการส่งเด็ก ๆ มาเล่าเรียนก็ค่อนข้าง ‘ไม่ยุติธรรม’ อยู่แล้ว ถ้าคุณภาพชีวิตยังตกต่ำลงไปอีกจะต้องมีคนไม่พอใจแน่นอน
แต่เมื่อสร้างเรือนใหม่แล้วก็ไม่เหมือนเดิมอีก ประการแรกคือไม่กระทบต่อการเข้าศึกษาในปีหน้าของต้าเป่าและเอ้อร์เป่า เย่อวี๋หรานไม่เชื่อว่าภายในหนึ่งปีนี้นางจะหาเงินค่าเล่าเรียนคืนมาไม่ได้
ประการที่สองคือเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้แก่คนในครอบครัว กระทั่งเรือนหลังใหม่ก็สร้างแล้ว ยังต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินเรียนหนังสืออีกงั้นหรือ?
[1] เก็บได้เมล็ดงาแต่ทำแตงโมหลุดมือ 捡了芝麻,丢了西瓜 เป็นสำนวนจีนที่ใช้บ่อย หมายถึง ให้ความสำคัญกับเรื่องรองลงมา แต่ละเลยเรื่องหลัก หรือคว้าสิ่งเล็ก ๆ ไว้ได้ แต่กลับสูญเสียสิ่งสำคัญไปแทน
[2] ทุบหม้อเอาเศษเหล็กไปขาย 砸锅卖铁 หมายถึง ยากจนข้นแค้นถึงที่สุด ไม่มีทางถอยอีกแล้ว อุปมาว่า ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีออกมาหมดแล้ว ทุ่มหมดหน้าตัก