ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 327 แม่สามีป่วยแล้ว
บทที่ 327 แม่สามีป่วยแล้ว
เย่อวี๋หรานป่วยแล้วจริง ๆ
นางไม่คิดว่าตนเองจะล้มป่วย ย้อนยุคมานานแล้ว แม้สุขภาพเจ้าของร่างเดิมจะไม่ได้ดีมาก แต่ก็เป็นเพราะไม่ได้กินอิ่มและสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม จิตใจคร่ำเคร่งตลอดเวลา ไม่มีโอกาสได้ผ่อนคลายเลยสักครั้ง
เมื่อได้ผ่อนคลายลงบ้าง คิดไม่ถึงว่าจะล้มป่วยเอาเสียได้
แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็รู้สึกไม่สบายตัวอย่างชัดเจน หมอชาวบ้านมาตรวจถึงเรือนและเขียนใบสั่งยาให้ บอกให้นางต้มดื่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป
“เป็นอาการเจ็บป่วยที่สั่งสมมานาน ขจัดรากไม่ได้ ต้องใช้เวลาค่อย ๆ บำรุง” หมอชาวบ้านกล่าวต่อไปว่า “จูต้าเหนียง ตอนนี้ลูกชายท่านก็โตแล้ว หลานชายก็มีแล้วด้วย ไม่มีอะไรก็ปล่อยวางให้มาก พักผ่อนให้มาก บำรุงร่างกายดี ๆ จิตใจก็จะปลอดโปร่ง คนก็ไม่เป็นไรแล้ว”
ส่วนยานั้นไม่ต้องเสียเงินซื้อ ประการสำคัญคือต้องกินอาหารดี ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และหยุดคิดมาก
“ได้ ต่อไปข้าจะคิดให้น้อยลงสักหน่อย” ถึงจะตอบรับไปอย่างนั้น แต่เย่อวี๋หรานก็ทราบว่าด้วยสภาพปัจจุบันของสกุลจู นางไม่อาจไม่คิดมากได้
เว้นเสียแต่ความเป็นอยู่ของครอบครัวจะดีขึ้น สามารถอาศัยอยู่ในเรือนหลังใหญ่ มีกำลังซื้อบริวารข้ารับใช้ แบบนั้นก็คงจะปล่อยวางได้แล้วกระมัง?
เมื่อคนเราล้มป่วยก็ไม่อยากขยับตัวเป็นที่สุด เย่อวี๋หรานเพียงถามเรื่องราวทั้งนอกและในเรือนวันละครั้ง จากนั้นก็คร้านจะสนใจแล้ว
ดีหรือไม่ดี ผ่านไปสักหลายวันก็ค่อยว่ากัน
แต่เมื่อนึกถึงว่าจูซาน จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าเพิ่งกลับไปที่สำนักศึกษา ตนเองก็ไม่ได้ป่วยอะไรมาก เย่อวี๋หรานจึงกำชับกับคนในครอบครัวว่าไม่ต้องส่งข่าวไปบอกทางนั้น
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ คำพูดก็ค่อนข้างแพร่ไปเร็ว เพียงมีคนเข้าไปในตำบล เรื่องก็ไปถึงหูจูซานจนได้
“แม่ข้าป่วยแล้ว?” จูซานแตกตื่น กลัวว่าเย่อวี๋หรานจะเป็นอะไรไป จึงบอกกล่าวกับเสินต้าเหนียงในวันนั้น เพื่อฝากฝังให้นางช่วยดูแลพวกเด็ก ๆ จากนั้นเขาก็กลับมายังสกุลจู
เมื่อเขากลับมาถึง ฟ้าก็มืดลงเสียแล้ว และหลิ่วซื่อเป็นคนเก็บกวาดเรือนเป็นคนสุดท้าย
“เจ้าสาม เจ้ามาได้อย่างไร?” หลิ่วซื่อรีบถามทันทีว่าสำนักศึกษามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าเป็นอย่างไรบ้าง
“ที่สำนักศึกษาไม่มีเรื่องอะไรขอรับ ข้ากลับมาดูท่านแม่ ท่านแม่เล่า? ท่านแม่อยู่ที่ไหน?”
