ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 300 ของขวัญขอขมาโทษ
บทที่ 300 ของขวัญขอขมาโทษ
เสินต้าเหนียงเข้าอกเข้าใจยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินว่าสกุลจูมีลูกชายหลายคน ทุกคนล้วนแออัดกันอยู่ในเรือนหลังเดียว นำห้องนอนที่มีอยู่แต่เดิมมากั้นแบ่งเป็นสองห้องเบียดเสียดอยู่ด้วยกัน ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ทุกคนสามารถอดกลั้นได้ แต่เมื่อผ่านไปนานแล้วจะต้องเกิดความขัดแย้งตามมาแน่นอน
นางแสดงออกว่าเข้าใจดี ส่วนเรื่องค่าเล่าเรียนก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเกินไป
“ลูกชายข้าบอกว่าต้าเป่าเอ้อร์เป่าฉลาดมาก พวกเขาเรียนกับจูชีก็หาได้ตามไม่ทันเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เรียนช้าไปสักปีสองปีก็ไม่ใช่ปัญหา วาสนายามบั้นปลายยังรอเจ้าอยู่ในภายภาคหน้า จูต้าเหนียง เจ้าไม่ต้องรีบร้อน เรื่องอะไรก็ต้องค่อย ๆ เดินไปทีละก้าวทั้งนั้น ค่อยเป็นค่อยไป จะต้องได้มีวันเวลาดี ๆ แน่นอน”
“ข้ารู้สึกว่าตัวเองหน้าไม่อายเกินไป ไม่มีหน้ามาพบท่านแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว
ถ้าเสินต้าเหนียงไปได้ยินเรื่องนี้จากคนอื่นมาก่อนจะต้องรู้สึกไม่ดีแน่นอน เจ้ามีเงินสร้างเรือนหลังใหม่ แต่กลับไม่มีเงินมาส่งหลานเรียนหนังสืองั้นรึ?
ทว่ายามนี้ไม่เหมือนกัน เย่อวี๋หรานมาเยือนเพื่อชี้แจงด้วยตนเอง ทั้งยังนำของขอขมาโทษมาด้วยจำนวนไม่น้อย เสินต้าเหนียงรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ย่อมใจกว้างไปด้วย “มีหน้าไม่มีหน้าอะไรกัน ถ้าข้ายืนอยู่จุดเดียวกับเจ้า ด้านหนึ่งเป็นค่าเล่าเรียน อีกด้านเป็นเรื่องสร้างเรือนใหม่ แล้วจะไม่ตัดสินใจแบบเดียวกับเจ้าได้อย่างไร? ทุกครอบครัวล้วนไม่ง่าย ต่างคนต่างก็มีความลำบากของตัวเอง ทุกคนเข้าอกเข้าใจกันสักนิด ชีวิตก็จะผ่านไปง่ายขึ้น”
“เสินต้าเหนียง ท่านช่างเป็นคนดีจริง ๆ ไม่แปลกเลยที่อาจารย์เสินจะยอดเยี่ยมเช่นนี้ เป็นถึงอาจารย์สอนหนังสือ แค่เห็นเสินต้าเหนียงก็เข้าใจได้แล้ว” เย่อวี๋หรานรีบประจบทันที พูดได้ไหลลื่นราวกับไม่มีหมดสิ้น “มังกรให้กำเนิดมังกร หงส์ให้กำเนิดหงส์ ลูกหนูเกิดมาก็สามารถขุดหลุมได้เลย[1] มีเพียงมารดาที่มีความคิดอ่านก้าวหน้าอย่างเสินต้าเหนียงจึงสามารถสั่งสอนอาจารย์ที่เก่งกาจเหมือนอาจารย์เสินออกมาได้ เจ้าเจ็ดลูกข้าสามารถเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เสินได้ นับว่ามีวาสนาแล้ว ขอบคุณจริง ๆ…”
เดิมทีเป็นเรื่องที่ทำให้คนรู้สึกไม่ดี แต่เมื่อจัดการได้อย่างเหมาะสม กลับทำให้ได้รับความรู้สึกดี ๆ จากฝ่ายตรงข้าม
เสินต้าเหนียงยิ้มจนแก้มแทบปริ ทางหนึ่งนึกภูมิใจที่ตนเองมีลูกชายดี ๆ คนหนึ่ง ทางหนึ่งก็ชมกลับไปว่าจูต้าเหนียงก็ไม่ด้อย ลูกชายแต่ละคนล้วนกตัญญูทั้งนั้น
ก็เหมือนกับจูซาน เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งแท้ ๆ แต่กลับยินดีดูแลน้องชายและหลานชายทั้งสองคนของตนเองโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก
จูซานเป็นเช่นนี้ ยังไม่ใช่เพราะได้มารดาอย่างนางเป็นคน ‘สั่งสอน’ มาอีกหรือ?
