ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 319 พูดให้ร้ายลับหลังผู้อื่น
บทที่ 319 พูดให้ร้ายลับหลังผู้อื่น
เย่อวี๋หรานทอดถอนใจ นางไม่ได้ขัดขวาง เพียงบอกให้ระวังตัว เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูก็อยู่ด้วย ถ้ามีอะไรก็ไปหาพวกเขา
หลังจากหลินซื่อจากไปแล้ว เย่อวี๋หรานก็ยืนอยู่ในเรือนครู่ใหญ่
คนอื่น ๆ ในครอบครัวสกุลจูทยอยตื่นกันทีละคน ในเรือนเริ่มเปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวาขึ้นมา
ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีท่องตำราเสร็จในช่วงเช้าก็ช่วยดูแลซานเป่าและซื่อเป่า
มีคนช่วยดูแลลูก หลี่ซื่อก็มีเวลาว่างไปทำงานในเรือน พร้อมกันนั้นก็ไม่ลืมคุยสัพเพเหระกับคนอื่นไปด้วย
หลี่ซื่อเพิ่งจะทำการค้ารายหนึ่งเสร็จ หันกลับมาก็เจอหญิงปากสว่างกำลังพูดอะไรกับคนอื่น
“เจ้าไม่ได้ยิน? เป็นไปไม่ได้ เมื่อคืนวานเรือนสกุลจูเสียงดังขนาดนั้นจะต้องเกิดเรื่องแน่นอน”
“ข้าพูดจริงนะ ข้าไม่ได้โกหกเจ้า”
“โธ่เอ๊ย ข้ากับจูต้าเหนียงไม่ถูกกันก็จริง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกุเรื่องโกหกคนอื่นนี่นา?”
……
หญิงปากสว่างไม่พอใจมาก เพราะนางพบว่าตัวเองพูดความจริงแท้ ๆ แต่กลับไม่มีใครเชื่อ
นางได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากเรือนสกุลจูที่อยู่ข้างเคียงกันตอนตื่นขึ้นมากลางดึกจริง ๆ แต่ถึงจะเป็นเพื่อนบ้านกัน ระยะห่างกลับไม่ใกล้ ทำให้นางเงี่ยหูฟังอยู่เป็นนานก็ไม่ได้ยินว่าตกลงแล้วเป็นเรื่องอะไรกันแน่
แต่เมื่อคิดถึงหลินต้าเม่ยที่ถูกจูต้าเหนียงจับมัดเอาไว้ หญิงปากสว่างก็แน่ใจว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่นอน
“เฮอะเฮอะ! หญิงปากสว่าง เจ้าว่างเสียจริงนะ!” หลี่ซื่อย่อมทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในเรือนตัวเอง นางจึงเดินออกไปด้วยสีหน้าเย็นชา
ครั้นหญิงปากสว่างเห็นว่าเป็นใครก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน “เป็นเจ้าหรอกหรือ แล้วแม่สามีเจ้าเล่า?”
คนที่อยู่ข้าง ๆ รีบหาข้ออ้างว่ามีธุระถอนตัวออกไปโดยไว
หลี่ซื่อไม่สนใจคนที่หนีไปผู้นั้น นางยกมือขึ้นกอดอก กล่าวกับหญิงปากสว่างว่า “วางใจ แม่สามีข้าไม่อยู่ ถ้าแม่สามีข้าอยู่ด้วย เจ้าคิดว่าเจ้ายังจะยืนอยู่ตรงนี้ได้งั้นหรือ? เจ้าก็ว่างเสียจริง ทุกคนล้วนกำลังทำงานกันอยู่ เจ้ากลับมีเวลามาว่าร้ายครอบครัวข้าอยู่ตรงนี้ ข้าก็แปลกใจเหมือนกัน เมื่อวานแม่สามีข้ากำชับให้เหลืออาหารไว้ให้บนเตา แต่ทำไมพอหันกลับมาอีกทีก็ไม่มีเสียแล้ว? เจ้าว่าข้าควรไปถามกับคนที่มาช่วยงานเมื่อวานนี้ไหมว่ามันเกิดเรื่องอะไรกันแน่?”
หญิงปากสว่างกินปูนร้อนท้อง รีบพูดทันทีว่า “โธ่เอ๊ย เจ้าไม่พูดข้าคงนึกไม่ออกแล้ว น้ำพริกเนื้อของบ้านเจ้าอร่อยจริงเชียว คนที่มากินเลี้ยงเมื่อวานนี้ล้วนชอบกันทั้งนั้น แต่ละคนชมกันไม่หยุดปาก”
จากนั้นก็เริ่มพล่ามว่าน้ำพริกเนื้ออร่อยอย่างนั้น คราวนี้ชื่อเสียงคงขจรขจาย คนมาซื้อของกับสกุลจูคงมากกว่าเดิม
“ถึงตอนนั้น ครอบครัวพวกเจ้าคงค้าขายได้เงินเยอะ น่าอิจฉาจริง ๆ!”
