ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 303 งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่
บทที่ 303 งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่
“ท่านพ่อ เรื่องนี้ท่านอย่าใส่ใจนักเลย ข้ารู้ดีอยู่แก่ใจเจ้าค่ะ” ตอนนี้กำลังอยู่ในสถานการณ์วิกฤต ใครจะยังมาสนใจเรื่องนี้เล่า?
“ถ้าเจ้าไม่ใช่ลูกสาวข้า เจ้าคิดว่าข้าจะอยากมาใส่ใจเรื่องนี้หรือ?” พ่อหลิวพูดอยู่นาน พอเห็นว่าดูจะไม่เข้าหัวนางบ้างเลยจึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
ถ้าไม่ใช่เพื่อลูกสาวคนนี้ เขาจะยอมมาเสี่ยงผิดใจกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นได้อย่างไร
ไม่ว่าในหมู่บ้านไหนจะมีใครไม่รู้บ้างว่าคนที่ไม่ควรไปมีเรื่องด้วยที่สุดคือหญิงเฒ่าผู้นี้
หลิวซื่อเห็นพ่อนางหงุดหงิดก็รีบเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายสองสามประโยค “ท่านพ่อ ท่านอย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้ายังไม่สะดวกที่จะบอกท่าน เอาไว้หลังจากที่ท่านรู้แล้ว ถึงครานั้นท่านจะต้องนึกขอบคุณข้าที่หยุดท่านไว้แน่นอนเจ้าค่ะ”
“เฮอะ! ข้าจะนึกขอบคุณเจ้าหรือ? เจ้าหวังสูงไปแล้วกระมัง” พ่อหลิวโกรธจนเดินจากไป
เดิมทีหลิวซื่อคิดอยากจะเรียกพ่อของนางไว้ แต่มาคิดดูอีกทีเรื่องนี้มันค่อนข้าง ‘ยุ่งเหยิง’ สุดท้ายจึงยอมแพ้ไป
ผ่านไปไม่นาน แม่ของนางก็เดินมา
ทันทีที่หลิวซื่อเห็นนางก็นึกขึ้นได้ทันที ในบ้านของพวกเขาคนหนึ่งจะใช้ไม่แข็ง ส่วนอีกคนจะใช้ไม้อ่อน พ่อของนางใช้ไม้แข็งไปแล้ว มาครานี้แม่ของนางจึงมาใช้ไม้อ่อน
นางรู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
“ท่านแม่ เรื่องนี้ท่านอย่าห่วงไปเลยเจ้าค่ะ”
….
ทางด้านหลี่ซื่อนั้นถูกแม่ของนางลากไปคุยกับกลุ่มญาติอยู่พักใหญ่
พวกเขามายกย่องนางอย่างสูงเสียดฟ้า ชมว่านางเก่งมีความสามารถ สามารถทำการค้าได้ หาเงินได้ ถ้าไม่ใช่เพราะนาง สกุลจูจะสามารถสร้างเรือนใหม่ได้เร็วถึงเพียงนี้หรือ?
จากนั้นไม่นานก็ชมว่านางยอดเยี่ยมนัก คนอื่นสักสามปีถึงจะอุ้มลูกสองคน แต่นางกลับเป็นคนเดียวในละแวกหมู่บ้านแถวนี้ที่ให้กำเนิดฝาแฝดในคราเดียว สาเหตุที่สกุลจูร่ำรวยเร็วถึงเพียงนี้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะวาสนาของนางก็เป็นได้
“หลี่ต้าเหนียง ถ้าจะให้ข้าพูด สกุลจูต้องขอบคุณเจ้าจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าให้ลูกสาวที่มีวาสนาเช่นนี้แต่งเข้าสกุลจู สกุลจูจะรุ่งเรืองได้เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ? แน่นอนว่าไม่มีทาง” ยามที่คนพูดก็ยังลอบมองไปรอบ ๆ เกรงว่าจะถูกคนอื่นได้ยิน
หลี่ซื่อนิ่งงัน “…”
ทั้งที่กลัวแม่สามีของข้าได้ยิน แต่ก็ยังจะพูดเช่นนี้อยู่อีกหรือ?
