ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 322 หลินซื่อเปลี่ยนไป
บทที่ 322 หลินซื่อเปลี่ยนไป
แม่ม่ายฉินมองเขา ท่าทางเหมือนจะบอกว่า ‘สมแล้วที่เป็นลูกข้า’ นางกล่าวว่า “ข้าไม่กล้ารับประกัน แต่ยังไม่ลองทำแล้วจะรู้ได้อย่างไร?”
เพียงนึกถึงเรือนหลังใหม่ของสกุลจู ไม่เพียงแต่แม่ม่ายฉินเท่านั้นที่จิตใจร้อนเร่า กระทั่งลูกชายสองคนของนางก็พลอยตาร้อนตามไปด้วย
ไม่ได้คิดจะครอบครองทั้งหลัง แต่ถ้าแม่ม่ายฉินมัดใจจูเหล่าโถวได้สำเร็จ เรือนใหม่หลังนั้นจะขอแบ่งมาสักห้องสองห้องไม่ได้เชียวหรือ?
เย่อวี๋หรานไม่ได้รู้เลยว่าเรือนหลังใหม่เพิ่งจะสร้างเสร็จ ยังไม่ทันได้ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยซ้ำก็ถูกคนหมายตาเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นนางคงจะกลอกตาแล้วเตะมูลสุนัขส่งไปให้แน่นอน
ข้าสร้างเรือนมาอย่างยากลำบาก เมียน้อยอย่างเจ้าไม่ถูกตบก็บุญแล้ว ยังมีหน้ามาแย่งเรือนกับข้า ยางอายน่ะมีไหม?
ตอนกลับจากทุ่งนานางยังแวะที่เรือนของเจ้าหน้าที่ ฟังเขาเล่าเรื่องราวที่หมู่บ้านสกุลหลี่ว์
ครั้นฟังจนเข้าใจแล้ว เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งอีก
ถึงอย่างไรนางก็ช่วยออกความคิดให้หลินซื่อแล้ว มอบ ‘ทางรอด’ ให้หลินต้าเม่ยกับลูกสาว แต่จะสามารถ ‘ใช้ชีวิต’ ต่อไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกนางแล้ว
สถานการณ์ของพวกนางดีกว่าหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยที่เกือบถูกแม่เฒ่าหลินจับไปขายมากแล้ว ต่อให้มารดาของต้าซุ่นจะทำเกินไปเพียงใดก็ยังไม่ถึงขั้นขายหลานสาวของตัวเอง
“ท่านแม่” เมื่อหลินซื่อเห็นนางกลับมาก็เข้ามารับหน้าอย่างกระตือรือร้น ถามว่านางเหนื่อยหรือไม่ ต้องการดื่มน้ำหรือเปล่า
ทั้งยกเก้าอี้ ทุบหลัง เอาใจใส่ยิ่งแล้ว
หลี่ซื่อที่มาช้าไปหนึ่งก้าวมีสีหน้างุนงง เอ๋? น้องสะใภ้ห้าเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เย่อวี๋หรานไม่คุ้นชินกับความเอาใจใส่ของหลินซื่อ แต่ก็ไม่อยากบั่นทอนความกระตือรือร้นของนาง จึงสั่งงานให้นางไปทำ
“เจ้าค่ะ ข้าจะไปทำเดี๋ยวนี้” หลินซื่อไร้ท่าทีอิดออด ทั้งยังขานรับอย่างยินดี และรีบไปทำตามคำสั่งโดยพลัน
เย่อวี๋หรานคิดในใจว่า เมื่อวานแค่ช่วยออกความคิดให้เล็กน้อยเท่านั้น แต่มีผลลัพธ์ใหญ่หลวงขนาดนี้เชียว?
หลี่ซื่ออาศัยจังหวะที่หลินซื่อไม่สังเกต รีบก้าวไว ๆ เข้ามาหาและกระซิบถามว่า “ท่านแม่ น้องสะใภ้ห้าเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”
“เป็นอะไร? นางก็ดีออกนี่นา?” เย่อวี๋หรานพูดกลบเกลื่อน
“แต่นี่ออกจะดีเกินไป” หลี่ซื่อพูด “ปกตินางขยันเช่นนี้เสียที่ไหนเจ้าคะ? เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมาก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ขยันขันแข็งจนข้าตกใจแทบตาย อีกอย่าง นางเอาแต่ล้อมหน้าล้อมหลังพี่สะใภ้รอง ท่านว่านางกำลังคิดอะไรแผลง ๆ อยู่หรือเปล่าเจ้าคะ?”
“วัน ๆ เจ้าก็คิดให้น้อยหน่อย ไม่มีธุระก็ไปเลี้ยงลูก เท่านี้ใต้หล้าก็สงบสุขแล้ว”
หลี่ซื่อ “…”
ข้าคิดมากหรือคิดน้อยไปเกี่ยวกับใต้หล้าตรงไหน?
