ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 307 งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่
บทที่ 307 งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่
หญิงปากสว่างมีสีหน้าประดักประเดิด ไม่ทราบว่าควรพูดอะไรดี
“แต่ข้าคิดว่ามือยุ่งก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ปากน่ะเจ้าต้องรู้จักหักห้ามมันไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นในครัวร้อนปานนี้ ถ้าร้อนลวกปากจนไม่มีหูรูด พูดไร้สาระเหมือนเป่าแตร ถ้าปากบนปากล่างถูกลวกจนแนบสนิทกันแล้ว เจ้าจะใช้อะไรกินข้าว?” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไป “คนเราต้องกินข้าวถึงจะมีชีวิตต่อไปได้ ถ้ากินข้าวไม่ได้ เจ้าจะไม่ต้องหิวตายหรือไร?”
หญิงปากสว่างมีสีหน้าแข็งค้าง “วันมงคลแบบนี้จะพูดเรื่องตายไม่ตายทำไม ไม่เป็นมงคลกระมัง?”
“ข้ายังต้องสนว่ามงคลไม่มงคลอีกทำไม หลินต้าเม่ยสวมชุดสีฉูดฉาดมาร่วมงานเลี้ยงบ้านข้าในช่วงไว้ทุกข์แบบนั้น ข้ายังต้องกลัวว่าจะไม่เป็นมงคลอีกหรือ? ข้าต้องใช้พิษล้างพิษ จะได้หักล้างกันเอง ถึงจะรักษาความสงบสุขเอาไว้ได้”
ครั้นเห็นเย่อวี๋หรานกล่าวอย่างจริงจังราวกับว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลเสียเต็มประดา หญิงปากสว่างก็กระวนกระวายใจขึ้นมาเสียแล้ว
หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่?!
ครั้นคิดถึงว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์พูดว่าจับหลินต้าเม่ยมัดก็จับมัดต่อหน้าคนมากมาย แต่ก็ยังไม่มีใครออกหน้าเกลี้ยกล่อมให้สักคน หญิงปากสว่างก็นึกหวาดกลัวอยู่บ้าง
“ข้างนอกกำลังจัดโต๊ะกันอยู่ ประเดี๋ยวจะกินข้าวกันแล้ว พวกเจ้าเตรียมตัวให้ดี” เย่อวี๋หรานไม่ได้เสียเวลาในห้องครัวอีกต่อไป ถึงอย่างไรก็ยังมีอีกหลายเรื่องให้นางไปจัดการ
คนจำนวนมากมาร่วมกินเลี้ยง เรือนสกุลจูรองรับไม่ไหวแน่นอน กระทั่งโต๊ะที่จะใช้ก็ยังมีไม่พอ
ดังนั้นจึงต้องยืมล่วงหน้ามาจากบ้านใกล้เรือนเคียง สุดท้ายจึงสามารถจัดโต๊ะใหญ่ได้หลายโต๊ะ ภายในเรือนมีที่ทางไม่พอก็จัดออกไปถึงนอกเรือน
ถึงอย่างไรหมู่บ้านสกุลจูก็ใหญ่โตแค่นี้ ทั้งยังไม่มีคนผ่านทางแวะเวียนมาร่วมความครึกครื้น
แต่ในและนอกเรือนจะจัดไว้กี่โต๊ะ ให้ใครนั่งบ้าง ล้วนแต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
จากในห้องโถงถึงลานเรือน จากลานเรือนถึงนอกเรือน เรียงตามสถานะของผู้นั่งจากสูงไปต่ำ ลำดับชั้นลดหลั่นกันไป
ยกตัวอย่างเช่นที่นั่งในห้องโถง นอกจากพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูที่อาวุโสมากที่สุด รวมถึงจูเหล่าโถวที่เป็นตัวแทนของสกุลจูแล้ว ผู้ที่นั่งอยู่ในนั้นย่อมมีเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจู รวมถึงพี่เป้าและลูกชายที่มาจากในตัวเมืองอีกด้วย
ที่นั่งที่เหลืออยู่ก็เชิญผู้อาวุโสจากในหมู่บ้านมานั่งข้างในต่อไปจนกระทั่งไม่มีที่นั่งอีกแล้ว
โต๊ะนี้เรียกว่า ‘โต๊ะประธาน’