“ใช่ไหมเล่า” อีกคนเปิดปากขึ้นมา มองแม่หลี่แล้วยิ้ม “ถ้าไม่ใช่เพราะลูกสาวเจ้าแต่งเข้าสกุลจู สกุลจูจะมีโชคลาภอย่างตอนนี้หรือ? หลี่ต้าเหนียง เป็นเพราะเจ้ามีวาสนา จึงเลี้ยงดูลูกสาวมาได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้”
“ที่ไหนกัน ๆ ล้วนเป็นแม่สามีที่สอนมาอย่างดี” ปากพูดอย่างถ่อมตัว แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่หลี่กลับยิ้มอย่างปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง
หลี่ซื่อ “…”
ท่านแม่ ท่านรู้หรือไม่ว่าพูดแบบนี้มันดูไม่สมจริงอยู่บ้าง ถ้าท่านไม่ยิ้มอย่างปลื้มปีติถึงเพียงนั้น ข้าอาจจะเชื่อท่านไปแล้ว!
นางไม่ได้อยู่ที่นั่นนานมากนัก เพียงนั่งลงครู่หนึ่ง หลังจากส่งฝาแฝดซานเป่าและซื่อเป่าให้แม่ของนางแล้วก็มายุ่งอยู่กับการต้อนรับแขก
ถึงอย่างไรวันนี้ในบ้านก็มีคนมาตั้งมากมายเพียงนี้ ในฐานะลูกสะใภ้ นางจะนั่งอยู่กับคนของบ้านพ่อแม่นางนานสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้านั่งนานเกินไป ใครจะเป็นคนทำหน้าที่สอดส่องคนในงานแทนนางเล่า?
เย่อวี๋หรานเดาไว้แล้วว่าวันนี้ทุกคนจะต้องยุ่งมาก พวกลูกสะใภ้ล้วนมีคนของบ้านพ่อแม่นางต้องดูแล ดังนั้นทุกคนจึงล้วนมีเรื่องให้จัดการ ตราบใดที่พวกนางยังสามารถจัดการงานในมือได้จนเสร็จสิ้น เรื่องอื่นของตัวเองจะยืดหยุ่นสักหน่อยก็ย่อมได้
ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ หลี่ซื่อ และหลิวซื่อทั้งสองคนคงไม่มีเวลาว่างไปจัดการเรื่องของตัวเอง
เทียบกับทั้งสองคนแล้ว หลิ่วซื่อดู ‘น่าสงสาร’ อยู่สักหน่อย
พ่อหลิ่วและแม่หลิ่วเดิมทีก็ยึดถือการให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเป็นพิเศษ จึงไม่ได้สนใจลูกสาวคนนี้มากนัก เมื่อมาเห็นว่าคนที่โดดเด่นไม่ใช่ลูกสาวของครอบครัวตัวเอง แต่กลับเป็นบ้านสะใภ้สี่ ในใจจึงบังเกิดความไม่พอใจขึ้นมา
“นังเด็กนี่โง่เขลาเสียจริง!” แม่หลิ่วฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสังเกตดึงหลิ่วซื่อมาสั่งสอนด้านข้าง นางจิ้มหน้าผากหลิ่วซื่อและพูดว่า “บทบาทของพี่สะใภ้ใหญ่[1]น่ะ เจ้าเป็นสะใภ้ใหญ่แต่ยังสู้น้องสะใภ้สี่ของเจ้าไม่ได้ด้วยซ้ำ เช่นนี้เจ้าจะยังเป็นสะใภ้ใหญ่ได้อีกหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าข้าบอกเจ้าไปแล้วหรือว่าให้ฉลาดกว่านี้หน่อย บอกแม่สามีเจ้าไปสิว่าเจ้าเป็นลูกสะใภ้ใหญ่ การค้าขายของสกุลจูก็ควรจะส่งมอบให้เจ้า ไม่ใช่สะใภ้สี่”
“เจ้าดูตัวเองสิ เงินก็ล้วนถูกคนอื่นได้ไป ในมือเจ้าจะถือเงินได้สักเท่าไหร่กันเชียว?”
