ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 304 พี่น้องสกุลหลินตีกันแล้ว
บทที่ 304 พี่น้องสกุลหลินตีกันแล้ว
หลิวซื่อกล่าวเช่นนั้น แต่ไฉนเลยจะทราบว่านางเพิ่งจะจากไป หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยก็สะบัดหลุดจากจูปาเม่ย พุ่งตัวออกไปแล้ว
ไม่อาจตำหนิหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยว่าหุนหันพลันแล่น แต่เป็นเพราะหลินต้าเม่ยทำเกินไปจริง ๆ
นางช่างโง่งมเอาการ หลินหมู่ล่วงลับไปไม่ถึงหนึ่งปี นางก็สวมชุดสีฉูดฉาดในช่วงไว้ทุกข์เสียแล้ว
เท่านี้ก็แล้วไปเถอะ ยังจะออกมาร่วมงานมงคลของผู้อื่นอีก นี่ไม่ใช่จงใจทำให้คนอื่นขายหน้าหรอกหรือ? คนที่อยู่ในช่วงไว้ทุกข์คนไหนออกมากินเลี้ยงในงานมงคลของผู้อื่นบ้าง?
เท่านี้ก็ช่างเถอะ แต่หนักกว่านั้นก็คือ นางมาแล้วก็หัวเราะเสียงดังเหมือนตัวตลกอยู่ในงาน ส่งเสียงเอ็ดตะโรเรียกหาคนอย่างหน้าไม่อาย
“ทำไม ดูถูกข้าแล้วยังจะไม่ให้ข้ามากินเลี้ยงด้วยอีกรึ? ทำไมไม่ให้ข้ามาล่ะ? ข้าไม่ใช่พี่สาวนางเรอะ?”
“ให้นางคนต่ำช้านั่นไสหัวออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
“ตอนวันข้ามปี ข้ายังคิดอยู่ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล อยู่ดี ๆ แม่ข้าจะตายง่าย ๆ เช่นนั้นได้อย่างไร? จัดงานศพก็ไม่มาแจ้งข้า ต้องให้ข้าไปเจอเอง ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเปล่า เห็นพวกนางทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ในเรือน ผู้ใดจะรู้ว่าทำอะไรอยู่?”
“ข้าโง่เอง ไม่ได้คิดอะไรมาก ถูกคนขนของไปจนเกลี้ยงเรือนแล้วก็ยังไม่มีใครรู้”
……
นางแหกปากด่าทออยู่ตรงนั้นโดยไม่กลัวขายหน้าแม้แต่น้อย นางไม่กล้าด่าเย่อวี๋หราน แต่พุ่งเป้าไปที่หลินซื่อ บอกว่าหลินซื่อทำให้มารดาตายและขนทรัพย์สินของสกุลหลินมาจนหมด
ไม่อย่างนั้นตอนนั้นที่หลินหมู่ตาย ไฉนจึงไม่บอกกล่าวนางสักคำ? ไม่อย่างนั้น สกุลจูจะมีเงินมาสร้างเรือนหลังใหม่เร็วเพียงนี้ได้อย่างไร?
“หลินเหลียนฮวา เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้นะ! วันนี้พวกเราจะได้เห็นดีกัน ถ้าเจ้าไม่มอบคำอธิบายให้ข้า ข้าก็จะไม่ให้เจ้าใช้ชีวิตครึ่งที่เหลืออย่างสงบ…”
จูปาเม่ยรั้งหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยสุดชีวิต บอกให้พวกนางอย่าหุนหันพลันแล่น “อย่าเข้าไป พี่สะใภ้สี่ไปหาแม่ข้าแล้ว เรื่องนี้ให้แม่ข้าเป็นคนจัดการดีกว่า”
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยมองไปทั่วก็ไม่เห็นเงาของเย่อวี๋หราน “เจ้าไม่ต้องสนใจ ผู้หญิงหน้าไม่อายคนนี้ นางไม่ใช่พี่ใหญ่ของพวกข้าอีกแล้ว”
“ใช่ พวกข้าไม่รู้จัก ท่านแม่ตายได้อย่างไร ท่านพ่อเข้าคุกไปได้อย่างไร พวกข้าล้วนรู้ดี”
“จูต้าเหนียงพยายามปกปิดเรื่องนี้ก็เพื่อหาทางรอดให้พวกข้า แต่พี่ใหญ่กลับมาเปิดโปงเรื่องนี้เสียเอง นางต้องการอะไรกันแน่?”
“อยากบีบให้พวกข้าถึงทางตายงั้นหรือ?”
