ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 339 เลือกลูกสะใภ้
บทที่ 339 เลือกลูกสะใภ้
แม้นางจะมั่นใจมากว่าจูชีสามารถสอบเป็นถงเซิงได้แน่นอน แต่ก็ไม่อาจด่วนพูดเร็วเกินไป ควรเหลือทางถอยไว้ให้ตัวเองบ้างใช่หรือไม่?
“ไอ้หยา ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดีสิเจ้าคะ” จูซื่อเสิ่นกล่าวขึ้นทันที “เชิงเขาไท่ตังของพวกเรายังไม่มีอาจารย์สอนหนังสือสักคน ถ้าเจ้าเจ็ดมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่นี่ พวกข้าก็นับว่ามีหน้ามีตาแล้ว”
จูซานเสิ่นเองก็นึกยินดีเป็นล้นพ้น ไม่ว่าจูชีจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ได้แขวนชื่อว่าเป็น ‘อาจารย์สอนหนังสือ’ ก็สามารถขู่ขวัญคนจำนวนไม่น้อยได้แล้ว
ถึงยามนั้นเมื่อจูซานจ้วงและจูซื่อหู่ดูตัวอีกคราก็คงมีความเป็นไปได้มากขึ้นใช่หรือไม่?
มีทั้งมันเทศและอาจารย์สอนหนังสือ พวกนางสองคนคิดว่าเรื่องลูกสะใภ้ในอนาคตนั้นมีความหวังมากกว่าเดิมแล้ว
“เจ้าเจ็ดอายุยังน้อย ข้ายังไม่รีบดูตัว แต่ซานจ้วงกับซื่อหู่ของพวกเจ้าถึงวัยแล้วใช่หรือไม่?” เย่อวี๋หรานคล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยถาม “ข้าจำได้ว่าพวกเขาน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าสี่เจ้าห้าของข้ากระมัง?”
จูซานเสิ่นตอบว่า “ซานจ้วงเกิดปีเดียวกับจูซาน”
ส่วนจูซื่อเสิ่นตอบว่า “ซื่อหู่เด็กกว่าจูซานไม่กี่เดือน”
“โธ่เอ๋ย ไม่บอกก็คงไม่รู้ เจ้าสี่บ้านข้าได้อุ้มลูกสองแล้ว ซานจ้วงกับซื่อหู่ยังไม่แต่งงานอีกหรือ? พวกเขาดูตัวกันหรือยัง?” เย่อวี๋หรานไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย
ทำอย่างไรได้ เจ้าของร่างเดิมไม่เคยนึกจะสนใจเรื่องคนอื่นในสกุลจู เรื่องจูซานจ้วงและจูซื่อหู่ยิ่งไม่มีทางเก็บมาใส่ใจ
แม้เย่อวี๋หรานจะเคยเห็นหน้าเด็กสองคนนี้หลายครั้ง แต่ก็เป็นเด็กอายุสิบกว่าปีเท่านั้น ในยุคปัจจุบันก็เป็นวัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่เลย นางจึงไม่คิดไปทางนั้นเพราะความเคยชิน
แต่ตอนนี้เมื่อเทียบกับจูซื่อ นางพลันรู้สึกว่าทั้งสองน่าจะถึงวัยเจรจางานมงคลได้แล้วกระมัง?
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมา “กำลังดูอยู่เจ้าค่ะ”
จากนั้นก็บอกเย่อวี๋หรานอย่างเปิดเผยว่า พวกนางกำหนดเวลาและสถานที่สำหรับดูตัวเอาไว้แล้ว ตอนนี้กำลังเตรียมตัวกันอยู่
เนื่องจากยังไม่มีการตกลงหมั้นหมาย แม่นางน้อยผู้นั้นยังไม่นับว่าเป็นคนในครอบครัวตนเอง จึงปฏิบัติตามธรรมเนียม ไม่แพร่งพรายว่าอีกฝ่ายเป็นลูกสาวบ้านไหน เพียงบอกสถานการณ์ของอีกฝ่ายให้ฟังคร่าว ๆ
เป็นต้นว่าฐานะครอบครัวไม่เลว พี่น้องผู้ชายที่บ้านเดิมแต่งงานกันหมดแล้ว ครอบครัวมีที่นามาก สามารถเลี้ยงคนในครอบครัวได้
ตอนที่นางจะออกเรือนมาทางนี้ยังจะแบ่งที่ดินเป็นสินเดิมติดตัวมาด้วย
จากสองข้อนี้ก็อธิบายเรื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจนแล้ว นั่นก็คือไม่มีบ้านเดิมที่เป็นตัวถ่วง
