ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 317 ทางการพูดจาไร้เหตุผลได้
บทที่ 317 ทางการพูดจาไร้เหตุผลได้
มีเพียงลูกชายคนโตเท่านั้นที่ถูกปล่อยทิ้งไว้
คนสมัยก่อนให้ความสำคัญกับการสืบทอดตำแหน่งจากรุ่นสู่รุ่น เป็นธรรมดาที่เจ้าหน้าที่ทางการของหมู่บ้านสกุลจูก็คิดจะให้ลูกชายคนโตสืบทอดตำแหน่งของเขา
ยามที่เขาโตมากพอก็ค่อย ๆ เลี้ยงดูลูกชายคนโตให้เตรียมตัวพร้อมสำหรับการสืบทอดตำแหน่งตลอดเวลา
“จูต้าเหนียง เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
“อา…พูดถึงเรื่องนี้ก็น่าหนักใจนัก” จากนั้นเย่อวี๋หรานก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้
เรื่องเมื่อตอนกลางวันเจ้าหน้าที่จูรู้อยู่แล้ว นางจึงสรุปง่าย ๆ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน เป็นธรรมดาที่ไม่จะไม่สามารถพูดความจริงทั้งหมดได้
เดิมทีนางคิดจะเอาหลินต้าเม่ยไปขังไว้ในคอกหมูคืนหนึ่ง แต่กังวลไปถึงเรื่องสะใภ้ห้าของนางเกรงจะเสียใจในภายหลัง ดังนั้นจึงให้เจ้าสามและคนอื่น ๆ พากลับเข้าไปในเรือน
คาดไม่ถึงว่าผลที่ได้คือตอนกลางดึกเจ้าสามและคนอื่น ๆ ตื่นขึ้นมา หลังจากนั้นก็เจอหลี่ว์มู่ปีนเข้ามาในบ้านที่พวกเขาอยู่
“เจ้าหน้าที่ ท่านลองเดาดูสิว่าหลี่ว์มู่มาทำอะไรที่บ้านของพวกข้า?”
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “มาช่วยหลินต้าเม่ยหรือ?”
เย่อวี๋หรานส่ายหัว “ใครที่ไหนจะมาช่วยคนแล้วเอามีดฆ่าหมูมาด้วยเล่า? อีกทั้งยังแอบเข้าไปในคอกหมูและแทงมีดใส่คนอีก? ถ้าไม่ใช่เพราะข้าให้เอาตัวหลินต้าเม่ยเข้าไปไว้ในเรือนแล้ว ยามนี้เกรงว่าเจ้าหน้าที่คงจะได้เห็นศพหนึ่งศพไปแล้ว”
เจ้าหน้าที่จูสูดหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง มองไปยังหลี่ว์มู่ที่เงียบมาตลอดซึ่งอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “นั่นภรรยาเจ้านะ เจ้าคิดจะฆ่านางจริงหรือ?”
หมู่บ้านสกุลหลี่ว์และหมู่บ้านสกุลจูห่างไกลกันถึงเพียงนี้ หลี่ว์มู่มาปรากฏตัวที่นี่ในยามนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่เพื่อมาช่วยหลินต้าเม่ย แต่เพื่อมาฆ่าหลินต้าเม่ยหรือ?!
นี่มันจะไม่แปลกเกินไปหน่อยหรือ?
หลี่ว์มู่ก้มหน้า ปิดปากเงียบสนิท
“หลี่ว์มู่ ตกลงว่าเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่?” เจ้าหน้าที่จูถาม “เจ้าอย่ามัวแต่เงียบ เจ้าต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้น?”
