ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 320 หลินซื่อผู้ตกอยู่ในห้วงวิกฤต
บทที่ 320 หลินซื่อผู้ตกอยู่ในห้วงวิกฤต
“เป็นความคิดของเจ้าหรือความคิดของแม่ข้า?” จูอู่ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหลินซื่อที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อจะแต่งให้เขาจะมีความกล้าหาญไปโน้มน้าวให้หลินต้าเม่ยเลี้ยงลูกตามลำพัง
ถ้านางมีจิตใจเช่นนี้ ตอนแรกก็คงไม่แต่งให้เขาแล้ว
“ท่านแม่…” หลินซื่อไม่กล้าโกหกเขา
จูอู่ถามว่า “เจ้าคงไม่ได้บอกหลินต้าเม่ยว่านี่เป็นความคิดของท่านแม่กระมัง?”
หลินซื่อส่ายศีรษะ “ข้าจะกล้าพูดได้อย่างไร ตอนนี้พี่สาวข้าเกลียดท่านแม่ออกอย่างนั้น ข้าไม่กล้าพูดถึงแม้แต่คำเดียว”
จูอู่ได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจ “นางกล้าเกลียดแม่ข้า? นางไม่รู้หรือว่าเพื่อนางแล้ว ท่านแม่ต้องใช้สายสัมพันธ์ไปตั้งเท่าไหร่? คิดจริง ๆ หรือว่าตอนแรกที่นางบอกว่าจะแต่งให้หลี่ว์มู่ก็สามารถแต่งให้หลี่ว์มู่ได้ นั่นเป็นเพราะคนเขาเห็นแก่หน้าท่านแม่ต่างหาก พวกเราสองคนถูกขังอยู่ที่หมู่บ้านสกุลหลี่ว์ก็เพราะเหตุนี้ เกือบจะได้ไปเข้าเฝ้าพญายมมาแล้วด้วย”
เขาคาดคั้นถามหลินซื่อว่าตอนนั้นที่พวกเขาถูกขังเอาไว้ หลินต้าเม่ยทำอะไรไปบ้าง?
นางเป็นถึงน้องสาวร่วมสายเลือดของหลินต้าเม่ย แล้วหลินต้าเม่ยทำอะไรบ้างไหม?
พอเริ่มมีโทสะ น้ำเสียงก็ดังกว่าเดิม ห้องใกล้เคียงกันล้วนได้ยินเสียง
หลี่ซื่อบอกให้จูซื่อเงียบเสียง จากนั้นนางก็เอาหน้าแนบผนังเรือนเพื่อแอบฟัง
จูซื่อหมดคำจะพูด “…นิสัยชอบสนใจเรื่องชาวบ้านของเจ้า เพลา ๆ ได้แล้วกระมัง?”
“ชู่ว” หลี่ซื่อบอกให้เขาอย่าส่งเสียง
จูซื่อหงุดหงิด ภรรยาผู้นี้อะไรก็น่าพึงใจไปหมด ยกเว้นก็แต่นิสัยชอบสนใจเรื่องชาวบ้าน เขาเองก็จนปัญญา
จูเหล่าโถวที่อยู่ในห้องข้าง ๆ นั้นดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง บ่นพึมพำอย่างรำคาญใจ “ทะเลาะ ๆๆ ตกดึกค่ำคืนก็รู้จักแต่ทะเลาะกัน ทั้งวันมีแต่ปัญหา ยังจะใช้ชีวิตกันอยู่ไหม?”