ถ้าข้ามีความสามารถเช่นนั้นก็คงไม่มาอยู่ที่นี่แล้วน่ะสิเจ้าคะ?
แต่นางไม่กล้าโต้แย้ง ได้แต่กลับเข้าห้องไปอย่างไม่ปลอดโปร่งและดูแลลูกน้อยต่อไป
เนื่องจากซานเป่าและซื่อเป่าต้องนอนกลางวัน ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่ยากนักกว่าจะได้กลับมาสักครั้งจึงพาจูชีเข้าไปเดินเล่นในหมู่บ้าน
ในช่วงเวลานี้ พวกผู้ใหญ่ยุ่งอยู่กับงานในทุ่งนา พวกเด็ก ๆ จึงไม่มีใครมาคอยกำกับชั่วคราว แต่ละคนจึงราวกับปลากระดี่ได้น้ำ วิ่งเล่นกันอย่างสุดเหวี่ยง
พวกเด็กน้อยบางคนยังสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย บางคนถอดเสื้อเปลือยเท้าวิ่งเล่นไปทั่ว
ในบรรดาเด็กน้อยเหล่านั้นมีจูโก่วหวาที่เป็นต้นเหตุให้จูชีสมองกระทบกระเทือนในอดีต พอจูโก่วหวาเห็นต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีก็โบกมือมาให้ ลืมความแค้นเก่าก่อนไปเป็นปลิดทิ้ง “นี่ ทางนี้ ต้าเป่า เอ้อร์เป่า เร็วเข้า พวกข้าอยู่ทางนี้…”
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่?” ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าจูงมือจูชีเดินเข้ามาหา
เมื่อเทียบกับเด็กน้อยที่เล่นซนเหล่านั้น เสื้อผ้าบนร่างพวกเขาสามคนยังอยู่ครบ แม้จะเป็นเสื้อผ้าชุดเก่าที่ผ่านการเย็บแก้ไขมาแล้ว แต่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวยังสวมใส่เรียบร้อย แม้แต่รองเท้าถุงเท้าก็ไม่มีข้างไหนหายไป เป็นการแต่งกายของบัณฑิตโดยแท้
“พวกข้ากำลังงมเจ้าอัปลักษณ์ รู้จักเจ้าอัปลักษณ์ใช่ไหม? จูต้าเหนียงบอกว่าเจ้านี่กินได้ ถ้าจับได้สิบตัวเอาไปแลกไข่ไก่ได้ตั้งหนึ่งฟองแน่ะ…” จูโก่วหวาบอกพวกเขาอย่างกระตือรือร้นว่าไข่ไก่หนึ่งฟองสามารถนำไปแลกเต้าหู้และลูกชิ้นกากเต้าหู้ได้จำนวนเท่าไหร่ มีค่างวดยิ่งนัก
“ในเมื่อเจ้าอัปลักษณ์กินได้ ทำไมพวกเจ้าไม่เอากลับไปกินที่เรือนเล่า?” ต้าเป่าย่อมทราบว่าปูสามารถกินได้ หลังจากเข้าฤดูใบไม้ผลิมาได้ไม่นาน ย่าของพวกเขาก็พาไปจับกลับมาหลายรอบแล้ว
แต่ตอนนี้เข้าฤดูร้อน ล่วงเลยช่วงเวลากินปูมาแล้ว ต่อให้จับมาได้ก็มีเนื้ออยู่ไม่เท่าไหร่
จูโก่วหวาเกาศีรษะแกรก ๆ กล่าวอย่างขัดเขินอยู่บ้าง “ทำไม่เป็นนี่นา แม่ข้าบอกว่า จูต้าเหนียงว่าไว้ เจ้านี่เป็นของดี แต่ต้องทำให้สุกเสียก่อน ทั้งยังมีส่วนที่กินไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาจท้องร่วงหรือถึงขั้นไม่สบายได้…”
จากนั้นก็ยกตัวอย่างมาเล่าให้ฟังว่าคราวก่อนมีคนไม่เชื่อ ลองจับกลับมากิน ปรากฏว่าทั้งท้องร่วงและอาเจียน อาการหนักเลยทีเดียว ภายหลังต้องไปหาหมอชาวบ้านในหมู่บ้านเพื่อรับยามากิน อาการจึงค่อยดีขึ้น