เย่อวี๋หรานปล่อยให้เขาถามต่อไปไม่หยุด
เจ้าหน้าที่จูถามอยู่นาน หลี่ว์มู่ก็ไม่พูดออกมาสักประโยค
“ตกลงว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” สุดท้ายเจ้าหน้าที่จูก็ไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงมองไปยังเย่อวี๋หรานอีกครั้ง
เขาก็คิดไม่ออกว่าผู้ชายดี ๆ คนหนึ่งจะไปคิดอยากฆ่าผู้หญิงคนหนึ่งได้อย่างไร? ทั้งยังถ่อไปฆ่าถึงสกุลจู
หากทำที่หมู่บ้านสกุลหลี่ว์ซึ่งเป็นถิ่นของเขา เช่นนั้นจะไม่สำเร็จง่ายกว่าหรือ?
“ยังจะเพราะอะไรได้อีก ก็เพราะคิดจะใส่ร้ายข้าอย่างไรเล่า” เย่อวี๋หรานพูด “ในความคิดของเขา ที่สถานการณ์ของเขากลายเป็นเช่นนี้ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า นี่จึงทำให้เขาเกลียดข้า”
“ไม่ใช่นี่? เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเจ้า?” ไม่ต้องพูดถึงเจ้าหน้าที่จู แม้แต่ภรรยาของเจ้าหน้าที่สกุลจูก็ยังสับสนอยู่บ้าง นางเข้ามาพูดว่า “คนที่สวมหมวกเขียวให้เขาคือภรรยาของเขา หม่าซานเหนียง หลินต้าเม่ยก็เป็นเจ้าเองที่ตบแต่งด้วย ถึงจะโกรธแต่เขาจะไปโทษใครได้เล่า?”
“ข้าจำได้แล้ว ยามนั้นที่เกิดเรื่องที่หมู่บ้านสกุลหลี่ว์ เจ้าก็เคยไป” ภรรยาของเจ้าหน้าที่นึกขึ้นได้ แต่นางก็ยังคิดไม่ออกว่าตกลงแล้วจูต้าเหนียงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร
“เขาไม่ได้แต่งงานกับหลินต้าเม่ยโดยสมัครใจ เขารู้สึกว่าเป็นข้าที่กดดันเขา เพราะหลินต้าเม่ยเป็นพี่สาวคนโตของสะใภ้บ้านข้า” เย่อวี๋หรานเปิดเผยอย่างหนึ่ง
เจ้าหน้าที่จูและภรรยาของเจ้าหน้าที่ถึงกับชะงัก “…”
นี่นับด้วยหรือ?
รอบ ๆ หมู่บ้าน มีสกุลไหนบ้างเล่าที่ไม่เกี่ยวพันกันทางใดก็ทางหนึ่ง?
ถ้าเป็นอย่างที่หลี่ว์มู่คิดแค้น เช่นนั้นไม่ว่าใครก็ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ใช่หรือ?
“เจ้าหนุ่ม ถ้าไม่อยากแต่งงานก็ไม่ต้องแต่งสิ จะมาโทษคนอื่นได้อย่างไร?” ภรรยาเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ มองไปยังแววตาของหลี่ว์มู่ซึ่งเต็มไปด้วยความรังเกียจ “มิน่าเล่า หม่าซานเหนียงถึงไปแย่งคนของคนอื่น ถ้าข้าแต่งงานกับผู้ชายเช่นนี้ ข้าก็ไม่อยากอยู่ต่อเช่นกัน”
จบประโยคนั้น หลี่ว์มู่ก็เงยหน้าขึ้นทันใด สองตาเขาแดงก่ำแล้วตวาดว่า “เจ้าพูดอะไร?! แน่จริงเจ้าก็ลองพูดให้บิดาฟังอีกครั้งสิ!”
ภรรยาเจ้าหน้าที่ถูกเขาจ้องถึงเพียงนี้ก็ตกใจ “ไอ้หยา สวรรค์ ดุร้ายอะไรถึงเพียงนี้?”
