ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 338 หยั่งเชิง
บทที่ 338 หยั่งเชิง
เย่อวี๋หรานนั่งลงโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย “มีแต่พวกท่าน คนอื่น ๆ ไม่อยู่หรือ?”
“ไม่อยู่ เจ้าสามกับเจ้าสี่พาซานจ้วงกับซื่อหู่ไปทำงานที่ทุ่งนาแล้ว” แม่เฒ่าจูยิ้ม
จูซื่อเสิ่นรินน้ำชา ในขณะที่คนทั้งหลายนั่งลงล้อมเย่อวี๋หราน
บางทีอาจไม่มีใครสังเกตหรือสังเกตแล้วแต่ไม่กล้าพูดออกมาว่า ผู้ที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานไม่ใช่พ่อเฒ่าจู แต่กลับเป็นเย่อวี๋หราน
“ไปทำนาเช้าเพียงนี้เชียว?” เย่อวี๋หรานแสร้งถามอย่างประหลาดใจ
“เช้าที่ไหนกัน ฟ้าสว่างแล้ว อาศัยช่วงที่ตะวันยังไม่พ้นขอบฟ้ารีบไปทำก่อนสักหน่อย ไม่อย่างนั้นถ้าตะวันขึ้นเหนือศีรษะก็ทำไม่ได้แล้ว” พ่อเฒ่าจูกล่าว “อากาศร้อนเช่นนี้ ตะวันยามเที่ยงแผดเปรี้ยง คนรับไม่ไหว…”
“จริงทีเดียวเจ้าค่ะ มีแค่ช่วงเช้ากับช่วงบ่ายที่เย็นหน่อย” เย่อวี๋หรานกล่าวพลางยกตะกร้าที่นางถืออยู่ขึ้นมา “ข้ามาคราวนี้ที่จริงก็ไม่ได้มีเรื่องอะไร ที่เรือนเพิ่งเก็บเกี่ยวมันเทศ เดิมทีควรส่งมานานแล้ว แต่ก็ยุ่งมาตลอดถึงได้ล่าช้ามาจนถึงตอนนี้ ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่เป็นของแสดงความกตัญญูต่อท่านผู้อาวุโสทั้งสองเจ้าค่ะ พวกท่านเก็บไว้ค่อย ๆ กินนะเจ้าคะ ผ่านไปอีกสักพัก ข้าค่อยให้จูปาเม่ยมาส่งอีกครั้ง”
“ไม่ต้อง ๆ ที่เรือนยังมีของกินอยู่…” แม่เฒ่าจูรีบปฏิเสธ
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเห็นสิ่งของในตะกร้า ดวงตาทั้งคู่พลันเขียววาบ เจ้าสะกิดข้า ข้าสะกิดเจ้า แทบอยากรับไว้เสียเดี๋ยวนั้น
ตอนที่แยกเรือนกันในปีนั้น แม้พวกนางจะมีสองครอบครัว (ครอบครัวของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ) แต่ก็ไม่ได้เปรียบเจ้าของร่างเดิมแต่อย่างใด
ที่นาซึ่งแบ่งมาได้ผืนนั้น ถ้าจะบอกว่ามีชีวิตสุขสบายดีก็คงเป็นไปไม่ค่อยได้ อย่างมากก็เหมือนคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน เพียงแค่ไม่ถึงขั้นหิวตายก็เท่านั้น
ช่วงนี้จูซานจ้วงและจูซื่อหู่กำลังเจรจางานมงคลกันอยู่ ผู้อื่นก็ถามเรื่องมันเทศขึ้นมา พวกนางเองก็จนปัญญา แม้พวกตนจะไม่อยากเอ่ยขึ้นมา แต่ผู้อื่นก็หาได้ลืมเรื่องที่สามีของพวกนางเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดของจูเหล่าโถว
หลายปีก่อนสองฝั่งแตกหักกันแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องพูดกันอีก แต่หลายเดือนให้หลังมานี้ สองฝั่งเริ่มไปมาหาสู่กันอีกครั้ง มีแนวโน้มว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่
ก่อนหน้านี้ตอนที่ครอบครัวจูเหล่าโถวสร้างเรือนหลังใหม่ยังเชิญจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นไปช่วยงานอยู่เลย
ความสัมพันธ์ ‘ดี’ ถึงขั้นนี้ เรื่องดีอย่างการปลูกมันเทศ จูเหล่าโถวจะไม่พาน้องชายแท้ ๆ ไปปลูกเชียวหรือ?