……
หลิ่วซื่อถูกจิ้มครั้งแล้วครั้งเล่าจนต้องถอยหลัง นางพูดเสียงเบาว่า “ท่านแม่ ข้าให้เงินท่านไปแล้ว มันมีแค่นั้นจริง ๆ เจ้าค่ะ”
นางจะยอมให้ทั้งหมดได้อย่างไร?
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเข้าเมืองไปเรียนหนังสือ ทุกที่ล้วนต้องใช้เงิน แม่สามีให้ได้อย่างจำกัด ถ้านางไม่คิดหาวิธีประหยัดเงินส่วนตัวไว้ ในอนาคตลูกชายทั้งสองคนของนางจะเป็นอย่างไรเล่า?
“เจ้าคิดว่าเพราะข้าโลภอยากได้เงินของเจ้าหรือ? ถ้าไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของเจ้า ผู้หญิงที่แต่งงานไปแล้วแบบเจ้าถ้าไม่มีการสนับสนุนจากครอบครัวเดิม แล้วในอนาคตหากจูต้าปฏิบัติกับเจ้าไม่ดี เจ้าจะเป็นอย่างไรเล่า?” แม่หลิ่วพูดเรื่องเงินและเริ่มล้างสมองหลิ่วซื่อ
พูดไปพูดมาก็คือเงินที่หลิ่วซื่อมอบให้นั้น แท้จริงแล้วนางล้วนเอาไปใช้เพื่อให้พี่ชายน้องชายของหลิ่วซื่อ ‘เอาชนะ’ ได้
ถ้าเป็นหนี้บุญคุณอย่างไรก็ต้องมีความเกรงใจ ขอเพียงแค่ปิดปากพวกนางไว้ ภายหลังหากหลิ่วซื่อมีเรื่องอะไร พวกพี่ชายน้องชายของนางก็จะให้การสนับสนุนนางได้
ความหมายของแม่หลิ่วคือ หลิ่วซื่อให้เงินน้อยเกินไป สกุลจูสร้างเรือนใหม่ได้แล้ว หลิ่วซื่อกลับให้เงินมาเล็กน้อยราวกับให้ขอทาน นางแทบไม่มีหน้าไปบอกกับลูกสะใภ้
“ข้ารู้ว่าชีวิตในสกุลจูของเจ้าน่ะลำบาก แต่จ้าก็อย่าให้ข้าต้องทุกข์ใจเลย ถ้าข้าช่วยเกลี้ยกล่อมเมียของพี่ชายน้องชายเจ้าไม่ได้ ในอนาคตชีวิตของเจ้าจะเป็นอย่างไรเล่า? นี่ข้าเหลือทางออกไว้ให้เจ้าอยู่นะ”
หลิ่วซื่อได้ยินคำพูดของแม่ ดวงตาก็แทบจะแดงก่ำ
นางไม่รู้ว่าในอนาคตพี่ชายน้องชายจะสนับสนุนนางหรือไม่ นางรู้เพียงว่าเงินเหล่านั้นที่นางให้เพียงพอสำหรับกินเนื้อได้หลายมื้อ แต่ผลคือแม่ของนางก็ยังไม่พอใจ?