แต่นางก็ยังหงุดหงิดอยู่บ้าง ตีอกชกหัวตัวเองและจ้องกลับไป “ยายเฒ่าคนนี้พูดแล้วจะทำไม? ยายเฒ่าคนนี้พูดไม่ได้หรือ? ถ้าเจ้ามีความสามารถก็คงไปหาหม่าซานเหนียงเพื่อชำระหนี้ไปแล้ว แต่เพราะไม่มีความสามารถพอจะทำเช่นนั้น จึงรู้แต่วิธีทำตัวหยาบช้ากับผู้อื่น เจ้าคิดว่าตัวเองเก่งมากนักหรือ? ยายเฒ่าจะบอกอะไรเจ้าให้ ยายเฒ่าผ่านชีวิตมามากกว่าเจ้ามากนัก คิดว่ายายเฒ่าจะกลัวเจ้าหรือ?”
“เจ้าว่าใครหยาบช้า? เจ้าสิหยาบช้า! พวกเจ้าทั้งหมดนั่นแหละที่หยาบช้า!” หลี่ว์มู่ที่ถูกกวนโทสะก็ราวกับเสียสติ พยายามจะดิ้นให้หลุดจากมือของจูต้าและจูเอ้อร์ และจะกระโจนเข้าใส่ภรรยาของเจ้าหน้าที่
จูต้าและจูเอ้อร์จับเขาไว้แน่นเพราะเกรงว่าเขาจะหนีไป
เมื่อเจ้าหน้าที่จูเห็นก็รีบให้ภรรยาเงียบไว้ อย่าสร้างเรื่องสร้างราวอีก
จริงด้วย จะไปต่อปากต่อคำกับคนบ้าไปเพื่ออะไรกันเล่า?
ท่าทางของหลี่ว์มู่ที่ไม่มีอะไรจะเสียนั้นดูผิดปกติโดยสิ้นเชิง
สุดท้ายหลี่ว์มู่ก็สงบลง และทำตัวเป็นท่อนไม้อีกครั้ง
ครานี้เมื่อคนรอบข้างมองไปยังเขา ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคนผู้นี้ดูเป็นคนซื่อตรงอีกต่อไป รู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้ ‘เสียสติ’ ไปแล้ว
แม้กระทั่งหลินต้าเม่ยที่ปิดปากเงียบมาโดยตลอดก็ยังกลัวเขา
มานึกเสียใจทีหลังคิดว่าตัวเองคงตาบอดถึงได้มาเลือกผู้ชายเช่นนี้
มิน่าเล่าหม่าซานเหนียงถึงนอกใจ ถึงขนาดอยากได้ผู้ชายอย่างหลี่ว์ต้าซุ่น ทั้งหมดเป็นเพราะหลี่ว์มู่เป็นคนเสียสติ!
เจ้าหน้าที่จูรู้สึกกลัวอยู่บ้างจึงให้จูต้าและจูเอ้อร์พาคนออกไปไกลหน่อย และรีบถามเย่อวี๋หรานเสียงเบาว่ามัดเขาไว้ตอนกลางคืนเช่นนี้วางแผนจะทำอย่างไร
หากจะพูดว่าฆ่าคน หลี่ว์มู่ก็ยังถือว่าแค่พยายามจะฆ่าคนเท่านั้น
จากสถานการณ์ในตอนนี้ ถ้าส่งกลับหมู่บ้านสกุลหลี่ว์ เกรงว่าจะมีปัญหาตามมาภายหลังได้
“ปัญหาน่ะมีแน่นอน แต่ก็ไม่มีทางเลือก ในเมื่อตอนนี้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปแล้ว” เย่อวี๋หรานพูดเสียงเบาว่า “ความหมายของข้าคือมีสองทางเลือก หนึ่งคือให้หลี่ว์มู่ลงนามยอมรับ กลับไปที่หมู่บ้านสกุลหลี่ว์และส่งตัวเขาให้ทางการ”
เจ้าหน้าที่จูได้ยินว่าส่งตัวให้ทางการก็ส่ายหัว “ไม่ได้ ส่งตัวให้ทางการยุ่งยากมาก จะเข้าจะออกล้วนเป็นเรื่อง ครานั้นเรื่องของพ่อหลินข้าก็ได้ยินมาแล้ว แต่เรื่องครึ่งหลังเจ้าก็ไม่ได้เข้าร่วม ดังนั้นจึงไม่ได้รู้ชัดเจนนัก หลังจากนั้นข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่หลินมา ไม่ว่าจะออกหรือจะเข้าก็ล้วนแต่ต้องเป็นเช่นนี้”
เขาลากนิ้วโป้งและนิ้วชี้ให้เย่อวี๋หรานเข้าใจ
เย่อวี๋หรานมองสัญญาณมือนั้นอย่างไม่เข้าใจ ไม่ได้หมายถึง ‘เงิน’ หรือ?
