ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 337 ท่านแม่หายตัวไป
บทที่ 337 ท่านแม่หายตัวไป
นางไม่อยากคิดมาก แต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้ ความคิดมักจะเวียนวนกลับมาที่เรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา
ยามรุ่งสางเช่นนี้ ยังไม่ถึงเวลาอาหารมื้อเช้า จูเหล่าโถวที่ย้ายไปอยู่เรือนหลังใหม่แล้วกลับไม่พักผ่อนอยู่ทางนั้น แต่วิ่งโร่มาทางนี้ทำไม?
มาแล้วก็ช่างเถอะ แต่หลิ่วซื่อเรียกเขาหลายครากลับไม่ได้ยิน เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
จะว่าบังเอิญหรือไม่ หลิวซื่อไปท้ายเรือน เขามาหน้าเรือน จากนั้นสิ่งของหายไป ตัวเขาก็หายไปด้วยเช่นกัน?
บวกกับหญ้าแห้งที่หลิ่วซื่อกล่าวถึง จิตใจเย่อวี๋หรานก็ราวกับถูกแมวข่วนอย่างไรอย่างนั้น อยู่เฉยต่อไปไม่ไหว รีบไปตรวจสอบมันเทศในห้องเก็บของที่เรือนหลังใหม่
เมื่อมาเห็นแล้ว จิตใจเย่อวี๋หรานก็มีอันต้องเขม็งเกลียว
มันเทศพวกนี้ เจ้าพูดว่ามันไม่เปราะบางก็เพราะมันปลูกง่าย ถ้าบอกว่ามันเปราะบางก็เพราะเปลือกของมันนั้นนุ่มนิ่ม เพียงแตะต้องหน่อยเดียวก็ฉีกขาดได้อย่างง่ายดาย
มันเทศกองพะเนินเช่นนี้ หายไปเท่าไหร่นางก็มองไม่ออก แต่ปัญหาอยู่ที่มันเทศที่ก่อนหน้านี้ยังดี ๆ อยู่ ยามนี้กลับมีบางส่วนที่เปลือกเป็นรอยแตกรอยเสียดสี นี่เป็นเรื่องราวใดกัน?
คงไม่ใช่เพราะหนูกัดหรอกกระมัง?
หนูจะกัดแค่เปลือก ไม่กินเนื้อมันเทศด้วยหรือไร?
เรื่องอย่างโจรในเรือน บ้านอื่นถ้าจะป้องกันเรื่องนี้ก็มีแต่จะระวังลูกสะใภ้ แต่นางกลับต้องระวังสามีตัวเอง?
ได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึก เย่อวี๋หรานอยากด่ามารดาเสียจริง
กานอี้เซียนมองเห็นภาพนี้จากในที่พำนักก็ทราบว่าแย่แล้ว จบกัน! ดูออกแล้ว?!
ตอนนี้ในหัวเขาเต็มไปด้วยภาพหลังจากที่จูเหล่าโถวถูกจับได้ ครอบครัวสกุลจูคงเกิดความวุ่นวายชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ทุกคนไม่อาจใช้ชีวิตต่อไปได้อีกแล้ว
ส่วนดินแดนใต้อาณัติของเขาก็คงจะเสื่อมโทรมตามไป กลายเป็นทุ่งหญ้ารกร้าง…
“ไม่ได้ ปล่อยไปเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด ข้าต้องหาวิธี!” กานอี้เซียนร้อนใจจนเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง
เช้าวันนั้น เมื่อหลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อเตรียมอาหารเช้าเสร็จและเรียกทุกคนมากินข้าว คิดไม่ถึงว่าจะหาตัวแม่สามีไม่พบเสียอย่างนั้น?!
เรื่องเช่นนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก พวกนางจึงค่อนข้างกระวนกระวายใจ
“ท่านแม่ไปที่ไหน?”
“ไม่ได้อยู่ที่เรือนหลังใหม่หรือ?”
