ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 328 หมูของครอบครัวนางเลี้ยงได้ดีกว่า
บทที่ 328 หมูของครอบครัวนางเลี้ยงได้ดีกว่า
“สกุลจูเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา ไม่ใช่คนค้าขาย” เย่อวี๋หรานมองตาอีกฝ่ายพลางกล่าวว่า “ดังนั้นไม่ว่าใครต้องการจะทำการค้ากับท่าน ท่านจะต้องยืนยันเรื่องนี้ให้ข้า เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน ข้ายอมรับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย ยกผลประโยชน์ให้พวกเขา แต่ไม่อาจยอมให้สกุลจูได้ชื่อว่าทำการค้าขายเด็ดขาด”
“เรื่องนี้จูต้าเหนียงวางใจได้ พวกเราก็เขียนสัญญาเช่นกัน ข้าไม่มีทางทำเรื่องเลอะเลือนเช่นนั้นแน่นอน” ช่างไม้ไฉรับคำ
เขาย่อมทราบเรื่องที่จูต้าเหนียงส่งลูกชายไปเรียนหนังสือ บัณฑิตถือสาเรื่องชื่อเสียงที่สุดแล้ว
เขาย่อมหวังให้ทางฝ่ายจูต้าเหนียงมีคนร่ำเรียนจนมีชื่อเสียง เช่นนี้เขาก็คงจะได้รับอานิสงส์บ้าง
นับแต่โบราณ คนเป็นช่างล้วนมีฐานะทางสังคมที่ต่ำต้อย ดีกว่าพ่อค้าหน่อยเดียวเท่านั้น แต่ถ้าในบรรดาสหายที่เขาคบหามีบัณฑิตสักคน เวลาเขาอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็จะมีหน้ามีตาขึ้นมาบ้าง
โดยเฉพาะเวลารับงาน คนอื่นก็จะไว้วางใจเขามากขึ้น มอบหมายงานดี ๆ ให้เขาทำ
หลังเจรจากันเสร็จแล้ว พวกเขายังเชิญเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสในหมู่บ้านมาเป็นประจักษ์พยานในการเขียนสัญญา เพื่อรับประกันผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย
ช่างไม้ไฉรู้สึกว่าเขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเย่อวี๋หราน หนึ่งในนั้นก็คือการเขียนสัญญา
ไม่มีสิ่งใดจะชัดเจนปลอดภัยไปกว่าการเขียนเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอีกแล้ว
หากมีข้อขัดแย้งหรือไม่เข้าใจกันตรงไหน ก็ให้เอาสัญญาขึ้นมา หาคนรู้หนังสือสักคนมาอ่านให้ชัด ๆ ก็เข้าใจได้แล้ว
เย่อวี๋หรานรู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ แต่ช่างไม้ไฉไม่เหมือนกัน เขาอายุมากแล้ว เป็นพวกถึงเบิกตากว้างก็มองไม่เห็น[1]
แต่ละครั้งที่ต้องเขียนสัญญา หากอยู่ในหมู่บ้านก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ แต่ถ้าอยู่ข้างนอกก็จ่ายเงินหนึ่งหรือสองเหรียญ หาบัณฑิตสักคนมาช่วยเขียน
สมัยก่อนตอนที่เขาไม่ได้เขียนสัญญา ก็เคยถูกนายจ้างหลอกลวงหรือรังแกมาแล้ว
แต่เมื่อมีสัญญา เรื่องราวก็จัดการง่ายขึ้นมาก พวกเราเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรขนาดนี้แล้ว ท่านยังจะบิดพลิ้วอีกหรือ?