แน่นอนว่าในเมื่อครอบครัวของฝ่ายหญิงมีฐานะไม่เลวก็ย่อมมีเงื่อนไขในการดูตัวเป็นธรรมดา
จูซานเสิ่นกล่าวอย่างเกรงใจว่า “เพราะได้วาสนาของพี่สะใภ้ใหญ่แท้ ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวพวกท่านทั้งสร้างเรือนหลังใหม่ เก็บเกี่ยวมันเทศ เจ้าเจ็ดยังเรียนหนังสืออยู่ที่ตำบลอีกต่างหาก เรื่องดีเช่นนี้คงมาไม่ถึงพวกข้าหรอกเจ้าค่ะ”
“นั่นน่ะสิเจ้าคะ ครอบครัวที่แม่สื่อแนะนำมานี้นับว่ามีฐานะไม่เลวแล้วในเชิงเขาไท่ตังย่านนี้” จูซื่อเสิ่นพูดขึ้นจากข้าง ๆ ว่า “ข้าไปสืบมาแล้ว แม่นางผู้นี้มีรูปโฉมไม่เลวทีเดียว อยู่ที่เรือนก็ขยันขันแข็งยิ่งนัก พี่สะใภ้สองคนก็ชื่นชมนาง แม่นางผู้นี้ไม่มีความชอบอื่นใด เพียงชอบอะไรแปลกใหม่ ได้ยินว่าหมู่บ้านสกุลจูของพวกเรามีมันเทศ จึงหวังว่าตอนดูตัวกันจะได้ชิมสักหน่อย…”
แววตาเย่อวี๋หรานสว่างวาบ “แม่นางน้อยผู้นี้ออกปากเองว่าอยากชิมมันเทศ หรือคนในครอบครัวของนางเป็นคนพูด?”
จูซื่อเสิ่นอึ้งไป กล่าวอย่างไม่ค่อยแน่ใจ “ทั้งคู่กระมัง?”
“แม่สื่อเป็นคนมาบอกอีกที แต่ใครเป็นคนพูด ข้าก็ไม่รู้แน่ชัด” จูซานเสิ่นนึกทบทวนแล้วถามว่า “มีอันใดหรือ พี่สะใภ้ใหญ่ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ?”
เวลานี้ พวกนางสองคนไม่รังเกียจที่พี่สะใภ้ใหญ่ ‘เก่งกาจ’ แล้ว เพียงหวังว่าจะได้เบาะแสอะไรจากคำบอกเล่าของพวกตน
การดูตัวเป็นเรื่องชั่วชีวิต พวกนางไม่ปรารถนาให้ลูกชายของตนเองไปสู่ขอสตรีที่สร้างความเดือดร้อนให้คนในครอบครัวกลับมา เพราะวันหน้าคงไม่อาจอยู่อย่างสงบ
“แม่นางสองคนนี้เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งยังสนิทสนมกันถึงขั้นแลกผ้าเช็ดหน้ากันด้วย ใช่หรือไม่?” เย่อวี๋หรานถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นพยักหน้า
กระทั่งพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูที่อยู่ข้าง ๆ ยังพลอยตึงเครียดตามไปด้วย สนิทกันแล้วอย่างไรหรือ? ในเชิงเขาไท่ตังแห่งนี้ พี่สาวน้องสาวออกเรือนให้ลูกพี่ลูกน้องผู้ชายครอบครัวเดียวกันก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่แปลกอะไรนี่นา?
“ตอนต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้ พวกเจ้าก็เริ่มดูตัวแล้ว แต่ตอนนั้นพวกเขายังไม่ถูกใจครอบครัวพวกเจ้า แต่กลับวกมาหาพวกเจ้าหลังจากที่พวกข้าเก็บเกี่ยวมันเทศกันแล้ว ทั้งยังยื่นเงื่อนไขเช่นนี้ พวกเจ้าไม่รู้สึกว่าแปลก ๆ บ้างหรือ?”
จูซานเสิ่นส่ายหน้า “เรื่องนี้แปลกตรงไหนเจ้าคะ? ใคร ๆ พอได้ยินว่าบ้านผู้อื่นมีอะไรแปลกใหม่ก็เปรี้ยวปากอยากลองชิมบ้างเป็นธรรมดานี่นา?”
“ข้าคิดว่าพวกเจ้าสอบถามให้ชัดเจนจะดีกว่า ตกลงแล้วใครกันแน่ที่เสนอว่าอยากชิมมันเทศ” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถ้าแม่นางผู้นั้นเป็นคนพูดเอง พวกเจ้าก็ต้องใคร่ครวญให้ดีแล้วว่านางมี
‘ความคิดแยบคาย’ เช่นนี้ พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าหลังนางออกเรือนมาแล้ว พวกเจ้าจะทำใจยอมให้นางข่มได้?”