“ไม่อยู่”
“ไม่กระมัง ปกติพอถึงเวลากินข้าว ท่านแม่ก็อยู่ที่เรือนตลอดนี่นา”
……
พวกนางถามกันเองว่ามีใครเห็นบ้าง แต่กลับพบว่าคนที่พบแม่สามีเป็นคนสุดท้ายคือหลิ่วซื่อ อีกทั้งหลังจากถามถึงจูเหล่าโถวแล้วก็ไม่เจอตัวอีกเลย
“ไม่กระมัง?!” หลี่ซื่ออุทาน
“มีอะไรหรือ?” หลิ่วซื่องงงวย
“เรื่องนี้ก็ชัดเจนออกนี่นา ท่านแม่ไม่ถามหาคนอื่น แต่กลับถามถึงท่านพ่อ หลังจากถามถึงท่านพ่อ ท่านแม่ก็หายตัวไป เรื่องนี้เป็นไปได้ถึงเก้าในสิบส่วนว่าท่านพ่อเป็นคนทำ” หลี่ซื่อกล่าว
หลิ่วซื่อเบิกตากว้าง “เป็น…เป็นไปไม่ได้กระมัง? ท่านพ่อจะขโมยของของหลิวซื่อทำไม?”
หลินซื่อเองก็รู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ “เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านพ่อคิดว่าพวกเราเอาของกลับบ้านเดิมเยอะเกินไปแล้ว ก็เลยแอบเอากลับไปบางส่วน?”
“เป็นไปได้” หลี่ซื่อพูด “พวกท่านอาจไม่ได้สังเกต ก่อนจะเก็บเกี่ยวมันเทศ ท่านพ่อก็ไม่ค่อยพอใจแล้ว เหมือนรังเกียจที่ปกติพวกเรากินเยอะเกินไป”
“ถ้าเทียบกับคนอื่น อาหารการกินของครอบครัวเราก็ดีกว่าบ้างจริง ๆ…” หลิ่วซื่อออกจะไม่แน่ใจ
เพราะจากความเข้าใจของนาง คนอื่นถึงคราวกินโจ๊กเปล่ากันแล้ว มีเพียงครอบครัวตนเองที่ยังได้กินเสบียงอาหารแห้งเป็นชิ้นเป็นอัน ชวนให้คนอิจฉายิ่งนัก
ตอนนางกลับบ้านเดิมยังถูกมารดาและบรรดาลูกสะใภ้สกุลหลิ่วห้อมล้อมเข้ามา ‘สืบข่าว’ อยู่เลย
“สกุลจูรวยเละแล้วใช่หรือไม่? เดี๋ยวก็สร้างเรือนหลังใหม่ เดี๋ยวก็เก็บเกี่ยวเสบียงอาหาร สกุลจูคงรวยแล้วสินะ”
“เจาตี้เอ๊ย ในเมื่อแม่สามีเจ้ามีเงินขนาดนี้ ทำไมเจ้าไม่เอาของกลับมาเยอะ ๆ หน่อยเล่า? เจ้าไม่เห็นหรือว่าพ่อเจ้ากับพี่ชายน้องชายเจ้าได้กินแต่โจ๊กกันหมด? เจ้าดูสิ พวกเขาผอมแห้งกันอย่างกับอะไรดี”
“เจ้าสามสกุลจูไม่มีเมียแล้วใช่ไหม? เจาตี้ บ้านเดิมข้ามีน้องสาวอยู่คนหนึ่งยังไม่ได้ออกเรือน ไม่อย่างนั้น เจ้าก็ช่วยเป็นแม่สื่อแม่ชักให้หน่อยสิ?”
……
นอกจากถามว่าสกุลจูมีเงินมากมายเท่าไหร่ อีกเรื่องก็คือในเมื่อสกุลจูรวยถึงเพียงนั้น ก็ให้พี่น้องผู้หญิงหรือหลานสาวจากบ้านเดิมตบแต่งเข้าสกุลจูไปเสียด้วยกัน
เรื่องแบบนี้ หลิ่วซื่อจะกล้าปริปากได้อย่างไร
นางไม่ทราบว่าควรปฏิเสธอย่างไรจึงเอาแต่นิ่งเงียบ ปล่อยให้พวกนางพูดกันไป ตนเองไม่รับปากก็พอ
“เจ้าลูกคนนี้ นิ่งอย่างกับท่อนไม้ แม่เจ้าพูดมาครึ่งค่อนวันแล้ว ตกลงเจ้าเข้าใจหรือไม่?” แม่หลิ่วแค้นใจที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากลูกสาว
หลิ่วซื่อถูกจิ้มหน้าผากจนศีรษะโยกคลอน แต่ก็ไม่กล้าโต้แย้ง
“ช่างน่าโมโหจริง ๆ!”
บรรดาลูกสะใภ้ที่อยู่ข้าง ๆ รีบเกลี้ยกล่อมแม่หลิ่ว “ท่านแม่ อย่าโมโหเจ้าค่ะ นางอาจโง่เขลาไปหน่อย แต่ก็ยังกตัญญูมากนะเจ้าคะ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ คราวนี้นางก็เอามันเทศกลับมาอยู่นี่นา น้อยไปหน่อยก็จริง แต่ก็ยังดีกว่าไม่เอาอะไรมาเลยนะเจ้าคะ”
……
นี่กำลังเกลี้ยกล่อมคนที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่ากำลัง ‘ยุให้รำตำให้รั่ว’ ต่อหน้าต่อตาหลิ่วซื่อชัด ๆ
หลิ่วซื่อฟังออกแต่กลับไม่รู้ว่าควรคลี่คลายอย่างไร เผยอปากขึ้นหลายครั้งหลายคราแต่ก็ยังไม่อาจโต้แย้ง
พอนางเป็นเช่นนี้ แม่หลิ่วก็ยิ่งเดือดดาล สะบัดมือตีหลังหลิ่วซื่อดัง ‘ป้าบ’ “นังเด็กโง่ ข้าเบ่งเจ้าออกมายังไม่สู้เบ่งซาลาเปาหน้าแตกออกมาสักลูก ซาลาเปาหน้าแตก[1] ยังรู้ความกว่าเจ้า เจ้าทำให้ข้าโมโหแทบตายแล้ว…”
การกลับบ้านเดิมสักครั้งเป็นเรื่องดีแท้ ๆ แต่ถึงตอนท้ายหลิ่วซื่อกลับไม่ได้รับผลดีแต่อย่างใด
ถูกดุด่าไม่พอ ยังถูกมารดาของตัวเองตีอีก
ยังดีที่ไม่ได้ตีที่หน้า ไม่อย่างนั้นเมื่อหลิ่วซื่อกลับเรือนสกุลจูในวันเดียวกันจะต้องมีคนมองออกแน่นอน
แต่หลิ่วซื่อกลับรู้สึกโล่งอกจริง ๆ ที่ได้กลับเรือนสกุลจู ด้วยเหตุนี้ เมื่อนางได้ยินหลี่ซื่อวิเคราะห์ว่า จูเหล่าโถวคิดว่าพวกนางลูกสะใภ้เอาของกลับบ้านเดิมมากเกินไปจึงแอบเอาบางส่วนไปซ่อน หัวใจก็พลันเต้นรัว ตึงเครียดขึ้นมาอีกครา
บ้านเดิมไม่มีที่ให้นางอยู่ ถ้ากระทั่งบ้านแม่สามีก็เริ่มรังเกียจนางเสียแล้ว นางจะทำอย่างไร?
นางหวังว่าเรื่องนี้อย่าได้เกิดขึ้นเร็วเกินไป อย่างน้อยก็รอจนลูกชายสองคนของนางร่ำเรียนจนได้ดิบได้ดี ถึงตอนนั้น…
ชั่วขณะนั้น หลิ่วซื่อครุ่นคิดไปไกล
เมื่อนางได้สติคืนมากลับพบว่าหลี่ซื่อและหลินซื่อที่กำลังพูดจากับนางอยู่ล้วนหายไปหมดแล้ว
หลิ่วซื่อ “…”
เวลานั้น หลี่ซื่อและหลินซื่อไปไหนกันน่ะหรือ?