เวลาผ่านไปไวดุจศรพุ่ง
รู้สึกเหมือนเพิ่งจะปลูกมันเทศไปได้ไม่นานเท่าไหร่ เถามันเทศก็แผ่คลุมผืนดิน ตัดไปเลี้ยงหมูชุดแล้วชุดเล่า ประหยัดแรงได้ไม่น้อย
หลายคนพูดหยอกหลิ่วซื่อว่า “เจ้าวาสนาดีนัก แม่สามีดีต่อเจ้าจริง ๆ แลกหมูมาเพิ่มให้เจ้าตัวหนึ่งยังไม่พอ ยังปลูกหญ้าเลี้ยงหมูเองอีกด้วย ไม่ใช่วาสนาที่ใคร ๆ ก็สามารถคว้าได้เลยนะ”
หลิ่วซื่อหน้าบาง เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่ตอบคำถามใด ๆ
ถ้าหลิ่วซื่อไม่ว่างมา หลี่ซื่อก็จะหาเวลามาตัดหญ้าเลี้ยงหมูแทน ถ้ามีคนมาพูดกับนางเช่นนี้ นางก็จะยิ้มแย้มตอบกลับไปว่า “ทำอย่างไรได้ แม่สามีของข้าเป็นคนดีนี่นา ถ้าเจ้าอิจฉา ทำไมไม่ออกเรือนมาสกุลจูของพวกข้าแต่แรก? จูซานกับจูชีบ้านพวกข้ายังไร้คู่ครองอยู่นะ”
“อิจฉาล่ะสิ? กลับไปบอกให้แม่สามีเจ้าช่วยหาที่ปลูกหญ้าเลี้ยงหมูให้ เท่านี้ก็ไม่ต้องอิจฉาข้าแล้วนี่นา? แต่วาสนาเช่นนี้ของข้า ใช่ว่าใคร ๆ ก็จะสามารถมีได้หรอกนะ”
……
ระยะเวลาเติบโตของมันเทศคือราวหนึ่งร้อยหกสิบถึงสองร้อยวัน หรือประมาณห้าถึงหกเดือน โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูง จึงเป็นช่วงเวลาที่มันเทศเติบโตได้เร็วที่สุด
เย่อวี๋หรานประมาณเวลาว่าพอสมควรแล้ว นางก็หยิบตะกร้าคว้าจอบเล็กออกมายังทุ่งนาพร้อมกับหลี่ซื่อตั้งแต่เช้าตรู่
ใช่ว่าเย่อวี๋หรานไม่อยากออกมาพร้อมกับหลิ่วซื่อ แต่เป็นเพราะหลิ่วซื่อเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา นางมากับหลิ่วซื่อก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
ถ้าไม่มีธุระสำคัญ นางก็ไม่อยากเดินมากับคนที่ไม่รู้จักพูดจาสักเท่าไหร่
เมื่อหลี่ซื่อเริ่มตัดเถามันเทศอยู่ข้าง ๆ เย่อวี๋หรานก็ค้อมเอวหาตำแหน่งเหมาะ ๆ สักที่แล้วเริ่มขุดดิน
“ท่านแม่ ท่านทำอะไรหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อแลเห็นก็รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้อง จึงได้เดินเข้ามาหา
“ขุดมันเทศ” เย่อวี๋หรานตอบ
“หา? ตอนนี้เก็บมันเทศได้แล้วหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อประหลาดใจ
เพราะนางจำได้ว่าปีที่แล้วตอนที่พวกนางขึ้นเขาไปขุดมันเทศกัน ดูเหมือนจะรอให้ผ่านไปอีกสักพัก?
“ขุดออกมาดูก็รู้แล้ว” ระหว่างที่พูด เย่อวี๋หรานสัมผัสได้ว่าตนเองขุดเจออะไรบางอย่าง จึงเปลี่ยนไปขุดบริเวณข้าง ๆ อีกหลายที
จากนั้นนางก็เริ่มใช้มือขุด ในไม่ช้ามันเทศที่มีเปลือกสีแดงก็โผล่ออกมาให้เห็น
หลี่ซื่อเห็นเช่นนั้นยังจะยืนอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร รีบคุกเข่าลงมาช่วยขุดทันที
ครั้นเอาขึ้นมาพิจารณาแล้ว ขนาดของมันเทศหัวนั้นดูคล้ายจะไม่เลวเลยทีเดียว หาได้เล็กกว่ามันเทศที่พวกนางไปขุดมาจากบนเขาเมื่อปีที่แล้ว
“ท่านแม่ จริง ๆ ด้วย ท่านดูสิเจ้าคะ หัวนี้ใหญ่ทีเดียว ใหญ่เท่ากำปั้นของข้าเลย”
หลี่ซื่อกำลังตื่นเต้นยินดี เย่อวี๋หรานก็ขุดมันเทศลูกที่สอง ลูกที่สาม ลูกที่สี่ออกมาได้แล้ว…
ผ่านไปครู่หนึ่ง นอกจากลูกที่ถูกจอบทำหักไปลูกนั้น อีกห้าลูกล้วนยังสมบูรณ์ดี
หัวใหญ่หน่อยมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของหลี่ซื่อ ส่วนหัวเล็กมีขนาดประมาณครึ่งกำปั้นของนาง
หลี่ซื่อพิศวงระคนยินดียิ่งนัก “ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านเห็นหรือยังเจ้าคะ? โตแล้ว มันเทศแดง ๆ เยอะแยะไปหมด จากก้านมันเทศท่อนเดียวในตอนแรก กลับงอกมันเทศออกมามากมายปาน