จูซานเสิ่นไม่เข้าใจ “นี่นับเป็น ‘ความคิดแยบคาย’ อะไรกัน? ก็แค่อยากได้ประโยชน์เล็กน้อย ชิมของแปลกใหม่เท่านั้นไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านพูดให้ชัด ๆ กว่านี้ได้หรือไม่เจ้าคะ?” จูซื่อเสิ่นฉลาดอยู่บ้าง นางกล่าวว่า “ท่านก็รู้ พวกข้าไม่ได้ฉลาดเท่าท่าน ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ถูกท่านข่มมานานเพียงนี้หรอกเจ้าค่ะ”
เพื่อลูกชายแล้ว จูซื่อเสิ่นรู้สึกว่าตนเองต้องเสียสละครั้งใหญ่ทีเดียว กระทั่งเรื่องที่ถูก ‘ข่มเหงรังแก’ มานานปียังต้องยอมรับออกมาเอง
เฮ้อ…ลูกเอ๋ย ถ้าวันหน้าเจ้าไม่กตัญญูต่อแม่ แม่จะทุบหม้อข้าวของเจ้าเสีย ไม่ให้เจ้าได้กินข้าวเลยเชียว
“นางอยากกินมันเทศที่เก็บเกี่ยวเสร็จใหม่ ๆ หาใช่เพราะอยากลองของแปลก แต่เป็นเพราะนางต้องการหยั่งเชิงว่าพวกเราสองครอบครัวฟื้นฟูความสัมพันธ์กันแล้วหรือยังก็เท่านั้นเอง” เย่อวี๋หรานอธิบายอย่างตรงไปตรงมา นางกล่าวต่อไปว่า “พวกเจ้าก็ใช่ว่าเพิ่งจะเริ่มดูตัวเอาเดี๋ยวนี้ ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ถูกใจ แต่พอได้ยินเรื่องมันเทศกลับหวั่นไหว ย่อมเข้าหาเพราะมุ่งหวังเรื่องมันเทศ ปีนี้เพิ่งทดลองปลูกเป็นครั้งแรก กล้ามันเทศมีไม่มาก คนที่เฉลียวฉลาดอยู่บ้างย่อมทราบว่า ถ้าครอบครัวพวกเจ้ากับครอบครัวข้ากลับมาคืนดีกันแล้ว เช่นนั้นพวกเจ้าจะต้องมีสิทธิ์ได้ทดลองปลูกมันเทศก่อนช่วงหน้าหนาวแน่นอน แต่ถ้ายังไม่คืนดีกันเล่า?”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นตะลึงงัน “ไม่กระมัง?! จะซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกินไปแล้ว”
“ข้าถึงได้บอกว่า ถ้านี่เป็นความคิดของแม่นางผู้นั้น แสดงว่านางต้องฉลาดมาก อาศัยสมองของพวกเจ้าสองคนจะต้องข่มนางไม่อยู่แน่นอน ถ้านางไม่มีเจตนาร้ายยังพอว่า พวกเจ้าสองคนถูกข่มก็ข่มไป แต่ถ้านางมีเจตนาไม่ดีแอบแฝง บั้นปลายชีวิตของพวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้สุขสบาย”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นนิ่งงัน “…”
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูครุ่นคิดในใจ ‘ก่อกวนจนสกุลจูไม่อาจอยู่อย่างสงบเสียครึ่งค่อนชีวิตเหมือนกับเจ้าใช่ไหม?’
“คือว่า…เมียเหล่าซาน ข้าว่าแต่งสะใภ้ที่พอไปวัดไปวาได้ก็พอแล้วกระมัง อย่าเอาคนที่ฉลาดเกินไปนักเลย” แม่เฒ่าจูเพียงคิดถึงครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของตนเองก็ยังหวาดผวาไม่เสื่อมคลาย “ถึงอย่างไรก็แต่งมาเพื่อให้ได้อุ้มหลานเท่านั้นนี่นา”
“แน่นอน โง่เกินไปก็ไม่ดี” เพิ่งพูดจบ เย่อวี๋หรานก็อธิบายเพิ่มว่า “ดูอย่างพี่สาวของสะใภ้ห้าบ้านข้าก็ได้ ความคิดอ่านเลอะเลือน โง่เขลาอย่างไร้ขอบเขต ทำให้ตัวเองต้องกลายเป็นตัวตลกในสายตาชาวบ้าน”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเพียงนึกถึงหลินต้าเม่ยก็เป็นอันต้องสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
พวกนางรีบขอความช่วยเหลือจากเย่อวี๋หรานทันที “พี่สะใภ้ใหญ่ ยังคงเป็นท่านที่มีสายตาเฉียบแหลม ท่านดูเถอะ ลูกสะใภ้ของท่านแต่ละคนล้วนไม่เลวทั้งนั้น ท่านช่วยพวกข้าเลือกหน่อยได้หรือไม่?”
อีกฝ่ายสามารถหลีกเลี่ยงคนแบบหลินต้าเม่ย และเลือกน้องสาวคนรองที่ฉลาดกว่าหน่อยแต่งเข้าเรือนมาแทนได้เช่นนี้ จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นก็ตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าสายตาของคนบางคนพึ่งพาได้มากกว่าพวกตนอยู่มากโข