“พักผ่อนอยู่ในห้องน่ะ เจ้าไม่ต้องร้อนใจ ท่านแม่ไม่เป็นไร” ครั้นได้ยินว่ากลับมาดูแม่สามี หลิ่วซื่อจึงพูดปลอบใจเขา
“พี่สะใภ้ใหญ่ งั้นข้าขอเข้าไปดูท่านแม่ก่อนนะขอรับ”
ครั้นกล่าวจบ จูซานก็ก้าวยาว ๆ ไปถึงหน้าห้องของเย่อวี๋หราน ก่อนจะเคาะประตูเบา ๆ
ยามนั้น เย่อวี๋หรานก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแล้ว “เข้ามาเถอะ”
“ท่านแม่ ได้ยินว่าท่านป่วยแล้ว?” จูซานเข้าไปแล้วก็สังเกตสีหน้าท่าทางของเย่อวี๋หราน เมื่อเห็นว่าไม่เป็นอะไรมากก็ค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ไม่เป็นไร แค่โรคเก่ากำเริบเท่านั้น เจ้าก็จริง ๆ เลย ไปฟังใครพูดมาถึงได้รีบร้อนกลับเรือนมาเช่นนี้ กินข้าวเย็นหรือยัง?” เย่อวี๋หรานตบลงบนเตียงเบา ๆ บอกให้เขานั่งลง
จูซานนั่งลงแล้วจึงพูดว่า “ข้ารีบมา ยังไม่ได้กินขอรับ ประเดี๋ยวข้าทำอะไรง่าย ๆ กินเอง ไม่เป็นไรขอรับ ไม่ได้ฟังใครพูดมา หมู่บ้านพวกเรามีรถเทียมวัวไม่ใช่หรือ เวลาข้าไม่มีธุระก็มักไปคุยกับพวกเขา ฟังว่าในหมู่บ้านหรือครอบครัวเรามีเรื่องอะไรหรือไม่”
เย่อวี๋หรานจนใจยิ่งนัก “ไม่เป็นอะไรมากหรอก อายุมากแล้วก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ เป็นธรรมดา ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้น ข้าจะไม่บอกเจ้าได้อย่างไร? ก็เพราะไม่ได้เป็นอะไร ไม่อยากให้เจ้ามาเสียเที่ยวจึงไม่ได้บอก”
“มาสักครั้งถึงจะวางใจได้ ท่านแม่ไม่เป็นไรก็พอแล้ว” จากนั้นจูซานก็ถือโอกาสเล่าเรื่องที่สำนักศึกษาให้นางฟังเสียเลย
มารดากับลูกชายกำลังสนทนากันอยู่ จูปาเม่ยก็กลับมาจากห้องของหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยพอดี
“เมื่อครู่เจอพี่สะใภ้ใหญ่ บอกว่าพี่สามกลับมาแล้ว ยังนึกว่าหลอกข้าเล่นเสียอีก ที่แท้ก็กลับมาจริง ๆ หรือเนี่ย” จูปาเม่ยกล่าว “พี่สาม ท่านกินข้าวหรือยังเจ้าคะ? ถ้ายังไม่ได้กิน เดี๋ยวข้าไปทำให้”
“พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้ากำลังทำอยู่ นางเพิ่งมาเคาะหน้าต่างบอกว่าจวนจะเสร็จแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงจริง ๆ นางไม่อยากสร้างความวุ่นวายให้คนในครอบครัวแท้ ๆ แต่สุดท้ายจูซานก็ยังกลับมาจนได้
วันรุ่งขึ้น ตอนที่จูซานจะกลับไป นางจึงฝืนลุกขึ้นมาจากเตียง
พักมาหลายวัน กระดูกทั่วร่างก็เฉื่อยชาไปหมดแล้ว
“พี่สามเป็นยาแก้โรคได้ชะงัดนักจริง ๆ ด้วย” หลี่ซื่อเห็นนางแล้วก็ยิ้มเริงร่า “พอพี่สามกลับมา สุขภาพท่านแม่ก็ดีขึ้นทันตาเห็น ท่านแม่ ท่านจะลำเอียงรักแต่พี่สามไม่ได้นะ ท่านยังมีลูกชายอีกหลายคนนะเจ้าคะ”
“เจ้านี่ช่างฉอเลาะจริง ๆ ซานเป่ากับซื่อเป่ายังไม่ตื่นกระมัง? เช้าขนาดนี้พากลับห้องไปแล้วหรือ?” ตอนที่จูซานจากไปนั้นฟ้ายังไม่สาง เย่อวี๋หรานจึงเดาว่าซานเป่าและซื่อเป่าน่าจะยังอยู่ที่ห้องของจูซาน
“ยังเจ้าค่ะ ข้าให้เหล่าซื่อไปนอนที่นั่นเป็นการตัดปัญหา”
“ประเดี๋ยวเจ้าบอกเมียเจ้ารองด้วยว่าตอนกลางวันให้เก็บอาหารไว้ให้ข้าด้วย สาย ๆ ข้าจะไปหาช่างไม้ไฉ” เย่อวี๋หรานกล่าว “ให้เจ้าสี่ไปกับข้า”
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว ข้าจะบอกพี่สะใภ้รองกับสามีของข้าให้” หลี่ซื่อปลีกตัวไปทำตามคำสั่งทันที