……
พวกนางทั้งสองตาแดงก่ำ สะบัดมือจูปาเม่ยแล้วพุ่งออกไป
“หลินไป๋ฮวา พวกข้าขอสู้ตายกับเจ้า”
“เหลวไหลทั้งเพ พี่รองไม่ได้ทำให้ท่านแม่ตายสักหน่อย เจ้าไม่รู้อะไรสักอย่าง”
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยหลับหูหลับตาพุ่งเข้าไปชนทรวงอกของหลินต้าเม่ยจนนางหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า
“โอ๊ย! บั้นท้ายข้า” หลินต้าเม่ยร้องด้วยความเจ็บปวด มองหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยอย่างขุ่นเคือง “พวกเจ้ากล้าชนข้า?! เจ้าคนต่ำช้า ข้าจะตีพวกเจ้า!”
นางคืบคลานขึ้นมาแล้วปรี่เข้าไปหาหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยทันที
แม้หลินต้าเม่ยจะมีตัวคนเดียว แต่นางอายุมากกว่าหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยมากนัก ทั้งยังทำงานหนักเป็นประจำ จึงมีเรี่ยวแรงไม่น้อย
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยไม่ใช่คู่ต่อกรของนาง จึงถูกหลินต้าเม่ยกระชากผม ตบหน้า และหยิกบิดไปทั่วร่างอย่างไร้ความปรานี
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยตัวเตี้ยกว่า จึงเสียเปรียบยิ่งนัก ตบไม่ถึงใบหน้าของหลินต้าเม่ย ทั้งยังกระชากผมของอีกฝ่ายไม่ได้ ได้แต่ตอบกลับด้วยกำปั้นและลูกเตะ
ทว่าการตอบโต้เช่นนี้ เมื่อเปรียบกับหลินต้าเม่ยที่เล็งเฉพาะจุดที่เจ็บปวดได้ง่ายแล้วก็ด้อยกว่ามาก
ตอนที่หลินซื่อออกจากท้ายเรือนเร่งรุดมาถึงก็ได้เห็นภาพเช่นนี้เอง หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยผมเผ้ากระเซอะกระเซิง สารรูปแบบคนที่ถูกรังแกอย่างน่าเวทนา ฉับพลันนั้นก็นึกปวดใจขึ้นมา “หลินไป๋ฮวา เจ้าทำอะไรลงไป?! ทำไมเจ้ารังแกน้องสามกับน้องสี่แบบนั้น?”
แล้วจึงปราดเข้าไปแยกทั้งสามคนออกจากกัน
พี่สะใภ้รองบอกว่าไม่ได้ตีกันไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงตะลุมบอนกันเสียแล้วเล่า?
หลิวซื่อเองก็ตกใจเช่นกัน “ข้าไปแป๊บเดียวเอง ทำไมตีกันเสียแล้ว?”
จูปาเม่ยร้อนใจจนกระทืบเท้า “ไอ้หยา หลินต้าเม่ยด่ากันเกินไปแล้ว เหยียบหน้าด่ากันแบบนั้น ซานเม่ยกับซื่อเม่ยโมโหมาก ข้ารั้งไว้ไม่อยู่…”
“ท่านแม่เล่า? ทำไมท่านแม่ยังไม่มาอีก?” หลิวซื่อเห็นสภาพยุ่งเหยิงเช่นนั้นก็ปวดเศียรเวียนเกล้า
วันนี้เป็นวันมงคลของสกุลจู ในเรือนมีประจักษ์พยานมากมาย แต่กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา คนส่วนใหญ่กำลังชมดูความครึกครื้นกันอยู่ ไม่มีใครคิดจะสอดมือ
เปล่าหรอก ใช่ว่าจะไม่มีคนอยากสอดมือ แต่พอคนอื่นพูดขึ้นได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกหลินต้าเม่ยตอกกลับเสียแล้ว
เย่อวี๋หรานก็ไม่อยู่ บุรุษสกุลจูไม่สะดวกจะไปลากสตรีออกจากกัน คนอื่นอยากเข้ามาช่วยแต่ก็พะวงถึงเจ้าของงาน ชั่วขณะนั้นจึงไม่มีใครก้าวเข้ามาช่วย หลินต้าเม่ยจึงคว้าโอกาสได้เปรียบเอาไว้ก่อน
จูปาเม่ยกล่าวอย่างร้อนอกร้อนใจ “ไม่รู้สิ เมื่อครู่นี้ท่านแม่ยังไปต้อนรับพี่เป้าอยู่เลย พริบตาเดียวก็หายไปไหนไม่รู้เสียแล้ว”
พวกเขาไม่ได้สังเกตกันเลยว่าไม่ได้มีเพียงพี่เป้าที่ไม่อยู่ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูก็ไม่อยู่เช่นกัน พวกเขาตามเย่อวี๋หรานไปเรือนข้าง ๆ หาสถานที่ปลอดคนเพื่อสนทนากันแล้ว
ถึงอย่างไรเรื่องนิมิตมงคลก็ยังไม่คลี่คลาย หากไม่ทราบข่าวที่แน่นอน ทุกคนก็ยังไม่อาจวางใจได้
แน่นอนว่าฝ่ายหมู่บ้านสกุลจูก็ไม่อาจกล่าวไปตรง ๆ ได้ว่า “เจ้าคงรู้เรื่องนิมิตมงคลกระมัง เจี่ยงโหย่วเซิงมาหมู่บ้านสกุลจูเพื่อขโมยข้าวสาลีฤดูหนาว ตั้งใจว่าจะใช้เป็นนิมิตมงคลเอาไปแลกรางวัลแน่ะ”
ดังนั้นพวกเขาจึงเท้าความอยู่นาน ทักทายปราศรัยกันพักใหญ่ ค่อยแง้มพรายออกมาว่า พวกเขาทราบข่าวจากญาติในตำบล คล้ายกับว่าคนมีอันจะกินในตำบลกำลังเฟ้นหา ‘นิมิตมงคล’ อะไรสักอย่าง ไม่ทราบว่าพวกเขาซึ่งมาจากตำบลพอจะได้ยินข่าวคราวนี้หรือไม่?
