ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 321 เป้าหมายของแม่ม่ายฉิน
บทที่ 321 เป้าหมายของแม่ม่ายฉิน
“ทำอย่างไรดี?!” หลินซื่อกระสับกระส่าย “ข้า…ข้าจะถูกปลดไม่ได้ ซุ่นจิ่ง ข้าไม่มีบ้านเดิมแล้ว ถ้าข้าถูกปลด ข้าก็ไม่มีที่ไปอีกแล้ว”
“ไม่ได้มีแค่ข้า ยังมีน้องสาวอีกสองคน”
“ฮือ ๆๆ…ซุ่นจิ่ง เจ้าต้องช่วยข้านะ”
……
นางร้องไห้เสียงเบา ขอร้องให้จูอู่ ‘ช่วยเหลือ’ ตนเอง
จูอู่แอบถอนหายใจออกมาตอนที่นางไม่สังเกต ชอบไปช่วยคนอื่นลับหลังข้านัก ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะขู่เจ้าไม่สำเร็จ!
ขู่คนเสร็จแล้ว เขาก็เริ่ม ‘โอ๋’
เรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น ขอเพียงวันหน้านางรู้จักระวังตัวเสียบ้าง อย่าเอาแต่ทำเรื่องพวกนี้จนรั้งท้ายพี่สะใภ้รอง เช่นนั้นจึงจะเรียกหมดหวังแล้วจริง ๆ
ข้างหน้ามีตัวอย่างของพี่สะใภ้สามที่ถูกปลดให้เห็นอยู่ทั้งคน ขอเพียงนางไม่ล้ำเส้นเกินไปก็คงไม่ถึงขั้นนั้น
หลินซื่อนิ่งงัน “…” เจ้าแน่ใจนะว่ากำลังปลอบข้า ไม่ใช่ว่ากำลังขู่ข้า?!
พี่สะใภ้สามที่ถูกปลด?!
แม่สามีปลดไปแล้วคนหนึ่ง ยังต้องกลัวการปลดคนที่สองอีกหรือ?
แม้นางจะไม่กล้าทำเรื่องที่พี่สะให้สามทำ แต่ก็ถือว่าเป็นการเตือนนางอย่างหนึ่ง
“เจ้าวางใจ ข้าจะต้องไม่แพ้พี่สะใภ้รองแน่นอน” หลินซื่อกำหมัดแน่นอย่างมุ่งมั่น
นางไม่เชื่อหรอกว่านางยังจะสู้พี่สะใภ้รองคนเจ้าเล่ห์ตาขาวผู้นั้นไม่ได้?
เมื่อก่อนนางมัวแต่แข่งขันกับพี่สะใภ้สี่แบบนั้นนับว่านางไปผิดทางแล้ว นางควรแข่งขันกับพี่สะใภ้รองมากกว่า
ถ้าจูอู่ทราบว่าคำข่มขู่ของตนเองทำให้ใครบางคนหันไปทิศทางที่ไม่ควรไปเสียแล้ว เกรงว่าคงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเป็นแน่
เนื่องจากพะวงคิดถึงเรื่องนี้ เมื่อหลินซื่อตื่นขึ้นในวันถัดมาก็เปลี่ยนไปขยันขันแข็งมากขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าแปลกอยู่บ้างก็คือ นางมักไปปรากฏตัวข้างกายหลิวซื่อด้วยท่าทางยิ้มแย้ม “พี่สะใภ้รอง ข้าช่วยท่านนะเจ้าคะ”
ไม่ว่าหลิวซื่อจะทำอะไร นางก็มักจะเข้าไปช่วยเหลือ
หลิวซื่อมีสีหน้าสงสัย “เจ้าเป็นอะไรไป? กินยาผิดมาหรือ? ปกติเจ้าชอบแย่งงานกับสะใภ้สี่นี่นา วันนี้เจ้าไม่ไปหาน้องสะใภ้สี่ เพียรมาหาข้าทำไม?”
“พี่สะใภ้รอง ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ข้าก็ว่างพอดีต่างหาก” หลินซื่อไม่มีทางยอมรับอยู่แล้วว่านางต้องการจะเอาชนะพี่สะใภ้รอง
ขอเพียงนางดีกว่าพี่สะใภ้รองแม้เพียงเล็กน้อย ท่านแม่ก็คงจะไม่อยากปลดนางแล้วใช่ไหม?
