ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 326 ถู่ตี้เฉินที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
บทที่ 326 ถู่ตี้เฉินที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เย่อวี๋หรานย่อมไม่เข้าใจเจตนาของกานอี้เซียนผิดอยู่แล้ว นางตึงเครียดเช่นนี้ก็เพราะว่านางเคย ‘จินตนาการแบบนั้น’ กับผู้อื่นมาก่อน ถึงได้ความรู้สึกไวต่อการกระทำที่คลุมเครือของอีกฝ่ายเป็นพิเศษ
อายุปูนนี้แล้ว เป็นย่าคนแล้ว ยังฝันพรรค์นั้นได้อีก?!
ถ้าพูดออกไปจะต้องทำให้คนขบขันเป็นแน่แท้
นางเองก็ไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะเจ้าตัวอย่างกานอี้เซียน
ครั้นได้ยินว่าอีกฝ่าย ‘เป็นห่วง’ นางเพียงเพราะกังวลว่านางจะไม่ตั้งใจเพาะปลูก ในใจเย่อวี๋หรานก็อดจะรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้
นางทราบว่าที่นางกับอีกฝ่ายไปมาหาสู่กันมีสายสัมพันธ์ประการเดียวคือเรื่อง ‘เพาะปลูก’ แต่เมื่อถูกเขากล่าวออกมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเช่นนี้ ก็เกือบจะถูกทำร้ายจิตใจเข้าให้แล้ว
เฮ้อ…ถ้านางอายุน้อยกว่านี้สักสิบกว่าปี ยี่สิบปีก็คงดี
ส่วนว่าเหตุใดจึง ‘ดี’ เย่อวี๋หรานไม่กล้าครุ่นคิดให้ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น
“เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว” นางกล่าวต่อไปว่า “เจ้าไม่ต้องกังวล เรื่องระหว่างข้ากับจูเหล่าโถวเป็นเรื่องส่วนตัว เจ้าไม่ต้องยุ่ง เรื่องนี้ไม่กระทบต่อการเพาะปลูกแน่นอน ควรเพาะปลูกอย่างไรข้าก็จะทำไปเช่นนั้น ควรเผยแพร่อย่างไรข้าก็ยังทำดุจเดิม ถ้าเจ้าคิดว่าวิธีนี้ได้ผลก็สามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ข้ามีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว”
“เงื่อนไขอะไร?” ความคิดจิตใจของกานอี้เซียนถูกคำว่า ‘เงื่อนไข’ กุมเอาไว้อย่างถนัดถนี่ ไม่ได้สังเกตเรื่องอื่น
“ให้หมู่บ้านสกุลจูดำเนินการก่อน จากนั้นค่อยเป็นเชิงเขาไท่ตัง สถานที่อื่น ๆ ต้องช้ากว่านี้สามปี” เย่อวี๋หรานมองตาเขา พลางกล่าวว่า “ในเมื่อข้าให้ที่นี่เป็นหมู่บ้านนำร่องทดลองดำเนินการไปก่อน ข้าก็หวังว่าจะสามารถรักษาข้อได้เปรียบของที่นี่เอาไว้ มีเพียงหมู่บ้านสกุลจูดำเนินการนำหน้าไปก่อน ข้าจึงจะสามารถรับประกันได้ว่าพวกเขาจะฟังข้า เรื่องที่ข้าอยากทำจึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้”
พูดอีกอย่างก็คือ เย่อวี๋หรานต้องการบ่มเพาะอำนาจ
ตราบใดที่รักษาภาวะได้เปรียบตรงนี้เอาไว้ได้ นางจึงจะสามารถรับประกันได้ว่าตนเองมีอำนาจมากพอจะมีอิทธิพลเหนือคนรอบข้าง เอื้อให้นางดำเนินแผนการขั้นถัดไป
เมื่อก่อนนางไม่ได้บอกกล่าวต่อกานอี้เซียนอย่างชัดเจน เพราะรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลา แต่ตอนนี้กานอี้เซียนฝากความคาดหวังไว้กับนางเช่นนี้ เป็นห่วงนางเช่นนี้ นางจึงชิงบอกไว้ล่วงหน้า
กานอี้เซียนตะลึงงัน “ตกลง ไม่ว่าท่านจะทำอะไร ข้าล้วนสนับสนุน ท่านวางใจ ข้าเป็นเพียงคนที่คอยมองอยู่ข้าง ๆ อย่างมากก็คงจะออกความเห็นเท่านั้น ไม่เข้าไปแทรกแซงแน่นอน”
เขารับปากเย่อวี๋หรานว่า ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาตจากนาง เขาจะไม่แพร่งพรายเคล็ดลับเกี่ยวกับการเพาะปลูกของนางออกไปเด็ดขาด
“ดูท่าว่าเจ้าคงรู้อะไรมาไม่น้อย”