นี้”
“สวรรค์ ไม่คิดไม่ฝันเลยจริง ๆ”
“ท่านแม่ ถ้าข้าไม่ได้เป็นคนปลูกเองกับมือ ข้าต้องไม่เชื่อแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะ”
……
เทียบกับท่าทางตื่นเต้นยินดีของหลี่ซื่อ เย่อวี๋หรานกลับดูไม่ค่อยพอใจนัก นางกล่าวว่า “ขนาดหัวมันยังเล็กอยู่ จำนวนก็มีไม่มาก ถ้าไม่ใช่เพราะยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ก็คงเป็นเพราะพันธุ์นี้ลงหัวไม่เยอะ”
“ท่านแม่ แบบนี้ยังเรียกว่าไม่เยอะอีกหรือเจ้าคะ?!” หลี่ซื่ออุทาน “ท่านแม่ ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าตอนนั้นมันเทศที่พวกเราเก็บไว้สำหรับปลูกมีแค่นิดเดียวเอง แต่ท่านดูตอนนี้สิ พวกเราปลูกมันเทศออกมาได้เต็มไปหมดเลยไม่ใช่หรือ? ถ้าขุดออกมาหมดคงได้หลายหาบเลยทีเดียว แล้วยังมีเถามันเทศอีก ท่านแม่บอกว่าเถามันเทศนั้นคนก็กินได้ เอาไปป้อนหมูก็ได้นี่เจ้าคะ? ถ้าไม่ใช่เพราะเถามันเทศมีเยอะเกินไป คนกินไม่หมด ผู้ใดจะตัดใจเอาไปให้หมูกินได้ลง”
แปลงเพาะปลูกของครอบครัวให้ผลผลิตดียิ่ง มีปริมาณมากเกินไป เถามันเทศก็อร่อยเฉพาะส่วนที่ยังอ่อนอยู่เท่านั้น ส่วนที่แก่แล้วก็เอาไปป้อนหมู
เอาเถามันเทศลงต้มในหม้อพร้อมกับหอยขมที่ไปงมมาจากในแม่น้ำบ่อย ๆ พวกหมูเองก็กินอาหารอย่างยินดีปรีดา
แม้ว่าหมูจะไม่ได้อยู่ในความดูแลของหลี่ซื่อ แต่เนื้อหมูสามารถนำไปทำของขายได้ นางย่อมต้องเอาใจใส่อยู่แล้ว
ดังนั้น นอกจากจะไปดูแลตอนที่ตนเองรับผิดชอบให้อาหารหมูแล้ว ปกติก็จะไปเมียงมองสักหน่อย จากนั้นก็นำไปเปรียบเทียบกับหมูของคนอื่น
ครอบครัวไหนในหมู่บ้านเลี้ยงหมูเป็นคู่เหมือนครอบครัวตัวเองบ้าง นางกระจ่างใจยิ่งนัก พอเปรียบเทียบกันแล้ว นางก็ยิ่งมั่นใจ หมูของครอบครัวนางเลี้ยงได้ดีกว่า วิธีที่แม่สามีสอนให้นั้นได้ผลจริง ๆ ด้วย วันหน้านางจะต้องถ่ายทอดให้ลูกสาวในอนาคตของนางแน่นอน
ลูกสาวในอนาคต “…”
ท่านแม่ คุณหนูตระกูลร่ำรวยไม่จำเป็นต้องเลี้ยงหมูเอง ท่านคิดมากไปแล้ว!
“ถ้ามันเทศทุกหัวมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของเจ้า หรือลงหัวได้สักสิบกว่าหัว นั่นถึงจะเรียกว่าลงหัวเยอะ” เย่อวี๋หรานกล่าว
หลี่ซื่อฟังแล้วก็ยิ้มร่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีน่ะสิเจ้าคะ แต่แบบนี้ก็ดีมากแล้วนี่เจ้าคะ ท่านแม่ ผลเก็บเกี่ยวในปีนี้ของพวกเราต้องดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน ในหมู่บ้านละแวกนี้ครอบครัวไหนมีเสบียงเยอะเหมือนพวกเราบ้าง? เท่านี้ข้าก็พอใจมากแล้ว”
แม่สามีและลูกสะใภ้พูดคุยกันพลางขุดมันเทศไปด้วยคนละเครือ
ปริมาณการลงหัวของมันเทศแต่ละเครือไม่เท่ากัน บางเครือลงหัวเกือบสิบลูก บางเครือก็ลงหัวอย่างน้อยห้าหกลูก
แต่ขนาดของหัวมันไม่ค่อยสม่ำเสมอ มีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก แตกต่างกันค่อนข้างมาก
“ท่านแม่ เอาใส่ตะกร้าสะพายหลังให้ข้าแบกแถอะเจ้าค่ะ หนักยิ่งนัก” หลังจากเอาใส่จนเต็มตะกร้าแล้ว หลี่ซื่อลองหยั่งน้ำหนักดู นางพบว่าเอาใส่ตะกร้าสะพายหลังน่าจะเหมาะกว่า
แม้ร่างกายของแม่สามียังดูกระฉับกระเฉง แต่ถึงอย่างไรก็อายุมากแล้ว ก่อนหน้านี้ยังป่วยมาแล้วรอบหนึ่ง ระวังไว้ก่อนน่าจะดีกว่า
[1] ถึงเบิกตากว้างก็มองไม่เห็น 睁眼瞎 สื่อความหมายว่า สายตายังดีอยู่ แต่เบิกตากว้างแล้วก็เหมือนมองอะไรไม่เห็นเพราะไม่เข้าใจ ไม่ได้หมายความว่ามองไม่เห็นจริง ๆ อุปมาว่าเป็นคนไม่รู้หนังสือหรือมีความรู้น้อย