ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 323 พี่กวงจี้อ่อนโยนที่สุดแล้ว
บทที่ 323 พี่กวงจี้อ่อนโยนที่สุดแล้ว
จูโก่วหวาเห็นว่าเนื้อปูมีนิดเดียวก็โพล่งว่า “น้อยเกินไปแล้ว!”
“ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าทำไมอาสะใภ้สี่บ้านข้าถึงให้เอาปูสิบตัวมาแลกไข่ไก่หนึ่งฟองเล่า? คิดว่าอาสะใภ้สี่ได้กำไรนักหรือ เนื้อปูเดิมทีก็มีน้อยอยู่แล้ว” ยามนั้น ต้าเป่ายังไม่ลืมพูดแทนคนในครอบครัว พูดให้น่าสงสารเข้าไว้
ถึงเขาจะไม่รู้ว่าน้ำพริกที่ครอบครัวตนเองขายทำอย่างไรกันแน่ แต่เขาเคยกินเนื้อปูมาก่อน ย่อมทราบว่าปูขนาดเท่าฝ่ามือมีเนื้อมากน้อยเพียงใด
ส่วนใหญ่ล้วนกินไม่ได้ ถ้าปูตัวใหญ่กว่านี้อาจพอมีเนื้ออยู่บ้าง แต่ถ้าปูตัวเล็กก็กินได้แค่ไม่กี่คำ
“ส่วนนี้ แล้วก็ส่วนนี้กินไม่ได้…”
จูโก่วหวาเห็นต้าเป่าขูดส่วนแล้วส่วนเล่าทิ้งไปก็สุดแสนจะเสียดาย “พอเถอะ ต้าเป่า ถ้าเจ้าขูดออกมาอีกก็ไม่เหลืออะไรแล้ว”
“ไม่เหลือก็ช่วยไม่ได้ ของพวกนี้กินไม่ได้ ถ้ากินแล้วจะไม่สบาย เจ้ากล้ากิน ไม่ต้องการชีวิตแล้วหรือ?” ต้าเป่าเลียนแบบท่าทางดุร้ายของเย่อวี๋หราน ถลึงตาใส่อีกฝ่าย
จูโก่วหวาหดคอ
“เนี่ย เสร็จแล้ว เหลือแค่นี้แหละ เห็นหรือยัง มีแค่นี้เอง…” ต้าเป่าส่งให้ทุกคนดู สุดท้ายก็ยัดใส่มือจูโก่วหวา “เห็นแล้วใช่ไหม มีแค่ส่วนที่เหลือที่กินได้ อย่ากินผิดกันล่ะ อย่าเห็นแก่กินจนทำให้ตัวเองไม่สบาย สุดท้ายต้องเสียเงินค่ารักษา อย่างนั้นก็ไม่คุ้มกันแล้ว”
จูโก่วหวาเลียชิมดู ราวกับได้กินอาหารรสเลิศที่สุดในแดนดินอย่างไรอย่างนั้น ชมเชยไม่หยุดว่า “โอ้! อร่อยเกินไปแล้ว!”
คนอื่น ๆ พอได้ยินก็ร่ำร้อง “โก่วหวา ให้ข้าเลียด้วย”
“ใช่แล้ว โก่วหวา ให้ข้าเลียด้วยสิ”
“ข้าก็อยากเลีย”
……
เด็กน้อยทั้งกลุ่มยื่นมือยื่นไม้เข้ามาแย่งปูในมือจูโก่วหวา อยากจะเลียด้วยสักคำ
ในกลุ่มนั้นมีคนที่แขนยาวหน่อยแย่งไปได้ เอาเข้าปากกินไปคำโต
ปูตัวนั้นมีขนาดใหญ่เท่าไหร่เชียว กินไปคำโตขนาดนั้นก็เหลือแค่เศษเนื้อ
พวกจูโก่วหวาอึ้งงัน “จูโก่วหยวน เจ้าโง่ เจ้ากินคนเดียวเลยเรอะ?!”
“เอาปูของข้าคืนมานะ!”
“ข้ายังไม่ได้กินเลย จูโก่วหยวน เจ้าทำเกินไปแล้ว!”