กานอี้เซียนหน้าเจื่อนทันที “แค่พอสมควรเท่านั้น”
“ขอแค่เจ้าเข้าใจว่าเรื่องใดสามารถพูดได้ เรื่องใดไม่สามารถพูดได้ก็พอแล้ว” เย่อวี๋หรานทราบว่าชาวบ้านไม่ทะเลาะกับขุนนาง ถ้ากานอี้เซียนคิดร้ายกับนาง นางที่เป็นเพียงชาวบ้านอ่อนแอคนหนึ่งคงไม่มีทางเอาชนะเขาได้เลย
ตอนนี้นางก็แค่อาศัยว่าคนหนุ่มหนังหน้าบาง ไม่กล้าพูดก็เท่านั้น
“เข้าใจแล้ว”
“ถ้าไม่ได้เอาอะไรมาด้วย ข้าก็ขอตัวก่อน ข้ายังมีเรื่องต้องทำอีกมาก” เย่อวี๋หรานยิ้มฝืดเฝื่อน หมดอารมณ์จะสนทนากับเขาโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าใครที่ถูกผู้อื่นกุม ‘จุดอ่อน’ เอาไว้ได้ ในใจก็คงไม่ปลอดโปร่งสักเท่าใด นับประสาอะไรที่คนผู้นั้นยังค่อนข้างแตกต่างจากคนทั่วไปในจิตใจนางอีกด้วย
นางนึกว่านางกับเขาสามารถเป็นสหายกันได้ คบหากันฉันมิตรโดยไม่สนใจเรื่องอายุ แต่ตอนนี้ดูแล้ว นางคงคิดง่ายเกินไป
กานอี้เซียนสัมผัสถึงความไม่พอใจของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน แต่เขากลับไม่รู้ว่าความไม่พอใจนั้นมีที่มาจากอะไร
เขาก็รับปากเงื่อนไขของนางแล้วนี่นา?
“ไม่มีอะไรแล้ว จูต้าเหนียง ท่านไปทำธุระเถอะ”
เย่อวี๋หรานจากไปโดยไม่สนใจเขาอีก
กานอี้เซียนยืนอยู่ที่เดิม เนิ่นนานก็ยังไม่จากไป เขาขบคิดปัญหานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังคิดไม่ออก
เดี๋ยวก่อน เขาลืมบอกจูต้าเหนียงเรื่องที่จูเหล่าโถวแอบไปมีคนอื่นอยู่ข้างนอก!
แม้จูต้าเหนียงจะไม่พอใจที่เขาเข้าไปยุ่งเรื่องระหว่างนางกับจูเหล่าโถว แต่ตอนนี้จูเหล่าโถวแอบไปมีคนอื่นอยู่ข้างนอกเพราะเรื่องแยกห้องนอนแล้วนี่นา
“โธ่เอ๊ย ทำอย่างไรดีละเนี่ย?”
เย่อวี๋หรานจากไปไกลมากแล้ว
และเพื่อหลีกเลี่ยงกานอี้เซียน กลัวว่าเขาจะตามมาอีก นางจึงจงใจเดินไปในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ทั้งยังตัดสินใจแล้วว่าต่อไปถ้าไม่มีธุระก็จะไม่ออกไปข้างนอกตามลำพังอีก โดยเฉพาะบริเวณที่ค่อนข้างปลอดคน
หลังเกิดเรื่องนี้ขึ้น นางก็ไม่อยากเห็นเขาอีกแล้ว
“ท่านแม่ ทำไมท่านกลับมาเร็วขนาดนี้ล่ะเจ้าคะ?” หลี่ซื่อรู้สึกว่าตนเองยังไม่ทันได้ทำอะไร แม่สามีก็กลับมาพร้อมกับตะกร้าที่ยังว่างอยู่ครึ่งหนึ่งเสียแล้ว นางจึงสงสัย
“ร้อนเกินไป เวียนหัว” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“ท่านแม่ ท่านคงไม่ได้จับลมร้อนหรอกนะ?”
หลี่ซื่อลุกขึ้นทันที นางดึงตะกร้ามาจากมือเย่อวี๋หรานแล้วบอกให้นั่งอยู่ใต้ต้นไม้บริเวณที่แดดร่มลมตก และฝากให้อีกฝ่ายช่วยดูแลซานเป่ากับซื่อเป่า
จากนั้นหลี่ซื่อก็เดินเข้าไปในครัวเร็วจี๋ ตักชาสมุนไพรมาให้เย่อวี๋หราน
“ท่านแม่ ท่านก็จริง ๆ เลย ใบสะระแหน่พวกนี้จะเด็ดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่กลับจะต้องไปเวลานี้”
“อีกอย่าง ท่านก็ไม่จำเป็นต้องไปเอง จูปาเม่ยก็รู้ว่าจะไปเด็ดได้ที่ไหน ให้พวกนางไปก็พอแล้ว”
“นี่เจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านรีบดื่มเร็วเข้า ข้าเพิ่งยกลงจากเตาปล่อยให้เย็นลง ยังอุ่น ๆ อยู่ แต่ก็น่าจะคลายร้อนได้บ้าง”
……
เย่อวี๋หรานไม่ได้อธิบายอะไร แต่รับไปดื่มอย่างช้า ๆ
หลี่ซื่อหาพัดมาอันหนึ่ง คอยพัดให้อีกฝ่ายอยู่ข้าง ๆ “ท่านแม่ ท่านรู้สึกดีขึ้นบ้างไหมเจ้าคะ? ถ้ายังไม่ดีขึ้น ข้าไปตักน้ำมาให้ท่านกลับห้องไปเช็ดตัวดีไหมเจ้าคะ?”