พูดออกไปก็ไม่มีใครเชื่อ
ความลำบากใจในเรื่องนี้ จูซานเสิ่นแลเจูซื่อเสิ่นกลับจนปัญญาจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ แต่ละครั้งที่ดูตัวก็มักจะมีคนสอบถามเรื่องมันเทศอยู่ร่ำไป ทั้งยังแย้มพรายออกมาในวันดูตัวอีกว่าลูกสาวของตนเองไม่ได้มีข้อเรียกร้องอะไรมาก แค่อยากกินมันเทศสดใหม่สักคำเท่านั้นเอง
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่ไม่ได้รับมันเทศมาสักหัวนั้นอัดอั้นใจ จะยอมรับก็ใช่ที่ ไม่ยอมรับก็ใช่ที่
ตอนนี้เย่อวี๋หรานเป็นฝ่ายนำมาส่งให้ด้วยตนเอง พวกนางสองคนอยากรับมาเดี๋ยวนั้นใจจะขาด เช่นนี้เมื่อถึงคราวดูตัวรอบถัดไป พวกนางจะได้มีสิ่งของไว้ ‘รับรอง’ ลูกสาวของผู้อื่น
เย่อวี๋หรานไม่ได้สังเกตรายละเอียดเหล่านี้ ความคิดนางยังคงวนเวียนอยู่ที่จูเหล่าโถว
นางพูดถึงขั้นนี้แล้ว แต่ทางฝ่ายแม่เฒ่าจูกลับไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่จูเหล่าโถวเอาของมาให้ เห็นทีเขาคงไม่ได้มาที่นี่
แต่นี่ก็แปลกแล้ว จูเหล่าโถวขโมยสิ่งของไป ไม่นำมาส่งให้บิดามารดาบังเกิดเกล้าของตนเอง แล้วเขาจะเอาไปให้ใครได้อีก?
ครั้นยังไม่วางใจ เย่อวี๋หรานวางตะกร้าลงแล้วถามอีกครั้ง “มีแค่น้องสามกับน้องสี่ไปทำนาหรือ? หลายวันนี้จูเหล่าโถวก็ว่างแล้ว เขาไม่ได้พาพวกจูต้ามาช่วยเลยหรือเจ้าคะ? จริง ๆ เลย ข้าต้องตำหนิเขาสักหน่อยแล้ว ทำนาของตัวเองเสร็จแล้วก็ไม่รู้จักสนใจน้องชายตัวเองเสียบ้าง ข้าเห็นเขาปกติก็ออกจะรู้กาลเทศะนี่นา คราวนี้ทำไมถึงไม่รู้ความเสียได้…”
แม่เฒ่าจูเห็นนางตำหนิลูกชายคนโตของตัวเองก็รีบไกล่เกลี่ย “ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก พวกข้าไม่ได้บอกให้เจ้าใหญ่มาช่วย พวกเขาต้องเก็บเกี่ยวมันเทศ ทั้งยังต้องไถนา หาบน้ำ มีงานต้องทำ พวกข้ามีที่นาอยู่แค่ไม่กี่หมู่ มีแค่พวกเจ้าสามก็พอแล้ว”
“ท่านแม่ ท่านอย่าเอาแต่พูดแทนจูเหล่าโถวเลยเจ้าค่ะ ข้ารู้จักเขาดีทีเดียว ปากพูดว่ากลัวข้า แต่ก็ยังไปช่วยงานน้องสามกับน้องสี่ลับหลังข้าไม่น้อย ข้าได้พูดอะไรไหม? ข้าไม่ได้ตำหนิเขาสักคำ” เย่อวี๋หรานลอบทอดถอนใจ อีกฝ่ายไม่ได้ส่งสิ่งของ และช่วงนี้ก็ยังไม่ได้มาทางนี้ เห็นทีจูเหล่าโถวคงมี ‘พิรุธ’ จริง ๆ แล้ว
เพียงแค่ไม่รู้ว่า ‘พิรุธ’ นี้คืออะไร
ตอนนี้ยังนึกไม่ออก นางจึงพักเรื่องนี้ไว้ก่อนชั่วคราว และกล่าวสืบไปว่า “เขากับน้องสามน้องสี่เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด ข้ายังจะทำอย่างไรได้? เรื่องในปีนั้นเป็นข้าเองที่ทำไม่ถูก แต่ก็โกรธกันมานานหลายปีเพียงนี้ ข้าเองก็เป็นย่าคนแล้ว ยังมีอะไรให้โกรธเคืองอีก ล้วนสลายไปหมดตั้งนานแล้ว”
“หายโกรธกันก็ดีแล้ว ลูกชายหลานชายล้วนโตกันหมดแล้ว เจ้าก็ใช้ชีวิตกับเจ้าใหญ่ให้ดี” ผู้ที่แม่เฒ่าจูเป็นห่วงมากที่สุดในชีวิตนี้ก็คงเป็นลูกชายคนโตผู้นี้แล้ว
พวกนางสองสามีภรรยาข่มลูกสะใภ้ที่มีนิสัยเกรี้ยวกราดเช่นนี้ไม่ไหว ทำให้ลูกชายคนโตต้องถูกสตรีคนเดียว ‘ข่มเหงรังแก’ จนมีสภาพเช่นนี้ เห็นแล้วก็ชวนให้ปวดใจ
ยังดีที่พวกเขามีชีวิตมาจนถึงตอนนี้ ได้เห็นลูกชายหลานชายล้วนโตกันหมดแล้ว สร้างเรือนหลังใหม่แล้ว ทั้งยังส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือในสำนักศึกษา ความเป็นอยู่ดีขึ้นทุกวัน