……
คนอื่น ๆ พลันโถมเข้าหาจูโก่วหยวน กดเขาไว้บนพื้นดินยื้อแย่งปู
คนที่มือเท้าเร็วกว่าแย่งไปได้ก่อน จากนั้นยัดเข้าปากตัวเอง ชิมรสเนื้อปูที่มีอยู่น้อยนิด
สมัยก่อน ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก็เคยทำแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ตอนนี้พอมาได้เห็นฉากนี้กลับบังเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา
ตอนนี้พวกเขายังเล็ก ยังแยกแยะได้ไม่ชัดเจน แต่รอจนพวกเขาโตกว่านี้ก็จะเข้าใจว่าความรู้สึกแบบนั้นก็คือ พวกเขาไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกัน
“ไม่ต้องแย่งกัน ตรงนี้ก็มีอีกไม่ใช่หรือ? ข้าจะแกะให้พวกเจ้า” ต้าเป่าตระหนักได้ว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ จึงแยกคนทั้งกลุ่มออกจากกัน ขู่ว่าถ้าใครไม่เชื่อฟังก็จะไม่แกะปูให้
ครั้นจูโก่วหวาได้ยินว่าถ้ายังดื้ออยู่จะไม่ได้กินปูก็รีบปล่อยมือทันที และลุกขึ้นมายืนอย่างเรียบร้อย
“จูโก่วหยวนไม่ต้องกิน เมื่อครู่เขากินปูตัวนั้นไปหมดแล้ว” หนึ่งในกลุ่มเด็กน้อยร้องขึ้นอย่างไม่พอใจ
จูโก่วหยวนก็ไม่พอใจเช่นกัน “ข้ายังไม่รับรู้รสชาติเลย กินลงไปคำเดียวก็ไม่เหลือแล้ว”
ต้าเป่าออกจะจนปัญญา “ข้าก็บอกแล้วว่าเจ้านี่มีเนื้อนิดเดียว จูโก่วหยวน เจ้าไม่ต้องไม่พอใจ เจ้ากินปูตัวโตไปตัวหนึ่งแล้ว ปูมีทั้งหมดแค่หกตัว แบ่งให้ทุกคน ตัดอาเล็กของข้ากับเอ้อร์เป่าออกไป แบ่งกันกินคนละตัวยังไม่พอ เจ้าอย่าหวังเลย”
“ทำไมจะไม่พอ?” จูโก่วหยวนนับเลขไม่เป็น พอได้ยินต้าเป่าพูดเช่นนี้ก็นึกกังขา
ช่วยไม่ได้ ต้าเป่าบอกให้พวกเขายืนกันดี ๆ แล้วทยอยแจกปู
แบ่งปูหนึ่งตัวให้สองคนถือเอาไว้ แม้ทุกคนจะนับเลขไม่เป็น แต่เห็นว่ายังเหลืออีกคนที่ไม่ได้รับส่วนแบ่ง ก็เข้าใจแล้วว่าไม่พอ
“ตอนแรกยังพออยู่ ถ้าจูโก่วหยวนไม่แย่งไปกินเสียก่อนก็ได้กินกันทุกคนแล้ว” จูโก่วหวายังนับว่ามีความคิดปราดเปรียวอยู่บ้าง เห็นว่าคนที่เหลือคนนั้นสามารถจับคู่กับจูโก่วหยวนได้พอดีก็โพล่งขึ้นมา
จูโก่วหยวนมองคนนั้นที คนนี้ที ไม่รู้จะพูดอะไรโดยสิ้นเชิง
ภายใต้ความช่วยเหลือของต้าเป่า เด็กน้อยทั้งกลุ่มทุกคนล้วนได้กินเนื้อปูหนึ่งคำ แม้ว่าจะเป็นเพียงคำเล็ก ๆ ไม่พอที่จะเติมเต็มความอยากกินเนื้อของพวกเขาเลยสักนิดด็ตาม
แต่เพียงคำเดียวนั้นก็ทำให้พวกเขาได้สัมผัสรสชาติของ ‘ความสุข’ แล้ว แทบกล่าวได้ว่าเป็นอาหารชั้นเลิศในโลกมนุษย์
“อร่อยมาก!”
“อื้ม! อร่อย!”
“มิน่าล่ะ น้ำพริกถึงได้อร่อยปานนั้น ที่แท้เจ้าอัปลักษณ์ก็อร่อยขนาดนี้”
“น่าเสียดายที่มีน้อยเกินไป”
……
คนแรก ๆ ยังไม่มีประสบการณ์ เคี้ยวไม่กี่ทีก็กลืนลงไปแล้ว คนหลัง ๆ เริ่มคลำทางได้ อมไว้ในปากอยู่นานก็ยังตัดใจกลืนลงไปไม่ได้เสียที อมไว้เช่นนั้นนานสองนาน
พวกเขาคุยจ้ออยู่ตรงนั้นว่าปูพวกนี้อร่อยเพียงใด เป็นของอร่อยที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยกินมาในชีวิตนี้เลยทีเดียว
แน่นอนว่าพวกเขายังเสียอกเสียใจอย่างมากที่มันมีแค่นิดเดียว
แต่เมื่อมีประสบการณ์คราวนี้ พวกเขาต่างก็พูดว่า “ต่อไป ข้าจะไม่พูดว่าน้ำพริกเนื้อของบ้านเจ้าแพงเกินไปอีกแล้ว!”
ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูชีนิ่งงัน “…”
นั่นเป็นเพราะว่าปูที่พวกเจ้าจับมาได้ตัวเล็กเกินไปต่างหาก อีกทั้งยังไม่ใช่ฤดูกาลกินปู ยิ่งไปกว่านั้น น้ำพริกเนื้อที่ครอบครัวพวกเขาขายก็ไม่อาจใส่แต่เนื้อลงไปเพียงอย่างเดียว ยังใส่อย่างอื่นลงไปด้วย ถ้าเป็นเนื้อทั้งหมดก็ขาดทุนยับเยินน่ะสิ
แต่การกินปูคราวนี้ก็ทำให้พวกเขาสนิทกันมากกว่าเดิม
พวกจูโก่วหวายังชวนให้พวกเขาไปอาบน้ำในลำธารและปีนต้นไม้ด้วยกัน
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าก้มศีรษะลงมองชุดคลุมยาวของตัวเองพลางส่ายหน้า “ไม่ได้ ชุดที่พวกข้าใส่อยู่ไม่สะดวก”
“ถอดออกก็ได้นี่นา? ก็เหมือนกับข้านี่อย่างไร ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าแล้วก็ได้” จูโก่วหวาตบอกตัวเอง กล่าวอย่างเปิดเผยยิ่งนัก
ต้าเป่าสามารถมองเห็นรอยแดดเผาบนหลังของเขาได้ถนัดเลยทีเดียว
สุดท้ายแล้ว เขายังคงส่ายศีรษะ “ช่างเถอะ ข้า อาเล็กกับน้องรองออกมาพักใหญ่แล้ว สมควรกลับไปได้แล้ว คราวหน้าถ้ามีเวลา พวกเราค่อยเล่นด้วยกัน”
ต้าเป่ากล่าวจบก็พาจูชีและเอ้อร์เป่าแยกทางกับพวกเขา
ต้าเป่าเองก็เสียดาย แต่เขาไม่ลืมคำพูดของอาจารย์เสิน คนเป็นบัณฑิตต้องรักษาจรรยามารยาทของบัณฑิต สำรวมวาจาและความประพฤติ
หล่อหลอมจรรยามารยาทเข้ากระดูกได้แล้วจึงจะมีราศีของบัณฑิต พูดแล้วพึงกระทำ กระทำแล้วย่อมมีผลลัพธ์ จึงจะเป็นบัณฑิตที่แท้จริง
เอ้อร์เป่าอาจไม่ได้ใคร่ครวญได้กระจ่างถึงเพียงนั้น แต่ต้าเป่าตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า ขณะที่เขา อาเล็ก และเอ้อร์เป่าสวมชุดคลุมยาวเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่อาจ ‘เล่นซน’ เหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้ว
บัณฑิตใช่ว่าจะเล่นไม่ได้ แต่ต้องเล่นอย่าง ‘สำรวม’
เช่นเดียวกับเสินกวงจี้
ระหว่างทางขากลับ ต้าเป่าเอ่ยขึ้นว่า “อาเล็ก ข้าคิดถึงกวงจี้แล้ว”
เอ้อร์เป่าก็พูดว่า “ข้าก็เหมือนกัน พวกโก่วหวาน่ากลัว พี่กวงจี้ดีกว่า พี่กวงจี้อ่อนโยนที่สุดแล้ว”
ต้าเป่ามองน้องชาย คิดในใจว่านั่นไม่เรียกว่า ‘อ่อนโยน’ แต่เรียกว่า ‘จรรยามารยาท’ ต่างหาก
แต่ว่ากันตามตรงแล้ว เนื่องจากเอ้อร์เป่าอายุยังน้อย ปกติเวลาพวกเขาเรียนหนังสือหรือเล่นด้วยกัน เสินกวงจี้ก็ดูแลเอ้อร์เป่าเป็นอย่างดีจริง ๆ
หากไม่ใช่เพราะตนเองเป็นพี่ชายแท้ ๆ ต้าเป่ายังสงสัยว่าเอ้อร์เป่าคงเดินตามผู้อื่นไปต้อย ๆ เสียแล้ว
จูชีกล่าวว่า “อืม ข้าก็คิดถึงเหมือนกัน กลับเรือนแล้วไปถามท่านแม่กันเถอะว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้กลับ”
“ข้ารู้ จะได้กลับไปพรุ่งนี้” เอ้อร์เป่าชูมือเล็กจ้อยขึ้นมา “ข้าได้ยินอาสามพูดมา เขาบอกว่าวันนี้เขาต้องช่วยหาบน้ำอีกวัน พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องทำแล้ว เพราะต้องกลับตำบล อาสามพูดอย่างนี้”
จูชีและต้าเป่าพลันรู้สึกโล่งอก อดคิดไม่ได้ว่าจะได้กลับไปแล้วหรือ ดีจริง ๆ!