ในปีก่อน ๆ ถ้านางได้แค่ไม่กี่เหรียญก็ดีใจแทบตายแล้ว
เพียงแต่หลิ่วซื่อไม่กล้าพูด ทำได้เพียงปล่อยให้แม่ของนาง ‘ด่าว่า’ ต่อไป
ไม่ไกลนัก หลินซื่อที่แอบฟังอยู่ได้ยินเข้า
นางถอนหายใจ รู้สึกเห็นใจพี่สะใภ้ใหญ่ แต่กลับไม่ได้ทำอะไร
อย่างน้อยพี่สะใภ้ใหญ่ก็ยังมีครอบครัวเดิม แต่ข้าเล่า? ข้าไม่เหลืออะไรแล้ว
เมื่อนึกถึงชุดไว้ทุกข์ที่ตัวเองสวมอยู่ หลินซื่อก็ไม่ได้วิ่งไปที่ลานบ้านอย่างกระตือรือร้นเหมือนอย่างเคย
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น นางก็ยังหลบไม่พ้น
เพราะไม่นานนัก หลิวซื่อก็วิ่งมาด้วยสีหน้าปั้นยาก “น้องสะใภ้ห้า น้องสะใภ้ห้าเจ้าอยู่ไหน?”
“ข้าอยู่นี่” หลินซื่อรีบตอบกลับและวิ่งออกไป “พี่สะใภ้รอง เกิดอะไรขึ้น?”
อีกด้านหนึ่ง แม่หลิ่วที่ได้ยินการเคลื่อนไหวก็เบาเสียงลง แต่ยังไม่ยอมปล่อยหลิ่วซื่อไป และยังคง ‘ด่า’ ต่อ
หลิ่วซื่อเริ่มสับสนมึนงง
อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่แม่ของนางกลับมา นางก็ล้วนถูกคนเย้ยหยันจนชินเสียแล้ว
“พี่ใหญ่เจ้ามา” หลิวซื่อดึงหลินซื่อวิ่งไปที่ลานบ้าน “เจ้ารีบไปดูเร็ว ท่าทางของพี่สาวเจ้าไม่ดีนัก”
“หา?! พี่สาวข้ามาทำไม? ไม่ใช่ข้าบอกว่าให้นางส่งคนนำของขวัญมาให้ก็พอหรือ? ตัวเองสวมชุดไว้ทุกข์แล้วจะมาทำอะไร” หลินซื่อได้ยินว่าหลินต้าเม่ยมาก็ปวดเศียรขึ้นมาทันที
ไม่คาดคิดว่าหลิวซื่อยังบอกข่าวที่น่าปวดเศียรยิ่งกว่าเดิม “ไอ้หยา เจ้ายังคิดว่านางสวมชุดไว้ทุกข์งั้นหรือ พี่สาวเจ้าคงลืมไปแล้ว ข้าจะบอกเจ้าให้ พี่สาวเจ้าคนนั้นสวมชุดสีแดงสด คนทั้งลานล้วนเห็นกันทั้งนั้น”
“อะไรนะ?!” หลินซื่อตกตะลึง “เป็นไปไม่ได้ ท่านแม่เพิ่งเสียไปได้ครึ่งปี พี่สาวข้าจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร?”
“อย่าให้พูดเลย น้องสาวสองคนของเจ้าเห็นเข้าหน้าก็ซีดไปหมด ถ้าไม่ใช่เพราะปาเม่ยจับไว้ พวกนางสองคนคงพุ่งเข้าไปช่วยกันฉีกพี่สาวเจ้าเป็นชิ้น ๆ แล้ว…”
หลินซื่ออยากจะด่าจริง ๆ ต่อให้พี่สาวนางจะโง่อย่างไร แต่ช่วงไว้ทุกข์ยังไม่ทันจบก็สวมชุดสีแดงมา นี่ไม่ใช่กำลังจะบอกทุกคนว่านางเป็นลูกอกตัญญูหรอกหรือ?
[1]บทบาทของพี่สะใภ้ใหญ่ หมายถึง เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต พี่สะใภ้คนโตจะมีบทบาทแทนแม่