“ดีขึ้นมากแล้ว ไม่ได้หนักหนาขนาดนั้น ลำบากเจ้าแล้ว เมียเจ้าสี่” เย่อวี๋หรานดื่มไปได้ครึ่งถ้วยก็วางลง
“ท่านแม่ ท่านขอบคุณข้าทำไมกัน ข้าเป็นลูกสะใภ้ของท่านนะเจ้าคะ การดูแลท่านแม่เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” ลึก ๆ ในใจหลี่ซื่อแอบกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่สิ่งที่ควรพูดก็ยังต้องพูดออกมา “ถ้าเหล่าซื่อรู้ว่าข้าไม่ดูแลท่านแม่ให้ดีก็คงตีข้าตายพอดี”
“การค้าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ก็เหมือนที่ผ่านมาเจ้าค่ะ อ้อ จริงด้วย ท่านแม่” หลี่ซื่อนึกอะไรขึ้นมาได้จึงพูดว่า “ก่อนหน้านี้ท่านแม่ร่วมมือกับช่างไม้ไฉเพื่อทำการค้าคันไถนนาก้านโค้งใช่ไหมเจ้าคะ ช่างไม้ไฉให้คนมาแจ้งว่า ถ้าท่านแม่ว่างเมื่อไหร่รบกวนให้ไปหาเขา มีเรื่องต้องการจะปรึกษา ท่านแม่ ถึงเวลาไปเก็บเงินแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ตกลงกันไว้ว่าจะรับเงินเป็นรายฤดูกาล ยังไม่ถึงเวลาก็คือไม่ถึงเวลา ไม่น่าจะเป็นเรื่องนี้”
“ถ้าอย่างนั้นจะเป็นเรื่องอะไรได้?” หลี่ซื่อสงสัย
เย่อวี๋หรานจนใจ “ถ้าข้ารู้ก็คงจะไปดูดวงให้คนอื่นแล้ว ยังนั่งอยู่ตรงนี้ทำไม? เจ้าดูแลซานเป่ากับซื่อเป่าเองเถอะ ข้าจะกลับห้องไปนอนสักครู่”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านไปเถอะ หากถึงเวลากินข้าวเย็นแล้วเดี๋ยวข้าไปเรียกท่าน”
เย่อวี๋หรานจึงลุกขึ้นเดินกลับห้อง
หลี่ซื่อมองซานเป่าและซื่อเป่าที่ทะเลาะกันอีกแล้ว นางลอบบ่นกับตัวเองว่า ท่านแม่ชอบทำเป็นเข้มแข็ง ไม่สบายแท้ ๆ ก็ยังฝืน ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อีกสักพักถ้าคนอื่นกลับมากันแล้วข้าต้องบอกพวกนางสักหน่อย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลินซื่อ และจูปาเม่ยทยอยกลับมา ก็ได้รู้ข่าวจากปากหลี่ซื่อว่าเย่อวี๋หรานไม่สบาย
ส่วนบรรดาลูกชายสกุลจูก็ทราบข่าวนี้จากภรรยาของตนเอง
ยกเว้นก็แค่จูเหล่าโถว เพราะเขากลับมาช้าเกินไป จึงได้ทราบเรื่องเป็นคนสุดท้าย
“นางแข็งแรงออกนี่นา ทำไมถึงป่วยเสียได้?” จูเหล่าโถวได้ยินลูกชายกับลูกสะใภ้พูดกันก็นึกสงสัย
“ท่านพ่อ พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะเจ้าคะ” หลี่ซื่อกล่าว “โรคภัยมาเยือนดุจภูถล่ม สร่างหายเชื่องช้าดุจสาวไหม[1] ปีที่แล้วท่านแม่เคยล้มไปหนหนึ่ง นอนเจ็บบนเตียงมาแล้ว น่าจะเป็นผลที่หลงเหลือมาจากตอนนั้น กอปรกับช่วงหลังมานี้ที่เรือนก็ยุ่งมาตลอด แม้แต่ในฤดูหนาวก็เหมือนกัน ต้นฤดูใบไม้ผลิจนถึงตอนนี้ ท่านแม่ก็ยังไม่ได้พักผ่อนดี ๆ เลยสักครั้ง…เรื่องราวมากมายประดังประเดเข้ามา ร่างกายจะรับไหวได้อย่างไร สุดท้ายจึงล้มป่วยเอาน่ะสิ”
[1] โรคภัยมาเยือนดุจภูถล่ม สร่างหายเชื่องช้าดุจสาวไหม 病来如山倒,病去如抽丝 เป็นสุภาษิตจีน หมายถึง โรคภัยมาเยือนอย่างฉับพลันและรุนแรง ต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย