ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 325 ฐานะที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม
บทที่ 325 ฐานะที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม
สีหน้าเย่อวี๋หรานบึ้งตึงขึ้นมาทันที “เจ้าไปฟังใครพูดมา?”
มารดามันเถอะ นางจะนอนห้องเดียวกันกับจูเหล่าโถวหรือไม่นอนแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา?
เขาจะสนใจอะไรนักหนา อยากถูกตีเรอะ?
กานอี้เซียนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เปล่า ข้าไม่ได้ฟังใครพูด…”
“เมื่อครู่นี้เจ้าเพิ่งพูดว่าเจ้าได้ยินคนพูดมาไม่ใช่หรือ? บอกมาเถอะ เป็นใครกันแน่?” เย่อวี๋หรานไม่เชื่อเด็ดขาด เจ้าหนุ่มนี่หนังหน้าหนาถึงเพียงนี้ สืบเรื่องของครอบครัวนางก็ช่างเถอะ นี่คงไม่ได้ให้ใครมาซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงแอบฟังเรื่องระหว่างสามีภรรยาของชาวบ้านหรอกนะ?
เรื่องที่นางแยกห้องนอนกับจูเหล่าโถว ลูกชายกับลูกสะใภ้ของนางยังไม่พูดอะไร เพื่อนบ้านก็ไม่เคยมีใครถาม เขาไปได้ยินมาจากไหน?
ครั้นเผชิญกับคำถามคาดคั้นของนาง กานอี้เซียนก็อยากจะร้องไห้ ฮือ ๆๆ..เขาไม่ได้ฟังคนพูดมา แต่ ‘เห็น’ กับตาตัวเองต่างหาก
ตอนแรก เขายังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ จดจ่ออยู่กับการจับตามอง ‘แปลงเพาะปลูก’ ของจูต้าเหนียงเท่านั้น
ทว่าจับตามองไปเรื่อย ๆ กลับพบว่าจูเหล่าโถวเทียวไปเรือนของแม่ม่ายผู้หนึ่งอยู่เป็นนิจ
ต่อให้กานอี้เซียนไม่คิดอะไรมาก ความคิดใสสะอาดมากกว่านี้ก็รู้สึกถึงความไม่ปกติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาแอบได้ยินบทสนทนาระหว่างแม่ม่ายฉินกับลูกชายทั้งสอง กานอี้เซียนก็ยิ่งแน่ใจ จูเหล่าโถวมีภรรยาดี ๆ ไม่ชอบ จะออกนอกลู่นอกทางเสียแล้ว
กานอี้เซียนเริ่มกระสับกระส่าย
เขาไม่สนว่าจูเหล่าโถวจะมีชู้หรือไม่ มีใจเป็นอื่นหรือเปล่า แต่เขาเป็นห่วงจูต้าเหนียงนี่นา
จากความเข้าใจที่เขามีต่อสตรีในยุคสมัยนี้ เขาแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าถ้าเรื่องจูเหล่าโถวถูกเปิดเผยแล้ว จูต้าเหนียงจะยังมีสมาธิกับการเพาะปลูกอยู่หรือไม่?
แน่นอนว่าไม่
ถ้าจูต้าเหนียงไม่จดจ่อกับการเพาะปลูกอีกต่อไป ผืนดินใต้อาณัติของเขาคงหมดหวังที่จะพัฒนาและได้แต่รอวันรกร้างแล้วใช่หรือไม่?
ถ้าผืนดินรกร้าง ถู่ตี้เฉินอย่างเขาก็คงจะหมดโอกาสก้าวหน้าแล้วใช่ไหม?
ถ้าเขาหมดอนาคตโดยสิ้นเชิง แล้วจะกลับไปยังตำหนักสวรรค์เพื่อคิดบัญชีกับบิดามารดาบังเกิดเกล้าได้อย่างไรกันล่ะ?
……
เมื่อคิดได้เช่นนี้ กานอี้เซียนก็ประหวั่นลนลานเป็นที่สุด เผ่นมาหาเย่อวี๋หรานด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีบทสนทนาดังที่กล่าวมาข้างต้น
“ข้าถามเจ้าอยู่นะ เจ้าไปฟังใครพูดมา?” เย่อวี๋หรานคาดคั้นด้วยแววตาเย็นชา
กานอี้เซียนเผยอปาก แต่กลับพูดไม่ออกสักคำ
“พูดสิ ทำไมไม่พูด? หรือจะบอกว่าความจริงแล้วเจ้าไม่ได้ไปได้ยินใครพูดมา แต่เจ้ามองออกเองกันแน่?”
“เอ่อ…ใช่” แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่กานอี้เซียนก็ไม่อาจให้คนอื่นมาแบกหม้อดำนี้แทนเขา ได้แต่ฝืนใจยอมรับเองแล้ว
เขายังพูดได้หรือว่า ที่จริงเขาไม่ได้เจตนา ‘แอบมอง’ แต่เป็นเพราะเขาคือถู่ตี้เฉิน ขอเพียงเป็นเรื่องที่เขาอยากรู้ ทั่วอาณาเขตใต้ความดูแลของเขาไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่รู้
“เฮอะเฮอะ! หนังหน้าเจ้าช่างหนาเสียจริงนะ กระทั่งเรื่องระหว่างสามีภรรยาผู้อื่น เจ้าก็ยังมีหน้ามาแอบดู?” เย่อวี๋หรานแค่นยิ้มเย็น “อายุยังน้อยก็ไม่รู้จักเรียนรู้เรื่องดี ๆ ตอนนี้แอบดูเรื่องพรรค์นี้ วันหน้าเจ้าคิดจะทำอะไร? อยากขึ้นสวรรค์งั้นเรอะ?”
กานอี้เซียนหดคอ “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
ถูกต้อง ข้าอยากกลับขึ้นไปบนสวรรค์จริง ๆ นั่นแหละ!
แต่ตอนนี้ข้าทะเลาะกับท่านพ่อท่านแม่ กำลังทำสงครามเย็นกันอยู่
ถ้าไม่ทำอะไรให้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน ข้าก็ไม่มีหน้ากลับไป
เย่อวี๋หรานถลึงตา “เจ้ายังกล้ามาเล่นลิ้นกับข้า?”
กานอี้เซียนส่ายหน้า “เปล่า ข้าไม่ได้เล่นลิ้น ข้าพูดความจริง”
จริง ๆ นะ ข้าไม่เคยโกหกใคร ซื่อสัตย์เป็นที่สุดแล้ว
เย่อวี๋หรานกลัวว่าตนเองจะถูกเขาทำให้โมโหจนกระอักตายเลือดไปเสียก่อน จึงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่สนว่าเจ้าพูดจริงหรือไม่จริง เอาเป็นว่าต่อจากนี้ข้าไม่อยากได้ยินเรื่องนี้อีก นอกจากนี้ เรื่องระหว่างข้ากับจูเหล่าโถวเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกข้า ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า”
นางพูดจบก็เดินหนีไป
กานอี้เซียนร้อนใจ “นี่ จูต้าเหนียง ท่านรอก่อน…”
จะไม่เกี่ยวกับข้าได้อย่างไร? ถ้าท่านไม่สามารถจดจ่อกับการเพาะปลูกได้อีกแล้ว ข้าจะสร้างผลงานมาพิสูจน์ให้ท่านพ่อท่านแม่เห็น แล้วกลับขึ้นสวรรค์ไปอีกครั้งได้อย่างไร
หากน่าเสียดายที่เย่อวี๋หรานไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย เดินดุ่ม ๆ ไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง
กานอี้เซียนรีบคว้ามือของนางไว้ด้วยอารามร้อนใจ
เย่อวี๋หรานเห็นเช่นนั้น ปฏิกิริยาตอบสนองอันดับแรกคือสะบัดมือเขาออกไป
แต่กลับพบว่ามือของคนบางคนขาวผ่องนุ่มนิ่ม ดูแลรักษาเป็นอย่างดีราวกับดรุณีน้อยในเรือนทอง ทว่าเรี่ยวแรงกลับไม่ด้อย ทำให้นางสะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด
“เจ้าทำอะไร? ชายหญิงไม่แตะเนื้อต้องตัว ไม่รู้หรือ?” เย่อวี๋หรานเดือดดาล
กานอี้เซียนปล่อยมืออย่างตกอกตกใจ “ไม่ใช่ จูต้าเหนียง ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ท่านฟังข้าก่อน ข้าแค่เป็นห่วงท่าน…”
“เจ้ายังพูดอีก!” เย่อวี๋หรานตวาดตัดบทเขา รีบมองไปรอบทิศ กลัวว่าจะมีคนมาได้ยินเข้า
แม้อายุของคนทั้งสองจะห่างกันพอสมควร นางสามารถเป็นมารดาของเขาได้เลยทีเดียว แต่ถ้อยคำคลุมเครือเช่นนี้ถ้าใครได้ยินจะต้องเข้าใจผิดแน่นอน
ยุคสมัยนี้โหดร้ายทารุณต่อสตรี ถึงจะเป็นนางที่มีชื่อเสียงว่าร้ายกาจ แต่คำพูดพรรค์นี้ถ้าแพร่งพรายออกไป คำคนดุร้ายกว่าเสือ ถ้าคนในหมู่บ้านต้องการจะลงโทษนางขึ้นมา นางก็ไม่อาจต่อต้านได้
กานอี้เซียนเองก็ตระหนักว่าตนเองพูดผิด รีบละล่ำละลักขออภัย “ขออภัย ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง ข้าแค่เป็นห่วงจูต้าเหนียงในฐานะญาติผู้อาวุโส ไม่ได้มีเจตนาอื่นจริง ๆ โปรดอย่าเข้าใจผิด…”
“เจ้าก็อย่าพูดคำที่ชวนให้คนเข้าใจผิด” เย่อวี๋หรานประสาทตึงเครียด “ถึงข้าจะอายุมากแล้วแต่ก็ยังเป็นผู้หญิง ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังเดิมทีก็ทำให้คนเข้าใจผิดง่ายอยู่แล้ว ถ้าเจ้ายื้อยุดกับข้า ทั้งยังมาพูดจาคลุมเครือไม่ชัดเจนแบบนี้ คนอื่นไม่เข้าใจผิดก็แปลกแล้ว เจ้าไม่รู้หรือว่าหลินต้าเม่ยก็ใช้วิธีการแบบนี้มาบังคับให้หลี่ว์มู่ที่ไม่ยินยอมพร้อมใจต้องตกล่องปล่องชิ้นกับนาง?”
“ข้ารู้” กานอี้เซียนกล่าวเสียงอ่อน “ข้ายังรู้ว่าหลี่ว์มู่ก็แค้นท่านเพราะเหตุนี้ คิดว่าท่านเป็นคนวางแผนเรื่องราวทุกอย่าง ทั้งยังจงใจยุยงให้หลินต้าเม่ยมาสร้างความวุ่นวายในวันจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของพวกท่าน จะได้ฉวยโอกาสสังหารหลินต้าเม่ย เพื่อใส่ร้ายท่าน…”
พูดไปสักพัก กานอี้เซียนก็ชะงักไป มองมาทางเย่อวี๋หรานอย่างแตกตื่น ไม่กล้าส่งเสียงอีก
เพราะสีหน้าเย่อวี๋หรานเปลี่ยนเป็นเย็นชาอีกแล้ว สายตาที่จ้องมองเขาราวกับจะกินเขาลงท้องไปอย่างไรอย่างนั้น “เจ้าสืบมาดิบดีเสียเหลือเกินนะ! หมายความว่าอย่างไร เจ้าอยากข่มขู่ข้าใช่ไหม? หา?”
“เปล่า ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” กานอี้เซียนโบกไม้โบกมืออีกครั้ง “จูต้าเหนียง ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าแค่เป็นห่วงท่านในฐานะผู้อาวุโสจริง ๆ กลัวว่าท่านจะเกิดเรื่อง กลัวว่าท่านจะอารมณ์ไม่ดี ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน หรือถ้าท่านอารมณ์ไม่ดีเสียแล้ว ก็คงจะไม่ตั้งใจเพาะปลูกต่อไป แล้วข้า…แล้วข้าจะทำอย่างไร?”
ยิ่งอธิบายไม่รู้เรื่อง กานอี้เซียนก็ยิ่งพบว่าตนเองพูดจาสับสน ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย
แต่เรื่องจริงเป็นเช่นนี้ เขาคิดแบบนี้จริง ๆ นี่นา
เขามาเป็นถู่ตี้เฉินอย่างไม่ชอบธรรม ขนาดที่ว่าเขายังไปแอบ ‘ขโมย’ ป้ายถู่ตี้เฉินมาจากคนอื่นอีกต่างหาก
ด้วยเหตุนี้ ขอบเขตอำนาจของเขาจึงมีจำกัด แม้จะสามารถพำนักบนภูเขาไท่ตัง แต่ความจริงแล้วผืนดินที่เขาสามารถสำแดงอิทธิฤทธิ์ได้จำกัดอยู่แค่ภายในหมู่บ้านสกุลจูแห่งนี้เท่านั้น
ถู่ตี้เฉินแบบเขา ถ้าคนอื่นรู้เข้าก็ค่อนข้างน่ากระอักกระอ่วนทีเดียว