เขาพลิกตัวหนี หวนกลับไปคิดถึงแม่ม่ายฉินที่อ่อนโยนเข้าอกเข้าใจผู้อื่นคนนั้นของเขาแทน
เฮ้อ…น่าเสียดายที่ตอนนั้นเขาอายุยังน้อย สนใจเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ไม่อย่างนั้นคงได้แต่งภรรยาที่อ่อนโยนสักคนแล้ว
ทางด้านหลินซื่อนั้นร้อนใจจนน้ำตาร่วงเผาะ ขอร้องให้จูอู่เบาเสียง ให้เขาไว้หน้านางบ้าง
นางกล่าวกลั้วเสียงสะอื้นว่า “ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ…ข้าสาบาน นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ต่อไปข้าจะไม่สนใจเรื่องพี่สาวของข้าอีกแล้ว ขอร้องเจ้าแล้ว ได้หรือไม่?”
จูอู่เห็นสภาพน้ำตานองหน้าของนางแล้วก็รู้สึกปวดใจเช่นกัน
เขาไม่ได้อยากด่าทอนาง เพียงหวังให้นางเข้าใจว่าเรื่องไหนกระทำได้ เรื่องไหนไม่อาจกระทำ
เขาลดเสียงลงพลางกล่าวว่า “ข้าไม่ได้จะให้เจ้าไม่สนใจไยดีเสียเลย แต่อยากให้เจ้าเข้าใจว่าเรื่องไหนยุ่งได้ เรื่องไหนไม่ควรไปยุ่ง น้องสามกับน้องสี่ของเจ้ามาอยู่บ้านข้าแล้ว พวกข้าก็ไม่ได้ไม่ไยดีนี่นา? พวกนางรู้จักซาบซึ้งขอบคุณ กินข้าวบ้านข้าก็ยังช่วยเหลือทำงาน ข้าไม่มีอะไรให้ว่าสักคำ แต่พี่สาวเจ้าเล่า? พี่สาวเจ้าเป็นคนเนรคุณ คนอื่นช่วยแล้วก็ยังเดือดร้อนถึงตัวเอง เจ้าว่าข้ายังจะรู้สึกดีได้อีกหรือ?”
“ข้ารู้”
“เจ้ารู้อะไร เจ้ารู้อะไร?” จูอู่รู้สึกว่าหลินซื่อค่อนข้างโง่งม เขาขยับเข้าไปใกล้แล้วพูดว่า “สถานการณ์ของครอบครัวเรา เจ้ารู้จริง ๆ งั้นหรือ?”
หลี่ซื่อที่อยู่ห้องข้าง ๆ กันแทบจะแนบติดผนังไปทั้งตัวแล้ว แต่กลับพบว่าเสียงทางนั้นเบาลงเรื่อย ๆ ได้ยินไม่ชัดเลยสักนิด
จูซื่อมองอยู่ข้าง ๆ พลางกลั้นยิ้ม
“เจ้ายิ้มอะไร?” หลี่ซื่อหันกลับมาตำหนิเขา
แน่นอนว่านางพูดเสียงเบาอย่างยิ่ง
จูซื่อกระซิบตอบ “ท่าทางเจ้าตลกมาก เจ้าไม่รู้ตัวหรือ เจ้าแนบไปทั้งตัวแบบนั้น บั้นท้ายกระดกขึ้นสูงเชียว…”
หลี่ซื่อก้มหน้าลงพิจารณาท่าทางของตัวเอง ครั้นนึกถึงภาพที่ไม่ดีเท่าไหร่ขึ้นมาได้ก็รีบนั่งลงทันที ถลึงตาใส่เขาอย่างดุร้าย “คิดอะไรอยู่? สมองเจ้านอกจากเรื่องพวกนี้ยังรู้จักคิดถึงเรื่องอื่นเป็นบ้างไหม?”
จูซื่อยิ้ม “นี่ก็โทษข้าไม่ได้ ปกติเวลาพวกเราทำเรื่องพวกนั้น เจ้าก็กระดกบั้นท้ายขึ้นสูงแบบนี้เหมือนกันนี่นา? เมื่อก่อนเจ้ายังบอกว่าชอบอยู่เลย…”
หลี่ซื่อแตกตื่นจนอุดปากเขาไว้แล้วด่าเสียงเบา “เจ้ายังกล้าพูดได้อย่างไร ไม่รู้จักอายบ้างหรือ?”