ตอนที่พวกนางกำลังคุยกับพี่สะใภ้ใหญ่ บอกว่าในเมื่อแม่สามีหายตัวไป พวกนางก็แยกย้ายกันตามหาให้ทั่วก็แล้วกัน
แต่พูดอยู่เป็นนาน พี่สะใภ้ใหญ่กลับไม่เอ่ยปาก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าพี่สะใภ้ใหญ่กำลังใจลอย
ทั้งคู่หมดคำจะบรรยาย อีกทั้งยังคร้านจะไปจู้จี้ จึงบอกไปว่า ‘พี่สะใภ้ใหญ่เฝ้าเรือนนะเจ้าคะ’ เสร็จแล้วก็ออกจากเรือนไป
ความคิดของพวกนางเรียบง่ายมาก ในเมื่อเย่อวี๋หรานไปตามหาจูเหล่าโถว เช่นนั้นก็คงไปที่ทุ่งนาแน่แล้ว ดังนั้นทั้งคู่จึงแบ่งหน้าที่กัน นั่นคือไปหาตรงปลายนาคนละฝั่ง แล้วค่อยวนมาพบกันเพื่อประหยัดเวลา
พวกนางสองคนคิดเสียดิบดี แต่กลับลืมนึกไปเรื่องหนึ่ง เย่อวี๋หรานจะคิดง่าย ๆ ว่าหลังจากจูเหล่าโถวขโมยของไปแล้วก็มาที่ทุ่งนาเช่นนั้นหรือ?
เขาคงมาที่ทุ่งนานั่นแหละ แต่ไม่มีทางเอาสิ่งของมาเก็บไว้ที่นี่
และก็คงไม่นำมาปลูก เพราะมันเทศที่เปลือกแตกไปแล้วเช่นนี้ หากนำไปขุดหลุมซ่อนไว้ ถ้าไม่เน่าไปเสียก่อนก็คงจะแตกหน่องอกเถาออกมาใหม่
เย่อวี๋หรานเตรียมสิ่งของเล็กน้อย แล้วทำทีเหมือนมาเยี่ยมเยือนพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู
“ลมอะไรหอบมากันเนี่ย พี่สะใภ้ใหญ่มาเยือนด้วยตนเองทั้งทีเช่นนี้…” จูซานเสิ่นยังพูดไม่จบก็ถูกจูซื่อเสิ่นสะกิดเบา ๆ
จูซานเสิ่นฟึดฟัด แม้จะโมโหแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา
จูซื่อเสิ่นยิ้มแย้ม “พี่สะใภ้ใหญ่ เชิญเข้ามาเจ้าค่ะ ที่บ้านซอมซ่อ ไม่มีของอะไร ข้ารินชาสมุนไพรให้ท่านนะเจ้าคะ ชาสมุนไพรนี้ก็ได้พึ่งบุญบารมีพี่สะใภ้ใหญ่โดยแท้ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีของไว้ดื่มคลายร้อนในฤดูร้อนแบบนี้แล้ว ชีวิตคงลำบากยิ่งกว่านี้อีก…”
นางกล่าวพลางเชื้อเชิญเย่อวี๋หรานเข้าไปข้างใน
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูได้ยินเสียง ครั้นออกมาเห็นเย่อวี๋หรานก็สะดุ้งตกใจ
“สะใภ้ใหญ่ เจ้ามาได้อย่างไร?” พ่อเฒ่าจูเพิ่งกล่าวจบก็ถูกแม่เฒ่าจูสะกิดแขน
แม่เฒ่าจูเองก็ยิ้มแย้มเช่นกัน ทั้ง ๆ ที่ตนเองเป็นผู้อาวุโส แต่กลับเป็นฝ่ายยกเก้าอี้ให้ แล้วเชิญเย่อวี๋หรานนั่งลงอย่างเกรงอกเกรงใจ “เจ้านั่งลงก่อน เรือนข้าเป็นเสียเช่นนี้ เจ้าอย่าได้รังเกียจ”
[1] ซาลาเปาหน้าแตก 叉烧包 นอกจากหมายถึงของกินแล้ว ยังเป็นคำที่ใช้ด่าคน หมายถึง คนโง่ ทึ่ม