เย่อวี๋หรานขยับหมุนคอและบริหารแขนในลานเรือนและเคลื่อนไหวร่างกายเล็กน้อย
เมื่อกินมื้อเช้าเสร็จ เย่อวี๋หรานก็พาจูซื่อออกเดินทาง
“ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือ?” เมื่อไปถึงเรือนช่างไม้ไฉ ได้ยินว่าเป็นเรื่องราวใดแล้ว เย่อวี๋หรานก็รู้สึกประหลาดใจมาก นางกล่าวว่า “เรื่องของช่างไม้แบบพวกท่าน ข้าไม่เข้าใจหรอก ท่านจัดการไปตามที่เห็นสมควรเถอะ ข้าทำการค้าร่วมกับท่านก็ต้องเชื่อใจท่านอยู่แล้ว ท่านบอกว่าเรื่องนี้ดำเนินการอย่างไรก็ทำตามนั้น แต่มีเงื่อนไขข้อหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกกล่าวให้ชัดเจนเสียก่อน”
ที่แท้สาเหตุที่ช่างไม้ไฉให้เย่อวี๋หรานมาหาก็เป็นเพราะของเหล่านั้นที่นางให้ช่างไม้ไฉทำไปต้องตาช่างไม้มากฝีมือเข้า ต้องการสอบถามว่าจะขอเลียนแบบได้หรือไม่ ถ้าขายได้แล้ว ทางนั้นก็จะแบ่งกำไรให้จำนวนหนึ่ง
แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันกับช่างไม้ไฉ พวกเขาเสนอว่าจะนำสินค้าไปขายในสถานที่ห่างไกลออกไป ไม่นำมาขายบริเวณเชิงเขาไท่ตัง
ช่างไม้ไฉอธิบายว่า ถึงอย่างไรเขาก็เป็นช่างไม้คนเดียว รับลูกศิษย์มากแค่ไหนก็ทำของเหล่านั้นได้ไม่หวาดไม่ไหว ไม่สู้ส่งให้คนอื่นเพื่อรับค่าตอบแทนเล็กน้อย
ถ้าคิดเป็นรายชิ้นก็ได้น้อยลงจริง ๆ แต่เขาทำเองไม่ไหวก็ไร้ประโยชน์ นับว่าเสียเปล่าแล้ว
นอกจากคันไถนาก้านโค้งกับฟางโต่วสกุลเย่ เย่อวี๋หรานยังพัฒนาเครื่องมือการเกษตรอีกหลายอย่าง เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเพาะปลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
เป็นต้นว่าจอบสมัยก่อนล้วนเป็นแบบตรง เหมือนเอาก้อนเหล็กไปมัดไว้กับท่อนไม้ มีลักษณะเป็นแบบตัวอักษร “一”
เย่อวี๋หรานซึมซับจากจอบที่หักเข้าของยุคปัจจุบัน จึงดัดแปลงให้มีลักษณะแบบเลขเจ็ด “7”
มีทั้งแบบกว้าง แบบยาว ทั้งยังมีแบบที่คล้ายกับคราดของจูปาเจี้ย (ตือโป๊ยก่าย)
แม้แต่มีดที่ใช้เกี่ยวข้าว นางก็บอกช่างไม้ไฉล่วงหน้าแล้วว่าอยากทำให้เป็นทรงโค้งจันทร์เสี้ยว มีฟันเลื่อยขนาดเล็กด้วยก็ยิ่งดี
ตอนนั้นนางพูดว่า “ท่านลองคิดดู เลื่อยที่พวกท่านใช้ตัดไม้ยังมีฟันเลื่อย แล้วทำไมพวกเราจะทำเคียวที่มีฟันเลื่อยบ้างไม่ได้? ถ้าทำแบบนี้ เวลาตัดต้นข้าวก็น่าจะง่ายขึ้นใช่ไหม?”
“ถ้าใช้ไม่ดีเล่า?”
“ไม่เป็นไร ใช้ไม่ดีก็ใช้ไม่ดี ยังไม่ได้ทำของสิ่งนี้ออกมา ท่านรู้ได้อย่างไรว่าใช้ไม่ดี? อย่างมากก็นำไปหลอมแล้วทำเป็นมีดสักเล่มก็ได้”
ช่างไม้ไฉ “…”
ช่างตีเหล็กพวกนั้นคงจะถูกเขาก่อกวนจนหัวเสียเลยทีเดียว
แต่อาศัยความไว้วางใจที่เขามีต่อเย่อวี๋หราน กอปรกับคำโน้มน้าวอีกเป็นกระบุง เขาจึงไปไหว้วานให้พี่น้องช่างเหล็กที่รู้จักกันช่วยทำให้
พอได้ลองทำแล้ว ผลลัพธ์กลับไม่เลวจริง ๆ ด้วย
ด้วยเหตุนี้ ขณะที่เย่อวี๋หรานไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขาก็ได้รับผลพลอยได้เล็ก ๆ น้อย ๆ มาอีกอย่างหนึ่ง
“จูต้าเหนียง ท่านพูดมาเถอะ” ช่างไม้ไฉไม่แปลกใจสักนิดที่เย่อวี๋หรานมีเงื่อนไข
ใคร ๆ ก็เจรจาต่อรองกันเพื่อทำการค้าทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?