ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 301 พี่เป้ามาเยือน
บทที่ 301 พี่เป้ามาเยือน
ในพริบตานั้น ทั้งเรือนก็เต็มไปด้วยบรรยากาศเปี่ยมสุข
ราวกับว่าความขัดแย้งก่อนหน้านี้ได้มลายหายไปจนสิ้น ทุกคนล้วนแต่มีความสุข
อีกทั้งยังพูดคุยหารือกันเรื่องงานมงคลวันพรุ่งนี้ด้วย ถึงครานั้นต้องเตรียมตัวอย่างไร ใครรับผิดชอบส่วนใดต้องปรึกษากันให้ดี
เย่อวี๋หรานมองภาพบรรยากาศเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น ตั้งแต่เดินทางข้ามเวลามาจนถึงตอนนี้ นี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่นางรู้สึกว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว!
ในวันนี้ก่อนรุ่งสาง พวกลูกสะใภ้สกุลจูรีบตื่นขึ้นมายุ่งอยู่กับงานของตัวเอง
แม้แต่หญิงปากสว่างที่อยู่ข้างบ้านก็มากับผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเพื่อช่วยงาน บ้างทำความสะอาดลาน บ้างจัดโต๊ะ บ้างจัดเก้าอี้ เร่งมือช่วยกันทำงาน
เย่อวี๋หรานรับผิดชอบดูแลสถานการณ์โดยภาพรวม จับตามองทางนี้ที ทางนั้นที เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น
จูชีที่พาต้าเป่าและเอ้อร์เป่าไปด้วยก็ยุ่งมาก เขานั่งอยู่ที่โต๊ะข้าง ๆ คอยรับผิดชอบเรื่องการ “รับของขวัญ”
โดยปกติแล้วเรื่องนี้มักจะเชิญผู้มีอำนาจในหมู่บ้านมาทำหน้าที่ แต่ครั้งนี้หน้าที่กลับถูกส่งให้จูชี
สิ่งนี้เข้าใจได้ง่ายมาก ในหมู่บ้านสกุลจูจะมีบัณฑิตจริง ๆ อยู่สักกี่คนกันเชียว?
จูชีเป็นเพียงคนเดียวที่เข้าตำบลไปเรียนหนังสือ
“ไอ้หยา จูเหล่าโถว นี่คือเจ้าเจ็ดของครอบครัวเจ้าใช่หรือไม่? ตั้งแต่เล็กข้าก็มองออกแล้วว่าไม่ใช่คนธรรมดา เจ้าดูสิ เขาเขียนตัวอักษรได้แล้ว”
“ใช่ ข้ารู้ได้เลยว่าเด็กคนนี้มีอนาคตที่สดใสรออยู่ ยามที่เขาเกิด เขาก็ไม่เหมือนคนอื่น”
“จูเหล่าโถว ตอนนี้เจ้านับว่ามีวาสนาแล้ว”
……
ชายชรากลุ่มหนึ่งเข้ามาล้อมรอบตัวจูเหล่าโถวเพื่อชมเชยเขา
‘จูชีคนทึ่ม’ ที่ปกติพวกเขาพูดถึงกัน ตอนนี้กลับกลายเป็น ‘บัณฑิต’ อนาคตไกล มองดูแล้วไม่ใช่คนธรรมดา
จูเหล่าโถวยิ้มจนตาแทบปิด มีความสุขเป็นอย่างมาก
วันสำคัญเช่นนี้ พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูจะไม่ถูกเชิญมาได้อย่างไร? ถึงอย่างไร ทั้งสองก็ยังเป็นพ่อแม่ที่ให้กำเนิดจูเหล่าโถว ยามที่เจ้าของร่างเดิมยังมีชีวิตอยู่มีแต่ทะเลาะกันจนไม่สบายใจ แต่หลังจากเย่อวี๋หรานเข้ามาก็คิดหาวิธีพยายามที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์มาโดยตลอด
ดังนั้นครั้งนี้นางจึงส่งจูเหล่าโถวให้พาจูต้าไปเชิญผู้อาวุโสทั้งสองมาในนามของสกุลจู
ผู้อาวุโสทั้งสองไม่ต้องทำสิ่งใด แค่นั่งอยู่ตรงนั้นก็พอจะทำให้เรือนสงบได้แล้ว
เพื่อนบ้านรอบ ๆ มาถึงแล้วก็ล้วนเข้าไปทักทายผู้อาวุโสทั้งสองเพื่อแสดงความยินดี
“ท่านแม่ พี่เป้ามาแล้วขอรับ”
ในขณะที่เย่อวี๋หรานกำลังยุ่งอยู่กับงานเบื้องหลัง จูซานก็รีบวิ่งเข้ามาพูดกับนางอย่างตึงเครียด
เย่อวี๋หรานบอกเขาว่าอย่าตื่นตระหนก และยังถามว่า “เหมือนที่ข้าบอกเจ้าไปแล้ว พวกเขามากันกี่คน?”
“เขาพาคนมาด้วยหลายคนเลยขอรับ”
“ตามแผนเดิม จัดโต๊ะแยกให้พวกเขา เอาให้อยู่มุม ๆ เสียหน่อย” เย่อวี๋หรานออกไปต้อนรับพวกเขาด้วยตัวเอง และยังกำชับกับจูซานอีกสองสามประโยค
ยามที่ไปรับจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่า เย่อวี๋หรานก็ได้แจ้งเรื่องนี้กับลูกน้องของต้าเป่าไปแล้ว เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะมาหรือไม่
นางคิดทบทวนอย่างดี หากยอมมาที่นี่ เช่นนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็มั่นคงแล้ว แต่หากไม่มา นางก็ค่อยคิดหาหนทางอื่น
“ขอรับท่านแม่” จูซานรีบเรียกน้องชายสองคนไปจัดสถานที่ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ให้ดี
เห็นได้ชัดกว่ากลุ่มของพี่เป้าแตกต่างต่างจากกลุ่มของคนอื่น พวกเขาสวมชุดที่ทอจากผ้าไหมผืนงาม ทั้งยังเป็นคนที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตา มองปราดเดียวก็รู้ได้เลยว่าไม่ใช่คนในหมู่บ้าน ยามที่พวกเขามาถึงก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนเป็นอย่างมาก คนต่างพากันถามจูเหล่าโถว
“นั่นใครหรือ? ญาติเจ้าหรือ? ทำไมไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเล่า?”
จูเหล่าโถวก็มีสีหน้างุนงง “ข้าก็ไม่รู้”
ไม่รู้ว่าใครกระซิบขึ้นมาหนึ่งประโยค “ไม่ใช่ว่ามาหาเรื่องหรอกหรือ?”
คนที่นั่งข้าง ๆ ตอบว่า “ดูไม่เหมือนจะเป็นเช่นนั้นนะ คนมาหาเรื่องที่ไหนจะเอาของมาด้วยเล่า?”
พี่เป้าพาเสี่ยวฝูจื่อลูกชายของเขามาด้วย ด้านหลังมีชายรูปร่างกำยำอีกสามสี่คน ในมือทุกคนล้วนถือสิ่งของที่ห่อด้วยผ้าสีแดง
“พี่เป้า พวกท่านมาแล้ว เชิญเข้ามาข้างในเถอะ” เย่อวี๋หรานเผยรอยยิ้มเจิดจ้า เชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าไปข้างในอย่างอบอุ่น “ให้พวกท่านเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ เกรงใจพวกท่านจริง ๆ”
“เรื่องน่ายินดีถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าพวกข้าต้องมาร่วมแสดงความยินดี” พี่เป้าก็ไว้หน้ากันเป็นอย่างมาก เรียกให้เสี่ยวฝูจื่อมาทักทายคน
เสี่ยวฝูจื่อมีมารยาทเป็นอย่างยิ่ง เรียกเสียงหนึ่งว่า “ย่าจู”
ไม่ต้องรอให้พี่เป้าสั่ง พวกลูกน้องของเขาเห็นโต๊ะรับของขวัญก็ยกของไปวางไว้โดยตรง
ครั้งนี้พี่เป้าไม่ได้ไว้หน้าเย่อวี๋หรานแบบธรรมดา ทั้งหมดนี้เป็นของขวัญที่เตรียมมาจากในเมือง ของขวัญที่เตรียมมาล้วนเป็นไข่ไก่ พวกผักดองหลายกำ นอกจากข้าวและเส้นหมี่ ก็ยังให้ผ้าแพร
แม้จะไม่มีคนร้องเพลงแสดงความยินดีออกมา แต่ชาวบ้านที่นั่งอยู่ด้านข้าง พอเห็นของขวัญบนโต๊ะ ทุกคนก็ล้วนตาเบิกกว้าง
แม่เจ้า ของขวัญนี่ไม่ยิ่งใหญ่เกินไปหรือ?!
ครั้งนี้สกุลจูรวยแล้วสินะ แล้วไปรู้จักกับคนรวยเช่นนี้ได้อย่างไร?
ยามที่ต้าเป่าเห็นของเหล่านี้ก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่ใช่ว่าเป็นเด็กไม่รู้ความ อีกทั้งตลอดเวลาที่เฝ้าโต๊ะคนอื่นให้อะไรเขาก็รู้อย่างชัดแจ้ง แต่ครั้งนี้กลับมีของขวัญยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้?!