เนื่องจากห้องโถงมีขนาดจำกัด หลังจากนำโต๊ะตัวใหญ่ตัวหนึ่งมาตั้งแล้วก็ไม่เหลือพื้นที่ให้วางโต๊ะตัวที่สองอีก โต๊ะตัวอื่น ๆ จึงนำมาตั้งในลานเรือน
จูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อที่เป็นพี่น้องของจูเหล่าโถวนั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน ในจำนวนนั้น จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเป็นสตรี ทั้งยังเป็นญาติใกล้ชิดของครอบครัวสกุลจูยังไม่อาจมาร่วมโต๊ะ แต่ต้องไปช่วยงานสตรีคนอื่น ๆ ที่สกุลจูเชิญมาทำอาหารเสียก่อน
ธรรมเนียมมีอยู่ว่า ยิ่งเป็นญาติที่ใกล้ชิดกันก็ต้องมารับรองแขกเหรื่อกับเจ้าบ้าน ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่าไม่สนิทสนมกันแล้ว คนอื่นจะเอาไปนินทาได้
กล่าวตามตรง เมื่อจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นได้ยินว่าเย่อวี๋หรานสร้างเรือนหลังใหม่ก็เริ่มกังวลใจแล้ว
จูซานเสิ่นถามจูซื่อเสิ่นทันที “เจ้าว่า ถึงตอนนั้นบ้านนั้นเขาจะเชิญพวกเราไปช่วยงานหรือเปล่า?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?” จูซื่อเสิ่นก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน จึงกล่าวว่า “เจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ตอนที่แยกเรือนกันในปีนั้น พวกเราทะเลาะกันจนถึงขั้นแตกหัก เพิ่งจะกลับมาติดต่อกันพักหลังนี่เอง ผู้ใดจะไปรู้ว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คิดอะไรอยู่”
“ข้ากังวลน่ะสิ เจ้าว่าถึงตอนนั้นถ้านางไม่เชิญพวกเราไปช่วยจะทำอย่างไรดี?” จูซานเสิ่นกลุ้มใจ
การสร้างเรือนคราวนี้จูซานจ้วงและจูซื่อหู่ก็ไปช่วยงานด้วย เพราะจูเหล่าโถวเป็นคนมาพูดด้วยตนเอง แต่ตอนนั้นไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่
ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ช่างเถอะ แต่ตอนนี้สองบ้านเริ่มไปมาหาสู่กันแล้ว กอปรกับมีงานมงคลเช่นนี้ ถ้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นึกเสียใจทีหลัง ไม่อยากเชิญพวกนางแล้ว นั่นก็คือตบหน้ากันตรง ๆ ถึงตอนนั้นคนในหมู่บ้านจะต้องเอาไปซุบซิบนินทาเป็นแน่
คนพวกนั้นไม่กล้าต่อว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ แต่กล้าต่อว่าพวกนางนี่นา
เพียงนึกถึงถ้อยคำไม่น่าฟังเหล่านั้น นางก็ยากจะรับไหว “อายุปูนนี้ ลูกชายถึงวัยแต่งเมียมีลูกแล้ว ยังต้องมาเป็นขี้ปากชาวบ้านอีก น่าขายหน้ายิ่งนัก”
“แล้วจะทำอย่างไรได้? ซื่อหู่ลูกข้ากำลังเจรจาสู่ขอ ถ้าถูกคนอื่นนินทาเอาตอนนี้ เรื่องมงคลก็คงจะยิ่งยากกว่าเดิม” จูซื่อเสิ่นไม่อยากยอมรับแต่ก็จำต้องยอมรับ พักนี้เหตุที่มีคนมาเลียบเคียงถามเรื่องลูกชายนาง หากแท้จริงแล้วหมายตาครอบครัวหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ต่างหาก
เฮ้อ…สมัยยังสาวทะเลาะกันใหญ่โต ถึงคราวแก่ยังต้องพึ่งพาชื่อเสียงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อีก ช่างชวนให้คนรู้สึกแย่จริง ๆ!