สตรีทั้งสองคนนั่งชมเชยกันเองอยู่ตรงนั้น ทั้งยังชมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมสุข
อาจารย์เสินที่ถูกเชิญตัวมานิ่งงัน “…”
ทำไมข้ารู้สึกเหมือนตัวเองไม่จำเป็นต้องมาเลยเล่า?
รอจนเขาได้ฟังจากปากมารดาว่าเป็นเรื่องราวใด ทำทีครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ตอบตกลงเรื่อง ‘ขอลา’ แล้ว
แน่นอนว่าเขาไม่ลืมเพิ่มปริมาณ ‘บทเรียน’ ให้จูชี เพื่อให้เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ไม่เกียจคร้านหย่อนยาน
ดังนั้นเมื่อถึงคราวต้องกลับไป นอกจากของกำนัลที่เสินต้าเหนียงยัดเยียดให้มาเป็นการตอบแทนแล้ว ยังมีผ้าห่มและชุดสกปรกของพวกจูซาน และสิ่งที่มีมากที่สุดก็คือ ‘การบ้าน’ ของจูชีนั่นเอง
เย่อวี๋หรานมองม้วนตำราที่กินพื้นที่ครึ่งค่อนตะกร้า กล่าวกันตามตรงแล้ว นางประหลาดใจมากทีเดียว “เหตุใดจึงมากมายเช่นนี้?!”
“ท่านแม่ ไม่มากขอรับ นี่เป็นสิ่งที่อาจารย์สั่งเพิ่มเติมโดยปรับตามความถนัดของข้าโดยเฉพาะ ข้าอ่านวันละม้วนก็อ่านได้ถึงวันที่ต้องกลับมาพอดี” จูชีว่าง่ายยิ่งนัก อาจารย์บอกอย่างไร เขาก็ทำเช่นนั้น
“อาจารย์ของเจ้ากำหนดแผนการเรียนอะไรให้เจ้า?” เย่อวี๋หรานได้ยินจูซานพูดว่า อาจารย์เสินให้ความสำคัญกับจูชียิ่งนัก กำหนดแผนการเรียนพิเศษให้จูชี แต่เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ นางไม่ทราบกระจ่าง
จูชีก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ เขาเพียงทำตามที่อาจารย์บอก และเล่าให้ฟังตามที่อาจารย์พูดและวางแผนเอาไว้
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเรียนตามจูชีมาได้พักหนึ่งแล้ว พอจะเข้าใจอยู่บ้าง จึงคอยพูดเสริมจากข้าง ๆ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เย่อวี๋หรานมองต้าเป่าและเอ้อร์เป่าแล้วก็หมดคำจะพูด “ข้าว่าแล้วเชียว อยู่ดี ๆ พวกเจ้าจะบากบั่นเพียงนั้นไปทำไม ที่แท้พวกเจ้าก็อยากตามจูชีให้ทันนี่เอง”
แล้วจึงกวักมือเรียกพวกเขามานั่งใกล้ ๆ
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าอยากเรียนรู้จากอาเล็กของพวกเจ้า แต่ว่านะต้าเป่า เอ้อร์เป่า ข้าอยากให้พวกเจ้าจำเอาไว้ว่าสถานการณ์ของพวกเจ้าต่างจากอาเจ็ด ดังนั้นรูปแบบการเรียนที่ปรับให้เหมาะสมกับอาเจ็ดของพวกเจ้าอาจไม่เหมาะสมกับพวกเจ้าก็ได้” เย่อวี๋หรานสบตาพวกเขา กล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง “แต่ละคนต่างก็มีวิธีเรียนในแบบตัวเอง ขอเพียงหารูปแบบการเรียนที่เหมาะสมกับตัวเองพบ พวกเจ้าก็จะเดินไปได้ไกลมากขึ้น”
นางถามพวกเขาอีกว่ารูปแบบการเรียนแบบเดียวกัน เหตุใดอาเล็กของพวกเขาเรียนแล้วไม่ยากแต่อย่างใด แต่พวกเขาสองคนกลับรู้สึกว่าเหนื่อยยิ่งนัก?
“พวกเจ้าลองใคร่ครวญดู ถ้าหลังกลับไปถึงเรือนแล้วยังคิดไม่ออกว่าเป็นเพราะเหตุใดค่อยมาถามย่า”
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าผงกศีรษะอย่างรู้ความ “ขอรับ ท่านย่า”
จูชี ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูซานที่ไม่ได้กลับเรือนมานานแล้ว เมื่อกลับถึงเรือนก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนในครอบครัว
“พี่สาม ท่านกลับมาเสียที!”