แม่เฒ่าจูไม่มีความหวังอื่นใด เพียงปรารถนาให้ทางนั้นมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันหนึ่งเมื่อนางลงไปสู่ปรโลกแล้ว จะได้มีหน้าไปพบบรรพบุรุษสกุลจู
“ท่านแม่ ท่านวางใจเจ้าค่ะ ต่อให้ทะเลาะกันก็คงไม่หนักหนาอะไรหรอก ตอนนี้ข้าไม่มีความหวังอื่นใดนอกจากให้เจ้าเจ็ด ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าเรียนหนังสือจนประสบความสำเร็จได้ดิบได้ดี ชีวิตนี้ของข้าก็นับว่าสมบูรณ์พร้อมแล้ว” เพื่อให้ผู้อาวุโสทั้งสองวางใจ เย่อวี๋หรานจึงบอกไปตรง ๆ ว่าตอนนี้ความปรารถนาหนึ่งเดียวของนางก็คือหวังว่าในครอบครัวจะมีบัณฑิตสักคน
เมื่อจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมา สะบัดเรื่องมันเทศทิ้ง แล้วหยั่งเชิงสอบถามทันที
แม่นางน้อยบ้านอื่นมาดูตัวซานจ้วงและซื่อหู่ของพวกนางด้วยสาเหตุใด ก็เพราะว่าพวกนางเป็นญาติสนิทกับครอบครัวจูเหล่าโถวน่ะสิ
ถ้าจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าสามารถร่ำเรียนจนได้ดีขึ้นมาจริง ๆ แม้พวกนางจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไร แต่อย่างน้อยก็มีหน้ามีตานี่นา
“พี่สะใภ้ใหญ่ เจ้าเจ็ดบ้านท่านเรียนหนังสือได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ? คนข้างนอกลือกันว่าเจ้าเจ็ดออกจะทึ่ม ๆ” จูซานเสิ่นเพิ่งพูดออกไปก็นึกอยากตบปากตัวเองทันที รีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าหมายความว่า แบบเจ้าเจ็ดที่แค่มองก็ทราบว่าต่างจากคนอื่นจะต้องเป็นบัณฑิตได้แน่นอน แต่เป็นเพราะข้าโลกแคบความรู้น้อย ไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงได้เห็นเป็นเรื่องแปลก…”
จูซื่อเสิ่นจึงช่วยไกล่เกลี่ยให้จากข้าง ๆ “คราวที่แล้วตอนจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ข้าเห็นต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารับของขวัญแสดงความยินดีด้วยกันกับเจ้าเจ็ด สะบัดชายเสื้อคลุมนั่งลงบนเก้าอี้ ยังมีกระดาษเอยพู่กันเอย แค่เห็นก็รู้สึกว่าน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ เจ้าเจ็ดบ้านท่านเตรียมจะดูตัวหรือยังเจ้าคะ? อยากได้ลูกสะใภ้เช่นใดหรือ? ข้าบอกท่านไว้เลยว่ามีคนมาเลียบเคียงถามกับข้าแล้ว ดูท่าคงต้องตาเจ้าเจ็ดของท่าน แต่ข้าคิดว่าถ้าเจ้าเจ็ดเรียนหนังสือได้จริง ๆ แม่นางน้อยในชนบทเช่นนี้เกรงว่าคงไม่คู่ควรกับเขาแล้วกระมัง?”
เย่อวี๋หรานมองพวกนางปราดหนึ่ง
ทั้งสองคนรู้สึกเหมือนถูกมองจนทะลุปรุโปร่ง รู้สึกร้อนตัวขึ้นมา
เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไร คนที่มีสายสัมพันธ์กันก็มักจะหยิบยืมชื่อเสียงบารมีกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
น้องสะใภ้สองคนนี้หลายปีมานี้ก็หาได้สร้างปัญหาอันใดให้แก่เจ้าของร่างเดิม นางมั่นใจในตัวเอง ตอนนี้พอเปลี่ยนมาเป็นนาง จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นก็ไม่อาจสร้างปัญหาอะไรให้แก่นางได้เช่นกัน
เย่อวี๋หรานยิ้มแล้วกล่าวว่า “เรียนได้แน่นอน เจ้าเจ็ดความจำดี สอบเป็นขุนนางใหญ่อาจเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นถงเซิงหรือซิ่วไฉยังพอมีหวัง ข้าเองก็ไม่ได้ทะเยอทะยานอะไรมากมาย แค่หวังให้วันหน้าเขาพอมีความรู้ติดตัว แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยสร้างสำนักศึกษาขึ้นในหมู่บ้าน เป็นอาจารย์สอนหนังสือก็ได้เหมือนกัน”