พี่เป้าได้ยินคำถามของเจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลจูก็ชะงักไปเล็กน้อย “พวกท่านไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน?”
“เจ้าเจ็ดบ้านข้าเรียนอยู่ในตำบลไม่ใช่หรือ?” เย่อวี๋หรานเป็นคนตอบคำถามนั้น และกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เมื่อก่อนข้าเองก็เคยจับมือทำการค้ากับร้านขายชาด มักได้เข้าตำบลไปบ่อย ๆ ดังนั้นการข่าวจึงค่อนข้างฉับไวอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ใช่คนในตำบล ทั้งยังไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับคนสกุลใหญ่เหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็ได้ยินเพียงข่าวซุบซิบ ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ จึงอยากจะสอบถามจากท่านว่าตกลงแล้วเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่”
ไม่ได้เอ่ยถึงเจี่ยงโหย่วเซิงเลยแม้แต่คำเดียว
“เรื่องนี้หรือ…” พี่เป้าลังเลไปเล็กน้อย ใช่ว่าเขาจะไม่แคลงใจ แต่นึกถึงว่าจูต้าเหนียงเคยช่วยเหลือลูกชายบุญธรรมของเขามาก่อน จึงได้แต่ถอยให้ก้าวหนึ่ง “บอกตามตรง ข้าเองก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้กระจ่างเช่นกัน ข้าคลุกคลีอยู่ในตำบลมานานหลายปีแล้ว ขอเตือนพวกท่านอย่างจริงใจว่าอย่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้เป็นอันขาด ถ้าทำเป็นไม่รู้ได้ก็ให้ทำเป็นไม่รู้”
“พวกข้าไม่ได้อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้” เจ้าหน้าที่กล่าว “สาเหตุสำคัญคือช่วงหลังมานี้มีคนแปลกหน้ามาปรากฏกายในหมู่บ้านค่อนข้างมาก ในใจนึกกังวล จึงอยากสอบถามให้แน่ชัด จะได้รู้ว่าควรทำอย่างไร”
พี่เป้าไม่ได้ตอบออกมาทันที เขามองไปรอบ ๆ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “เช่นนั้นพวกท่านก็จับตามองให้ดี สมควรปิดปากก็ปิดเสียให้มิด แค่ทนให้ผ่านช่วงหลายเดือนนี้ไป ผ่านช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงเดือนแปดไปได้ เรื่องนี้ก็นับว่าสิ้นสุดลงแล้ว”
ข่าวสารของพวกเขาว่องไวกว่าคนทั่วไปอยู่บ้างจริง ๆ แต่สิ่งที่พวกเขารู้ก็ไม่ได้มากมายอะไร เขาทราบเพียงว่าทางนั้นสั่งให้พวกเขาหาของอะไรก็ได้ที่ ‘แปลกหายาก’ ภายในเวลาดังกล่าว
พี่เป้าความรู้สึกเฉียบไวยิ่งนัก พอได้ข่าวนี้ก็ตระหนักได้ทันทีว่าไม่ถูกต้อง
เขาไม่อยากเข้าไปยื้อแย่ง ‘ค่าปิดปาก’ แบบนี้ แต่เขากังวลว่าคนที่อยู่ในความดูแลของตนเองจะไม่รู้เรื่องรู้ราว ชักนำภัยมาสู่ตัว จึงกำชับเอาไว้เสียก่อน แต่จะฟังเข้าใจกันทุกคนหรือไม่ เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้แล้ว