ผลสุดท้ายนับว่ายังดีอยู่ พวกนางไม่ได้กังวลใจไปเสียเปล่า
หลังสร้างเรือนเสร็จแล้ว ปล่อยให้ระบายอากาศอยู่หลายวัน หลิ่วซื่อสะใภ้ใหญ่ของครอบครัวจูเหล่าโถวก็พาจูปาเม่ยมา ‘เชื้อเชิญ’ ถึงเรือน
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อถึงวันจัดงานเลี้ยงก็ตื่นแต่เช้าตรู่ตรงมาช่วยงาน พวกนางยังเตรียมใจมาเสียดิบดี ถึงตอนนั้นถ้าถูกหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ‘สั่งงาน’ ให้ทำนั่นทำนี่ ขอเพียงไม่สร้างความลำบากใจให้กันจนเกินไป พวกนางก็จะพยายามอดทนเอาไว้
เดิมทีนึกว่าคงชุลมุนวุ่นวาย ถึงตอนนั้นตนเองต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ คิดไม่ถึงว่าหลังจากมาถึงแล้ว หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็โผล่หน้ามาบอกว่าให้พวกนางทำงานกับสะใภ้คนไหน รับผิดชอบทำสิ่งใดบ้าง เสร็จแล้วก็จากไป
แบ่งภาระงานกันอย่างชัดเจน ผู้ใดควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น ขอเพียงทำงานที่ตนรับผิดชอบเสร็จก็พอแล้ว การช่วยงานที่หมดจดเรียบร้อยเช่นนี้ พวกนางสองคนเพิ่งจะเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก
ขณะทำงาน พวกนางยังแวะเวียนมาซุบซิบกัน “เจ้าว่าทำไมนางเก่งแบบนี้นะ งานพวกนี้แบ่งได้ดีเกินไปแล้วกระมัง? เจ้าดูสิ ข้าทำงานตัวเองเสร็จ เจ้าทำงานตัวเองเสร็จ ทุกประการล้วนราบรื่น ทุกคนก็สบายใจ”
“นางเก่งมาแต่แรกแล้วนี่นา เจ้าเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ว่านางเป็นคนมีความสามารถ ไม่อย่างนั้น ตอนนั้นนางจะกล้ากดดันให้ท่านพ่อท่านแม่แยกเรือนงั้นรึ?”
ฉับพลันนั้น ทั้งคู่ต่างเงียบไป
นอกจากโต๊ะของพี่น้องจูเหล่าโถว ลูกสะใภ้ทั้งหลายของครอบครัวสกุลจู ได้แก่ หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลินซื่อ และหลี่ซื่อก็ได้ครองโต๊ะตัวใหญ่สองโต๊ะเช่นกัน
วาระงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่เช่นนี้หาได้มีเพียงบิดามารดาจากบ้านเดิมของพวกนางมาร่วมงาน แต่ยังมีบรรดาพี่น้องสะใภ้จากบ้านเดิมอีก ล้วนแต่พาลูกน้อยมาร่วมบรรยากาศที่เป็นสิริมงคลด้วยเช่นกัน
ไม่ได้มีเพียงสองโต๊ะนี้เท่านั้น ยังต้องนับบรรดาลูกหลานของสกุลจูด้วย หรือก็คือลูกชายและหลานชายของเย่อวี๋หราน รวมกับผู้อาวุโสจากในหมู่บ้าน ทั้งหมดนี้ก็นั่งได้สองสามโต๊ะเข้าไปแล้ว ยึดครองพื้นที่บริเวณเรือนหลังใหม่ของสกุลจูอย่างทั่วถึง
จากนั้นก็เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงและญาติมิตรห่าง ๆ ใช้โต๊ะที่อยู่นอกเรือนออกไป เลือกนั่งกันได้ตามใจ
ผู้ใหญ่และเด็กเล็กเบียดเสียดอยู่บนโต๊ะเดียวกันจนล้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ผู้ใหญ่ให้เด็กน้อยนั่งบนตัก หรือยกเก้าอี้และม้านั่งมาจากบ้านด้วยก็เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป
เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูออกมาพูดถ้อยคำมงคลเล็กน้อย จูเหล่าโถวที่เป็นประธานฝ่ายชายดื่มสุราคารวะผู้มาร่วมงาน เป็นความหมายว่ามีงานมงคลก็ร่วมกันเฉลิมฉลอง
เมื่อต่างดื่มสุรากันคนละจอกแล้ว ผู้คนทั้งนอกเรือนในเรือนก็เริ่มรับประทานอาหาร
คนนั้นบอกว่าอาหารจานนั้นอร่อย ทำอย่างไร คนนี้พูดว่าสกุลจูช่างมือเติบจริง ๆ ใส่เต้าหู้มาไม่น้อยเลย ยังมีเด็กน้อยร่ำร้องว่าอยากกินลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อ สรรพเสียงอึงอล ประสานกันกลายเป็นภาพความครึกครื้นรื่นเริง
ในฐานะประธานงานฝ่ายหญิง เย่อวี๋หรานก็หาได้อยู่ว่าง แวะเวียนไปพูดกับแขกเหรื่อตามโต๊ะต่าง ๆ บอกให้ทุกคนรับประทานกันให้อิ่มหนำสำราญใจ
ถ้าโต๊ะไหนขาดสิ่งใดไป นางก็จะสั่งการให้ลูกสะใภ้ไปเติมสิ่งของที่ตกหล่นหรือพร่องไปให้แก่โต๊ะนั้น รับรองกับทุกคนอย่างอบอุ่นเป็นกันเองว่าแขกผู้มาเยือนทุกคนจะต้องได้กินดื่มอย่างเต็มที่