จูซื่อหัวเราะอึกอัก
ในขณะที่ทางด้านหลินซื่อนั้นไม่ใคร่เข้าใจความหมายของคำพูดจูอู่ ครอบครัวพวกตนอยู่ในสถานการณ์อย่างไรหรือ? ก็ดีออกนี่นา?
แม่สามีได้สร้างเรือนหลังใหม่ ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ดีวันดีคืน ยังจะมีปัญหาอะไรอีก?
เรื่องที่นางนึกยินดีมากที่สุด คงไม่พ้นเรื่องที่นางไม่มีบ้านเดิมแล้ว แต่แม่สามีก็ไม่ได้รังเกียจนาง ยังคงยอมให้นางพาน้องสาวมาอยู่ในเรือนสกุลจูต่อไป
จูอู่เห็นแล้วก็ทอดถอนใจ กวักมือเรียกนางเข้ามาใกล้ “บอกว่าเจ้าโง่เจ้าก็โง่จริง ๆ ข้าขอถามเจ้าสักหน่อย ถ้าว่ากันตามกฎของที่นี่ ที่ดินกับเรือนของครอบครัวล้วนมอบให้ใคร?”
“ก็ต้องลูกชายแท้ ๆ ของท่านพ่อท่านแม่”
“ลูกชายคนโตต่างหาก” จูอู่กัดฟันพูดออกมา “ข้างหน้าข้ามีพี่ชายอยู่สี่คน ที่ดินกับเรือนของครอบครัวข้า หากแบ่งมาถึงมือข้าจะเหลือสักเท่าไหร่เชียว?”
“เรื่องนี้ก็รู้กันแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ?”
จูอู่หงุดหงิดจริง ๆ แล้ว “ถึงได้บอกว่าเจ้าโง่ เจ้าไม่เห็นว่าท่านแม่กำลังวางแผนอยู่หรือ? พี่ใหญ่กับพี่รองทำงานเพาะปลูกกับท่านพ่อท่านแม่ พี่สามถูกส่งเข้าตำบลไปกับเจ้าเจ็ดที่กำลังเรียนหนังสือ ตอนนี้ก็เหลือแค่ข้ากับพี่สี่ มีแค่พวกข้าสองคนที่ยังไม่แน่นอนสักอย่าง”
หลินซื่อครุ่นคิดตามคำพูดของเขาก็รู้สึกว่ามีเหตุผล นางเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
นางไม่ได้ครุ่นคิดได้ลึกซึ้งเท่าเขา จึงคิดไม่ออกว่าในนั้นจะมีปัญหาอะไร แต่ดูจากท่าทางของเขา ดูเหมือนว่าคงจะมองออกแล้ว
“ท่านแม่ต้องวางแผนให้พวกข้าอยู่แล้ว แต่ก็ต้องดูด้วยว่าพวกข้ามีความสามารถนั้นหรือไม่ ก่อนหน้านี้ตอนที่ขายชาด นอกจากปาเม่ยแล้ว ท่านแม่ก็สอนพวกเจ้าลูกสะใภ้ด้วยนี่นา นั่นเพื่ออะไรกัน? เพื่อดูว่าในหมู่พวกเจ้าใครมีความสามารถพอจะสืบทอดความสามารถของนางน่ะสิ” จูอู่วิเคราะห์ “ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าท่านแม่เก็บงำมานานปีขนาดนั้น ทำไมต้องรอให้ปาเม่ยโตแล้วค่อยเปิดเผยออกมาด้วย? แต่เจ้าก็ดูเอาเถอะว่าตอนนี้คนที่ดูแลเรื่องการค้าขายอยู่คือใคร?”