“มีอันใดน่าอิจฉา?” หลี่ซื่อไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย นางกล่าวว่า “ครอบครัวพวกข้ามีที่ดินนิดเดียว แต่ต้องเลี้ยงคนมากมาย ทั้งยังต้องส่งจูชีเรียนหนังสือ เงินที่หามาได้เท่านั้นพอใช้ที่ไหนกัน? ต้องขอบคุณแม่สามีข้าที่อนุญาตให้ลูกสะใภ้อย่างพวกข้าค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ หาเงินค่าแป้งชาด ไม่อย่างนั้นทุกคนคงต้องกินลมตะวันตกเฉียงเหนือกันแล้ว”
จากนั้นก็ย้อนถามกลับไปว่าหญิงปากสว่างปฏิบัติต่อลูกสะใภ้อย่างไร ไฉนจึงไม่เห็นลูกสะใภ้ของนางออกมาพูดคุยกันบ้างเลย?
ว่าง ๆ ก็ควรให้คนหนุ่มสาวออกมาเดินเล่นข้างนอกบ้าง เอาแต่อุดอู้อยู่ในเรือนแบบนั้น เดี๋ยวก็ไม่มีลูกชายกันพอดี
หลี่ซื่อมีฝีปากเป็นเลิศ เพียงตอบโต้กันไม่กี่ครั้ง หญิงปากสว่างก็สู้ไม่ได้เสียแล้ว ได้แต่พ่ายแพ้ยับเยินหนีไป
“เชอะ!” หลี่ซื่อไม่ยี่หระ เดินกลับเข้าเรือนทันที
จากนั้นนางก็กลับไปรายงานเพื่อประจบขอรางวัลจากเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “คืนวานนี้เสียงค่อนข้างดัง นางจะได้ยินก็ไม่แปลก แต่ปกตินางชอบพูดโกหกไปเรื่อยอยู่แล้ว มีสักกี่คนที่เชื่อ?”
นางย่อมรู้ว่าชื่อเสียงของหญิงปากสว่างเสียหายไปแล้ว ทุกคนในหมู่บ้านมองหญิงปากสว่างเป็นตัวตลก
ลูกชายและสามีก็รังเกียจนาง ไม่รู้ว่าถึงวันที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วยังจะมีชีวิตดี ๆ อยู่หรือไม่
ตอนนี้หญิงปากสว่างก็แค่อายุยังน้อย ยังมีเรี่ยวแรงรังแกลูกสะใภ้ รอไปก่อนเถอะ นางก็จะได้รู้ว่าไม่ได้รับความเคารพรักจากลูกสะใภ้ บั้นปลายนั้นจะต้องมีชีวิตน่าเศร้าสลดเพียงใด
“นางทำตัวเอง สมควรแล้ว” หลี่ซื่อยังถามอย่างสงสัยว่า นี่ก็เที่ยงแล้ว ทำไมจึงไม่เห็นหลินซื่อเลย?
“อ้อ นางน่ะหรือ ข้าให้นางไปทำธุระให้น่ะ” เย่อวี๋หรานช่วยปิดบังให้หลินซื่อ “ถ้าเจ้ามีอะไร เรียกพวกปาเม่ยก็ได้”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ แค่วันนี้น้ำพริกเนื้อขายดีมาก จึงอยากปรึกษาน้องสะใภ้ห้าว่าช่วงนี้นางพอจะหาเวลาทำเพิ่มสักหน่อยได้หรือไม่”
“อย่าทำมากเกิน ช่วงนี้อากาศร้อน เก็บไว้นานไม่ได้”
“ข้าทราบเจ้าค่ะ ตอนนี้ก็กำลังคิดว่าจะทำปลาตากแห้ง จะได้เก็บได้นานสักหน่อย” หลี่ซื่อกล่าว “ท่านแม่บอกว่ามันเทศของพวกเราจะเก็บเกี่ยวก่อนช่วงฤดูใบไม้ร่วงไม่ใช่หรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าถึงตอนนั้นทุกคนคงจะยุ่งมาก ไม่มีเวลามาทำของพวกนี้ จึงต้องทำไว้แต่เนิ่น ๆ”
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมองการณ์ไกลขนาดนั้น “ช่วงนี้พวกเจ้าใหญ่ยุ่งอยู่กับการหาบน้ำไปรดนาข้าว รอจนพวกเขาว่างกันแล้ว ค่อยให้พวกเขาช่วยไปวางแหจับปลากลับมา”