“พี่สาม ท่านมาเร็วเข้า พวกข้าจะพาท่านไปดูเรือนหลังใหม่”
“เจ้าสาม ข้าบอกเจ้าไว้ตรงนี้เลยว่านาน้ำของครอบครัวเราปลูกได้ผลดียิ่งนัก อีกสักหน่อยจะพาเจ้าไปดู”
……
ทางด้านนี้ พี่น้องสกุลจูต่างตื่นเต้นยินดี บ้างอยากดึงจูซานไปดูเรือนหลังใหม่ บ้างอยากพาเขาไปดูนาน้ำและพื้นที่เพาะปลูกมันเทศ
ฟังจากคำพูดของพวกเขา เรือนใหม่หลังนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครในหมู่บ้านละแวกนี้ เป็นเรื่องดีงามเรื่องหนึ่ง นาน้ำของครอบครัวสิบวันครึ่งเดือนก็ไม่จำเป็นต้องไปหาบน้ำ วิเศษยิ่งแล้ว ส่วนมันเทศไม่จำเป็นต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ ใช้เพียงต้นกล้าก็สามารถปลูกได้เลยนั้นก็ยิ่งน่าอัศจรรย์ใจ
แม้จะกลับมาทุกครึ่งเดือนอยู่แล้ว หากแต่ละครั้งที่ได้ยินเรื่องเหล่านี้จากบรรดาพี่น้องทั้งหลาย จูซานยังคงสุขใจยิ่งนัก
นี่หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ?
หมายความว่าความเป็นอยู่ของครอบครัวค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วอย่างไรเล่า
อีกด้านหนึ่ง เหล่าลูกสะใภ้ของสกุลจูก็กำลังวุ่นวายกันอยู่ เข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่า
“นี่คือต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากระมัง? ไม่ได้เจอเสียนาน สูงขึ้นไม่น้อยเลย”
“ต้าเป่า เอ้อร์เป่า มา อาสะใภ้สี่เก็บลูกชิ้นปลาไว้ให้พวกเจ้า”
“เจ้าเจ็ด ไปเรียนอยู่ข้างนอกนั่นสนุกไหม? เจ้าถูกอาจารย์รังแกหรือเปล่า?”
……
ปกติเวลาจูชียังอยู่ก็มักจะถูกรังเกียจว่าเป็น ‘คนโง่’ แต่พอไม่ได้กลับมาพักใหญ่ กอปรกับแต่ละครั้งที่จูซานกลับมาก็มักจะ ‘โอ้อวด’ ว่าอาจารย์ชมเชยว่าจูชีเรียนเก่ง นับว่าเป็นการเพิ่มสง่าราศีให้แก่จูชีไม่น้อย
อีกทั้งคนยุคนี้ยัง ‘ให้เกียรติและยกย่อง’ บัณฑิตอย่างมากอยู่แล้ว จูชีที่เคยเป็น ‘คนสมองทึ่ม’ จึงกลายเป็นก้อนทองหยวนเป่าที่เปล่งประกายวิบวับ ชวนให้คนอยากใกล้ชิดเพื่อรับความเป็นสิริมงคล
ถึงอย่างไรจูชีก็โตแล้ว ทั้งยังมีเย่อวี๋หรานยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ลูกสะใภ้ทั้งหลายก็รู้กาลเทศะ ทราบว่าไม่สะดวกจะ ‘หยอกล้อ’ จูชี จึงบอกให้เขาท่องตำราเสียตรงนี้
แต่ล้อจูชีไม่ได้ก็ยังมีต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่ยังเล็กอยู่นี่นา?
ด้วยเหตุนี้ หลังจากยัดของกินกระบุงหนึ่งให้แล้ว หลิวซื่อ หลินซื่อ และหลิ่วซื่อก็คะยั้นคะยอให้เด็กน้อยทั้งสองท่องตำรา บอกให้พวกเขาสาธิตให้ดูว่าได้ร่ำเรียนสิ่งใดจากสำนักศึกษา
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยก็รุดมาชมดูความครึกครื้นด้วยเช่นกัน
กระทั่งจูเหล่าโถวยังเก็บอาการไม่อยู่ ยกเก้าอี้มานั่งฟังต้าเป่าและเอ้อร์เป่าท่องตำรา
แม้แทบจะไม่มีใครฟังเข้าใจ แต่จูปาเม่ยก็กล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น “อันนี้ข้าไม่เคยท่องมาก่อน คงเรียนมาจากที่สำนักศึกษาสินะ ใช่ไหม ต้าเป่า?”
ต้าเป่ายิ้มเขิน “ขอรับ อาจารย์สอนให้อาเจ็ด จากนั้นอาเจ็ดก็สอนต่อให้พวกข้า”
“อาจารย์ยังสอนอะไรให้อาเจ็ดของพวกเจ้าอีกบ้าง?”
“ยังสอนเรื่อง…”
[1] มังกรให้กำเนิดมังกร หงส์ให้กำเนิดหงส์ ลูกหนูเกิดมาก็สามารถขุดหลุมได้เลย 龙生龙,凤生凤,老鼠生崽天生会打洞 เป็นสำนวนพักท้าย หมายถึง บิดามารดาเป็นอย่างไรก็มีบุตรเช่นนั้น