ไม่มีใครทราบความคิดนี้ของนาง
เย่อวี๋หรานเห็นนางอารมณ์ดีไม่เลว ก็เดาว่าเรื่องเมื่อวานนี้คงราบรื่นดี เดิมทีนางก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งอยู่แล้วจึงไม่ได้ถามไถ่อย่างละเอียด จึงได้แต่หันไปทำธุระของตัวเอง
นางตรวจสอบว่าน้ำในนาน้ำของนางเป็นอย่างไรบ้าง ต้นกล้าเติบโตได้ดีหรือไม่ จากนั้นก็ไปเดินสำรวจแปลงปลูกมันเทศ
ระหว่างทางก็ได้พบอาจูจยาที่มักมาเตร็ดเตร่ในนาข้าวของครอบครัวนางเป็นประจำ
เมื่ออาจูจยาเห็นนางก็เข้ามากล่าวทักทาย ถามว่านางกำลังจะไปไหน
“ไม่มีอะไร แค่เดินเล่นไปรอบ ๆ” เย่อวี๋หรานกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้ามาหาจูเหล่าโถว? เขาไม่อยู่ทางนั้น ข้าเพิ่งมาจากที่นั่น ไม่มีคนหรอก”
“ไม่อยู่?” จูจยาสนเท่ห์นัก “งั้นก็แปลกแล้ว ข้าเพิ่งกลับมาจากนาน้ำของบ้านท่าน ไม่เห็นเขาเหมือนกัน”
“เป็นไปได้ว่าพอเจ้ามาทางนี้ เขาก็ไปทางนั้น จึงคลาดกันพอดีกระมัง อาจูจยา ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงที่นาของพวกข้า แต่เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องร้อนใจเกินไป ถ้าปีนี้ครอบครัวข้าปลูกได้สำเร็จ ปีหน้าเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็จะพาทุกคนปลูกไปด้วยกัน ทั้งสองคนพูดเรื่องนี้กับข้าแล้ว พวกเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มีสุขก็ต้องร่วมกันเสพอยู่แล้ว”
จูจยายิ้มร่าก่อนจะพูดว่า “ฮ่า ๆๆๆ…ผู้อาวุโสบอกข้าแล้ว เขาก็รู้สึกว่าข้ามาที่นี่บ่อยเกินไป ไม่เป็นไร ข้าน่ะถ้าไม่มาสักครั้งก็เหมือนจะขาดอะไรไปบางอย่าง กินข้าวไม่ลง ถึงอย่างไรก็ห่างกันไม่ไกลอยู่แล้ว ข้าก็แค่เดินเยอะหน่อยเท่านั้น”
“ก็ได้ อาจูจยาชอบเดินก็เดินเถอะ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นก็ฝากเจ้าช่วยจับตาดูที่นาของข้าด้วยก็แล้วกัน”
“วางใจเถอะ ข้าคอยดูอยู่แล้ว”
คุยกันสักพัก ทั้งสองคนก็แยกย้าย
สำหรับอาจูจยาผู้นี้ กล่าวกันตามความสัตย์แล้ว เย่อวี๋หรานชมชอบอีกฝ่ายมากทีเดียว หนักแน่นทำงานเก่ง ซื่อสัตย์พึ่งพาได้กว่าจูเหล่าโถวเสียอีก
นางใคร่ค่รวญในใจว่า ตั้งแต่นาน้ำจนถึงแปลงปลูกมันเทศ แล้วกลับจากแปลงปลูกมันเทศจวบจนมาพบอาจูจยา แต่กลับไม่มีใครพบจูเหล่าโถว แล้วเขาจะไปที่ไหนได้?
ขณะนั้น จูเหล่าโถวกำลังช่วยงานอยู่ในที่นาของแม่ม่ายฉิน
เนื่องจากสามีเสียชีวิตไปแล้ว ลูกชายสองคนของแม่ม่ายฉินก็ไม่ใช่คนทำงานเก่ง จูเหล่าโถวสงสารที่นางต้องหาบน้ำกลางแดดจ้า เขาจึงอาสาทำงานนี้ให้
โชคดีที่นาของนางอยู่ค่อนข้างห่างไกล ไม่ค่อยมีคนเท่าใดนัก ไม่อย่างนั้นถ้ามีใครมาเห็นเข้าก็อาจนำมาซึ่งคำครหาได้
แม่ม่ายฉินกำลังแกะเมล็ดแตงโมอยู่ที่เรือนพลางพูดกับลูกชายสองคน บอกให้พวกเขามีมารยาทกับจูเหล่าโถวสักหน่อย วันหน้าครอบครัวพวกนางจะได้กินดื่มอิ่มหนำสำราญกันหรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจต้องพึ่งพาชายผู้นี้
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้ว่าท่านนะขอรับ แต่จูเหล่าโถวพึ่งพาไม่ได้” ลูกชายคนโตกล่าวอย่างดูแคลน “จูต้าเหนียงโหดขนาดนั้น ถ้าเรื่องของท่านกับเขาถูกคนอื่นรู้เข้า ท่านจะไม่แย่เอาหรือ?”
ลูกชายคนรองกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “ข้าก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ท่านแม่ พอเท่านี้เถอะ ถึงอย่างไรข้ากับพี่ชายก็โตแล้ว ท่านไม่ต้อง…”
“รู้สึกว่าข้าน่าอายใช่ไหม?” แม่ม่ายฉินตัดบทลูกชายคนรองอย่างไม่พอใจ นางกล่าวว่า “ตอนพวกเจ้ายังเล็ก ตอนที่ข้าเลี้ยงพวกเจ้ามาจนโต ทำไมไม่พูด? ตอนนี้พวกเจ้าโตกันหมดแล้ว ทำงานเองได้แล้ว ก็เริ่มรังเกียจที่ข้าน่าอายใช่ไหม? รังเกียจว่าข้าน่าอาย พวกเจ้าก็ไปทำงานในนาเองสิ ทำไม่ไหวยังมาโทษคนอื่น พวกเจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ?”
เด็กน้อยที่จวนจะโตเป็นหนุ่มทั้งสองคนล้วนไม่ปริปาก
พวกเขาย่อมรู้ดีว่าหลายปีมานี้มารดาต้องทุ่มเทไปมากเพียงใด ถ้าไม่ใช่เพื่อเลี้ยงพวกเขา มารดาก็คงไม่ต้องถึงขั้น ‘ลับ ๆ ล่อ ๆ’ ‘แอบ ๆ ซ่อน ๆ’ แบบนี้ กระทั่งที่นาก็ยังเลือกผืนที่อยู่ห่างไกล
แม้ว่าที่นาที่อยู่ไกลหน่อยจะเพาะปลูกได้ไม่ดีเท่าที่นาตรงใจกลาง แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าอาศัยนางเพียงคนเดียว ต่อให้เป็นที่ดินที่ดีเพียงใดก็เสียเปล่า ที่นาที่อยู่ห่างไกลจะไม่ดึงดูดความสนใจของคนอื่น นางสามารถหาคนมา ‘ช่วยงาน’ ได้
แต่วิธีหาคนมาช่วยไม่อาจเปิดเผยได้
“เฮ้อ…” แม่ม่ายฉินเห็นสีหน้าของพวกเขาก็ทราบว่าทั้งสองกำลังคิดอะไรอยู่ ได้แต่ถอยให้หนึ่งก้าวอย่างจนใจ ปลอบต่อไปว่า “ข้ารู้ว่าข้าทำให้พวกเจ้าต้องอับอาย ข้ายังรู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงไม่ได้ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะต้องกระทบเรื่องแต่งเมียของพวกเจ้าแน่นอน แต่ตอนนี้ข้ากำลังหาวิธีอยู่นี่นา? ข้าหาเงินไม่ได้ พวกเจ้าสองคนก็ทำงานไม่ไหว ข้าจึงอยากหาเงินสักก้อน”
“ข้ามอง ๆ แล้ว ทั่วหมู่บ้านสกุลจูก็มีแต่บ้านจูเหล่าโถวที่พอจะหาเงินก้อนได้”
“จูต้าเหนียงโหดก็จริง แต่จูเหล่าโถวหลอกง่าย อีกอย่างตอนนี้พวกเขาแยกห้องนอนกันแล้วด้วย”
ลูกชายทั้งสองประหลาดใจ “จริงหรือ?! อยู่ดี ๆ ทำไมแยกห้องนอนเสียได้? พวกเขาทะเลาะกัน?”
“จริงแท้แน่นอน” แม่ม่ายฉินกล่าว “ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่? พวกเขาทะเลาะกันหรือเปล่าข้าไม่รู้ จูต้าเหนียงโหดปานนั้น ทั้งยังเป็นคนแข็งแกร่งคนหนึ่ง จูเหล่าโถวถูกรังแกมานานหลายปี หลานชายก็โตแล้ว เขาจะอดทนต่อไปอย่างไรไหว? ต่อให้อดกลั้นต่อไปได้ ข้าก็สามารถทำให้เขาอดกลั้นต่อไปไม่ได้…”
ขณะพูดอยู่นั้น ใบหน้าก็ผุดแววเจ้าเล่ห์ ไม่เหลือเค้า ‘อ่อนโยนขลาดเขลา’ เหมือนยามอยู่ต่อหน้าจูเหล่าโถวแม้แต่น้อย
ลูกชายคนโตเริ่มคล้อยตามแล้ว “ท่านแม่ ครอบครัวจูเหล่าโถวเพิ่งจะสร้างเรือนหลังใหม่ ท่านว่าจะมีโอกาสไหม…”