ทางการมีอำนาจหน้าที่และยังพูดจาไร้เหตุผลได้ ตั้งแต่สมัยโบราณ พ่อค้าไม่อาจสู้กับทางการได้ ไม่ว่าธุรกิจจะใหญ่โตเพียงใดก็ตาม หากทางการพูดอะไรตามอำเภอใจก็สามารถกลืนเจ้าไม่เหลือซากได้แล้ว
ดังนั้นคนสมัยนี้จึงไม่ชอบติดต่อกับทางการ
“ข้ารู้ แต่ถ้าต้องการ ‘ความเป็นธรรม’ และปิดปากทุกคนก็ต้องใช้วิธีนี้ นอกจากนี้ยังมีอีกแผนหนึ่งคือหลังจากลงนามยอมรับแล้ว ก็โยนปัญหาไปให้หมู่บ้านสกุลหลี่ว์โดยตรง ให้หมู่บ้านสกุลหลี่ว์จัดการเอาเอง” พูดถึงเรื่องนี้ เย่อวี๋หรานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “เรื่องนี้ เมื่อถึงครานั้นท่านต้องไปทักทายเจ้าหน้าที่หมู่บ้านสกุลหลี่ว์แทนข้า อย่าให้พวกเขามาหาข้า ถ้าไม่ใช่เพราะครั้งก่อนพวกเขายืนกรานให้ข้าไปนั่งจัดการ วันนี้ก็คงไม่มีปัญหาเรื่องหลี่ว์มู่เช่นนี้”
แล้วยังยืมมือคนด้วยการ ‘เชิญ’ ไปอีกด้วย จนถึงตอนนี้เย่อวี๋หรานก็ยังมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อหมู่บ้านสกุลหลี่ว์
หลังจากเหตุการณ์นั้น หากไม่ใช่เพราะไร้หนทาง นางก็ไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวกับหมู่บ้านสกุลหลี่ว์อีก
เจ้าหน้าที่จูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
พูดตามจริง เขาเองก็รู้เช่นกันว่าถ้าต้องการได้รับความนับถือ นอกจากสกุลแล้ว การใช้เจ้าหน้าที่ทางการก็จะยิ่งช่วยแก้ไขปัญหาได้
แต่บางครั้ง เมื่อมีเรื่องระหว่างสกุลมาเกี่ยวโยงด้วยมากเกินไปก็จะไม่สามารถจัดการได้โดยง่าย
“จูต้าเหนียง เจ้าตบแต่งเข้าหมู่บ้านสกุลจูของพวกเรามาหลายปีถึงเพียงนี้แล้วก็ควรจะรู้อย่างชัดเจนเอาไว้เช่นกัน แม้ว่าในบรรดาหมู่บ้านต่าง ๆ หมู่บ้านสกุลจู หมู่บ้านสกุลหลี่ และหมู่บ้านสกุลหลิวจะเป็นแกนนำ แต่แท้จริงแล้วแต่ละหมู่บ้านล้วนเชื่อมโยงถึงกัน มีบางครั้งหมู่บ้านพวกเราแห่งเดียวก็ไม่สามารถพูดอะไรได้” เจ้าหน้าที่จูคิดไตร่ตรอง “พวกเราทั้งสามหมู่บ้านต้องนั่งตำแหน่งตอนนี้อย่างมั่นคง และต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่เช่นนั้นภายหลังหากมีเรื่องอะไรในอนาคตแล้วคนไม่สนใจเจ้ามันก็คงไร้ประโยชน์ เรื่องนี้มันซับซ้อน”