“เจ้านี่มีฤทธิ์เย็น คนร่างกายอ่อนแอไม่อาจกินส่งเดช” ต้าเป่าบอก “คนผู้นั้นถ้าไม่ใช่ไปกินของสกปรกเข้าก็คงไม่ได้ทำให้สุกก่อน ร่างกายก็อ่อนแอถึงได้เป็นแบบนั้น คนทั่วไปไม่เป็นอะไรหรอก พวกเจ้าจับมาได้กี่ตัว? เดี๋ยวข้าจะสอนวิธีทำให้ พวกเรามาต้มปูกินกันเถอะ”
“จริงรึ?!” จูโก่วหวาลิงโลดยินดี รีบเรียกหาสหายตัวน้อยคนอื่น ๆ ทันที
ทุกคนได้ยินแล้วก็ดีใจยิ่งนัก
ลำธารไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก พวกเขาเวียนมางมหากันครึ่งค่อนวันแล้วก็จับได้ไม่เยอะเท่าไหร่
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ จับมาได้ห้าหกตัว ทุกคนก็ดีใจมากแล้ว
ต้าเป่าพาพวกเด็กคนอื่น ๆ ไปขโมยหม้อใบเล็กมาจากเรือนใครสักคน เก็บก้อนหินและไม้ฟืน เริ่มทำอาหารกันบริเวณริมลำธาร
จับปูกลัวก็แต่จะถูกหนีบ อย่างนั้นก็เด็ดก้ามของมันเสีย จากนั้นก็หนีบปูเอาไว้ ใช้หญ้าแห้งเช็ดทำความสะอาด
หลังทำเสร็จแล้วก็โยนลงหม้อ เทน้ำลงไป ต้มจนกระทั่งปูเปลี่ยนเป็นสีแดง
“แดงแล้ว ๆ” จูโก่วหวาเห็นว่าแดงแล้วก็ร้องเสียงดัง “กินได้แล้วใช่ไหม?”
“ต้มต่อไปอีกสักพัก สุกเกินไปก็ไม่เป็นไร แต่ต้องแน่ใจว่าสุกแล้วถึงจะกินได้” ต้าเป่าให้ต้มต่อไป พลิกตัวปูกลับด้าน จนกระทั่งแน่ใจว่าสุกทั้งด้านในและด้านนอกแล้ว ค่อยให้คนอื่น ๆ ดับไฟ หยิบปูในหม้อออกมา
เมื่อเด็กทั้งกลุ่มได้ยินว่าสามารถกินได้แล้วก็ดีใจสุดขีด รีบยื่นมือเข้ามาแตะ
ปูที่เพิ่งต้มสุกนั้นร้อนลวก เด็กทั้งหลายถูกลวกมือจนร้องเสียงประหลาดออกมา
ต้าเป่าจนใจยิ่งนัก ร้องห้ามพวกเขาราวกับลูกพี่ตัวน้อย “รีบทำไมกัน ยังร้อนอยู่เลย ข้าไม่บอก พวกเจ้ารู้หรือว่ากินอย่างไร? ปกติที่พวกเข้าเอาไข่ไก่ไปแลกคือน้ำพริก อันนั้นบ้านข้าทำเสร็จแล้ว”
“ไม่รู้ ต้าเป่า เจ้ารีบสอนพวกข้าเร็วเข้า เจ้านี่กินอย่างไรกันแน่?”
“ใช่แล้ว ต้าเป่า เจ้ารีบสอนพวกเราเถอะ”
“ต้าเป่า เจ้าช่างเป็นคนดีจริง ๆ”
……
พวกเด็ก ๆ ยังรู้จักปากหวาน เพื่อประจบต้าเป่าให้ยอมสอนพวกตน และยังพูดถ้อยคำน่าฟังออกมาอย่างลื่นไหลราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย
แน่นอนว่าเอ้อร์เป่าและจูชีก็ไม่น้อยหน้า ออกปากชมยกใหญ่
เวลานั้น ทุกคนล้วนลืมกันหมดแล้วว่าจูชีเป็นคนสมองทึ่ม
อ้อ นับแต่ผู้อื่นไปร่ำเรียนในตำบลก็ไม่อาจเรียกเขาว่า ‘เจ้าทึ่ม’ อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นจะถูกผู้ใหญ่ในครอบครัวตีเอา
ผิวหนังของเด็กน้อยในชนบททั้งหนาและหยาบ ถูกตีก็ไม่สะทกสะท้าน แต่ก็ยังกลัวการถูกตีเป็นที่สุดอยู่ดี ถูกตีมากเข้าก็จดจำได้เอง
“ต้องกินแบบนี้ พวกเจ้าดู แบบนี้…” ต้าเป่าทดสอบอุณหภูมิแล้วเลือกตัวขนาดกลาง ๆ สอนพวกเขาว่าต้องแกะปูอย่างไร
ขาของปูสามารถกินได้ ปลิดมันลงมา กัดปลายทั้งสองจนแตก จากนั้นก็รีดให้เนื้อข้างในออกมา