ด้วยสมองที่เฉียบแหลมของเขาจึงรีบยิ้ม และถามว่ามาจากบ้านไหน
“บ้านพี่เป้า” ชายร่างกำยำไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย เสียงที่พูดก็ไม่ได้เบา พูดออกมาอย่างชัดเจน
แน่นอนว่าเขาไม่ได้บอกเรื่องที่พวกเขาเป็นอันธพาลที่เก็บค่าคุ้มครอง
ต่อให้พวกเขาจะโง่เขลาเพียงใดก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพูดออกมา นอกจากจะไม่ได้เป็นเรื่องที่มีหน้ามีตาแล้วยังจะเป็นการสร้างปัญหาในเรือนอีกด้วย
อีกด้านหนึ่ง เย่อวี๋หรานพาพี่เป้าและเสี่ยวฝูจื่อทั้งสองคนไปนั่งที่โต๊ะ “จิตใจของเสี่ยวฝูจื่อดูเหมือนจะดีขึ้นมาก เขาฟื้นตัวได้ไม่เลว พี่เป้าก็เช่นกัน จะส่งลูกน้องมาร่วมยินดีก็ได้ แต่กลับมาด้วยตัวเอง และยังพาเขามาด้วย ระยะทางไกลถึงเพียงนี้ เกรงว่าจะลำบากท่านกับลูกชายแล้ว”
“ไม่เป็นไรขอรับย่าจู พวกเรานั่งรถม้ามาถึงหน้าหมู่บ้าน ข้าถึงค่อยเดินเข้ามา” เสี่ยวฝูจื่อน่าจะได้ยินเรื่องราวมาจากพี่เป้าแล้ว จึงมีความประทับใจที่ดีต่อจูต้าเหนียงที่ช่วยชีวิตตัวเองไว้ “พ่อบอกข้าว่าอย่าวิ่งไปทั่ว ให้ค่อย ๆ เดิน แล้วจะไม่เป็นไร ข้าไม่ค่อยได้มาที่หมู่บ้านนัก อยากจะมาเปิดหูเปิดตาตั้งนานแล้วขอรับ”
พี่เป้ายิ้ม “อย่าให้พูดเลย เด็กคนนี้อยู่นิ่งไม่เป็น ถ้าข้าไม่จับตาดูไว้ ข้าเกรงว่าเขาคงได้ไปสวรรค์เสียก่อน ชีวิตของเขาเป็นจูต้าเหนียงช่วยไว้ พอดีกับที่ตอนนี้เขาเดินได้แล้ว จึงพามาให้จูต้าเหนียงดูด้วย”
“เรื่องเล็กน้อย ทำไมต้องเกรงใจเช่นนั้นด้วย? พ่อแม่ทุกคนก็ล้วนทำเพื่อลูกกันทั้งนั้น”
ครั้นพูดจบ กลุ่มคนหนึ่งก็มาถึงโต๊ะข้าง ๆ
“นี่คือลูกชายคนที่สามของข้า อย่างที่เคยบอกท่านไปก่อนหน้านี้ ช่วงที่ผ่านมาเขาอยู่ในเมืองมีหน้าที่ดูแลเจ้าเจ็ดที่กำลังเรียนหนังสืออยู่… ” เย่อวี๋หรานพูดอย่างลื่นไหล แนะนำจูซาน จูซื่อและจูอู่ให้พี่เป้ารู้จัก
ในเมืองเป็นเขตของพี่เป้า เวลานี้จูซานก็มักจะอยู่ในเมือง เช่นนี้จึงน่าจะแนะนำให้คุ้นหน้าคุ้นตากันไว้สักหน่อย ภายหลังหากมีเรื่องอะไรก็ยังพอได้รับการดูแลได้บ้าง
ในขณะเดียวกันก็เปิดเผยเรื่องหนึ่งให้พี่เป้ารู้ว่าครอบครัวข้ามีบัณฑิต
แน่นอนว่าเมื่อได้ยินคำว่าเรียนหนังสือ ดวงตาของพี่เป้าก็เป็นประกายครู่หนึ่ง บอกว่าในเมืองเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ภายหลังหากจูซานมีเรื่องอะไรในเมืองก็ให้มาหาเขาได้
แม้จะไม่กล้ารับปากว่าจะสามารถแก้ปัญหาให้ได้ทุกเรื่อง แต่คนส่วนใหญ่ก็ล้วนยอมให้หากว่าเขาเป็นคนออกหน้า
จูซานมีไหวพริบเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นเย่อวี๋หรานให้เขาเผยตัวก็รีบยิ้มและพูดว่า “พี่เป้ากล่าวเช่นนี้ ในภายภาคหน้าข้าคงต้องขอหน้าไม่อาย หากมีเรื่องอะไรคงต้องรบกวนพี่เป้าแล้ว”
“รบกวนอะไรกันเล่า? แม่เจ้าเป็นคนช่วยชีวิตลูกชายข้าไว้ การดูแลเจ้าก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว” พี่เป้าไม่ได้รีบร้อนจะไปทำความรู้จักกับบัณฑิตนัก
ถึงอย่างไรทุกคนก็ล้วนรู้จักกันแล้ว ในอนาคตยังมีโอกาสอีกมาก ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบร้อน