“พี่สะใภ้สี่…” แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่หลินซื่อก็จำต้องพูดว่าหลี่ซื่อมีความสามารถด้านการค้าขาย
แม้ว่าถ้าเปลี่ยนมาเป็นนางก็คงไม่แย่เกินไป แต่ก็ไม่มีทางทำได้แบบหลี่ซื่อที่ ‘ค้าขายร่วมกันอย่างปรองดอง’
จูอู่แบมือออก “เช่นนั้นพวกเรายังเหลืออะไรอีก?”
หลินซื่อพูดไม่ออก
“ตอนนี้พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เจ้ายังมีน้องสาวที่มาเกาะครอบครัวข้ากินอีกสองคน เจ้ายังมีแก่ใจไปสร้างปัญหาให้ท่านแม่ เจ้าคิดว่าท่านแม่จะชมชอบเจ้าไหม?”
หลินซื่อแย้งว่า “ข้าอาจไม่ได้เป็นคนโปรดของท่านแม่เหมือนพี่สะใภ้สี่ แต่ท่านแม่ไม่ชอบพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองมากกว่า อย่างมากข้าก็อยู่แค่ตรงกลาง”
“พี่สะใภ้เป็นสะใภ้ใหญ่ ถึงท่านแม่ไม่ชอบก็ต้องสนับสนุนนาง เจ้าเองก็มีตา น่าจะมองออกว่าถึงพี่สะใภ้ใหญ่จะไม่ได้รับความโปรดปราน แต่ทุกครั้งที่ครอบครัวเรามีงานสำคัญ ท่านแม่เป็นต้องพาพี่สะใภ้ใหญ่ออกหน้า ยังจะพาเจ้าไปอีกหรือ?”
หลินซื่ออ้าปาก แต่ก็ไม่อาจโต้แย้งได้อีกครั้ง
นางหวนคิดเล็กน้อยก็พบว่าเป็นเหมือนที่สามีของตนพูดไม่มีผิด
แม้แม่สามีจะโปรดปรานหลี่ซื่อ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่เป็นทางการก็มักจะพาพี่สะใภ้ใหญ่ออกหน้าเสมอมา
“ตอนนี้ เจ้าก็มีแค่พี่สะใภ้รองรั้งท้าย พี่สะใภ้รองก็มีนิสัยเช่นนี้ จัดการเรื่องราวไม่เป็น แต่นางก็ไม่ได้เป็นตัวถ่วงจนเกินไป มีแต่เจ้าที่มีปัญหามากที่สุดแล้ว เจ้าคิดว่าข้าจะไม่กังวลได้อย่างไร? ถ้าเจ้าคิดว่าข้าพูดถูกก็ลองเก็บไปคิดดูดี ๆ ว่าต่อไปเจ้าจะทำอย่างไร” จูอู่เห็นนางถูกตนเองทำให้ตกใจได้แล้วก็ออกแรงเพิ่มอีกเพื่อทำลายฟางเส้นสุดท้าย “ข้าอาจพูดจาไม่น่าฟัง แต่ความจริงก็คือความจริง ข้าเป็นลูกชายของท่านแม่ ถ้าถึงคราวคับขันจำเป็นจริง ๆ อย่างมากท่านแม่ก็แค่ให้ข้าหาลูกสะใภ้คนใหม่ แต่ไม่มีทางทอดทิ้งข้า แต่เจ้าเล่า? ถ้าท่านแม่รู้สึกว่าลูกสะใภ้อย่างเจ้ามีแต่สร้างปัญหาให้ท่านแม่ ไม่ต้องการเจ้าแล้ว เจ้าจะทำอย่างไร?”
หลินซื่อสูดลมหายใจเย็นเยียบ พลันรู้สึกว่าสถานการณ์ของตนเองล่อแหลมอย่างมาก
นางไม่เคยสังเกตเลยว่าตนเองตกอยู่ในห้วงวิกฤต เสี่ยงต่อการถูกเปลี่ยนตัวได้ตลอดเวลาเช่นนี้!