“ดีเลยเจ้าค่ะ ข้าจะได้นัดลูกค้าไว้ล่วงหน้า เริ่มมีคนมาถามข้าแล้วว่าช่วงนี้พวกเราจับปลากันหรือยัง อยากซื้อปลากลับไปทำอาหารสักตัว” หลี่ซื่อดีอกดีใจ อยากจับปลาให้ได้มาก ๆ เสียเดี๋ยวนั้น
นอกจากปลาตากแห้งและน้ำพริกเนื้อ ยุคนี้สามารถกินปลาสดใหม่ได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
เนื้อปลาราคาถูกกว่าเนื้อหมูมาก ใช้ไข่ไก่สองฟองมาแลก เพียงเท่านี้คนส่วนใหญ่ก็พอใจแล้ว
หลินซื่อกลับมาตอนฟ้ามืด
เย่อวี๋หรานบอกให้หลิวซื่อเก็บอาหารไว้ให้ ไม่ได้ถามอะไรมาก เพียงบอกนางว่ากินเสร็จแล้วก็ล้างจาน รีบกลับเข้าห้องไปพักผ่อนแต่เนิ่น ๆ
หลิ่วซื่อไม่ได้อยากรู้อยากเห็นมากนัก ทำงานของตัวเองเสร็จก็กลับเข้าห้อง
เป็นหลิวซื่อเสียอีกที่อยากถาม แต่ความสัมพันธ์ของนางและหลินซื่อก็ธรรมดา ถามหยั่งเชิงไปหลายครั้งยังไม่ได้ความก็กลับเข้าห้องไปอย่างโกรธเคือง
กลับเป็นหลี่ซื่อที่หน้าหนา ยังอยากจะถามมากว่านั้น หากลูกน้อยในห้องส่งเสียงโวยวาย นางจึงจำต้องเข้าไปกล่อมลูกก่อนชั่วคราว “น้องสะใภ้ห้า เจ้ากินข้าวไปก่อนนะ รอข้าโอ๋ลูกเสร็จแล้วจะกลับมาคุยกับเจ้า”
“พี่สะใภ้สี่ ท่านไปเถอะ”
หลินซื่อไม่อยากคุยเรื่องนี้กับหลี่ซื่อ และยิ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายแบบนี้ด้วยแล้ว…
นางรีบกินข้าว ล้างจานเสร็จก็กลับเข้าห้อง
จูอู่นอนอยู่บนเตียง พอเห็นนางเข้ามาก็ตบ ๆ บนเตียง บอกให้นางมานั่งข้าง ๆ
หลินซื่อเห็นว่าเขามีสีหน้าเฉยชาก็รู้สึกกลัว แต่ก็จำต้องเข้าไป นางยิ้มอย่างประจบทันที “อะไรหรือ? เจ้ามีอะไรอยากพูดกับข้า?”
“พูดมาตามตรง เจ้าไปทำอะไรมา?” จูอู่ไม่โง่ เมื่อวานเพิ่งจะเกิดเรื่อง วันถัดมาหลินซื่อก็หายไปทั้งวัน ถ้าไม่ใช่เพื่อเรื่องนั้นแล้วยังจะเป็นอะไรได้อีก?
หลินซื่อตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด “ข้าถามท่านแม่แล้ว…”
“เฮอะเฮอะ!” จูอู่ไม่อยากฟังนางอธิบายสักนิด “ท่านแม่ปากร้ายใจดี ถ้าเจ้าขอร้องท่านแม่ ท่านแม่ยังจะไม่ยอมให้เจ้าไป? ข้าถามเจ้าหน่อยว่าเจ้าอยากเป็นสะใภ้สกุลจูหรืออยากเป็นแม่นางสกุลหลิน? น้องสาวสองคนของเจ้ามาพึ่งพาครอบครัวข้ายังไม่พอ เจ้ายังจะพาคนในครอบครัวเจ้าทุกคนมาให้ครอบครัวข้าเลี้ยงอีกงั้นหรือ?”
“เปล่า” หลินซื่อรีบร้อนแสดงท่าทางให้เขาเบาเสียง นางอธิบายว่า “ข้าไปช่วยออกความคิดให้พี่สาวเพื่อเหลือทางรอดให้นางเท่านั้น ข้าไม่ได้ทำเรื่องอื่นจริง ๆ”
“เหลือทางรอดอะไร?”
“หลี่ว์มู่จะฆ่านางอยู่แล้ว นางยังจะใช้ชีวิตกับหลี่ว์มู่ต่อไปได้อย่างไร? ข้าจึงบอกพี่สาวไปว่าให้นางขอหย่าร้างกันด้วยดี แล้วออกมาเลี้ยงลูกสาวสามคนตามลำพัง”