ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 340 ร้อนตัว
บทที่ 340 ร้อนตัว
พวกนางไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ตนเอง แต่เป็นเรื่องจริงที่บรรดาลูกสะใภ้ที่เจ้าของร่างเดิมเลือกมาในตอนนั้น พวกนางไม่ถูกใจเลยสักคนเดียว
หลิ่วซื่อราวกับท่อนไม้ แค่เห็นก็รำคาญตา หลิวซื่อคิดเล็กคิดน้อยมากเกิน แต่งเข้าเรือนมาก็มีแต่จะวุ่นวายใจ หลี่ซื่อก็เหมือนหญิงปากสว่างนั่นแหละ คงชักนำเภทภัยมาให้ในสักวัน หลินซื่อเสนอตัวมาให้ถึงเรือน กลัวก็แต่จะได้สืบทอดเผ่าพันธุ์ไร้ทายาทชายเหมือนคนสกุลหลิน ไม่มีทางพิจารณาเลือกนางด้วยซ้ำ
แต่เมื่อลูกสะใภ้เหล่านี้ถูกเย่อวี๋หรานจับมารวมกัน นิสัยต่างไปคนละทาง แต่คล้ายว่าจะ ‘สั่งสอน’ ได้ดีทีเดียว
ไม่ว่าระหว่างพวกนางจะมีเรื่องใหญ่โตเพียงใด แต่เมื่อออกมาข้างนอกกลับรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อรับมือคนนอก ทั้งยัง ‘เคารพนบนอบ’ เย่อวี๋หรานซึ่งเป็นแม่สามียิ่งนัก กตัญญูรู้คุณเป็นอย่างยิ่ง
เย่อวี๋หรานไม่คิดจะตอบตกลง นางไม่ใช่พยาธิในท้องผู้อื่นสักหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าผู้อื่นกำลังคิดอะไรอยู่?
นับประสาอะไรกับเรื่องในอีกหลายสิบปีข้างหน้า คนดีแค่ไหนก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน นางสามารถรู้อนาคตล่วงหน้าได้งั้นหรือ?
“ลูกชายพวกเจ้าเป็นคนแต่งเมีย ไม่ใช่ลูกชายข้าเสียหน่อย” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถ้าข้าเห็นแล้วรื่นหูรื่นตา แต่พวกเจ้าเห็นแล้วขัดตาจะทำอย่างไร? นั่นยังคงแล้วไปเถอะ ประการสำคัญคือพวกเจ้าเห็นแล้วสบายใจ ซานจ้วงกับซื่อหู่เองก็พอใจ เท่านี้ก็ดีมากแล้ว ทุกประการล้วนดีงาม พวกเจ้าก็ไม่ต้องไปคิดมาก”
“จะไม่คิดมากได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงชั่วชีวิตของลูกชายข้าเชียวนะ” จูซานเสิ่นมีสีหน้ากลัดกลุ้ม “พี่สะใภ้ ท่านไม่รู้หรอกว่าตั้งแต่เริ่มดูตัวเป็นต้นมาก็เหมือน ๆ กันหมด ข้าดูมาหลายต่อหลายคนแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะข้าอดทนเอาไว้ ไม่อยากได้คนที่แย่เกินไป ป่านนี้ข้าอาจสู่ขอสะใภ้เจ้าปัญหาสักคนกลับมาแล้วก็เป็นได้”
จากนั้นก็เล่าเรื่องคู่ดูตัวของลูกชายที่นางเคยต้องตาไม่กี่คนนั้นให้เย่อวี๋หรานฟัง
ตอนนี้แม่นางน้อยเหล่านั้นกลายเป็นภรรยาของผู้อื่นไปแล้ว ตอนยังไม่ได้ออกเรือนก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร แต่หลังจากออกเรือนไปแล้วกลับพบปัญหาเป็นพะเรอเกวียน
บางคนตะกละ มักแอบกินลับหลังแม่สามีเป็นประจำ บางคนทำงานเหลาะแหละ กระทั่งซักเสื้อผ้ายังซักได้ไม่สะอาด บางคนไม่ลงรอยกับสามี ทั้งหยิกทั้งข่วน มักทะเลาะกันเป็นประจำ…
“เจ้าไปฟังแม่สามีของพวกนางพูดมาใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานแค่ฟังก็รู้เรื่อง
กล่าวกันว่าแม่สามีกับลูกสะใภ้เป็นศัตรูตัวฉกาจของกันและกันโดยธรรมชาติ มีแม่สามีสักกี่คนที่จะเห็นสตรีที่มาแย่งลูกชายตัวเองไปรื่นหูรื่นตา?
นับประสาอะไรกับยุคสมัยที่มองลูกสะใภ้เป็นคนนอกเช่นนี้ ไม่ว่าแม่นางน้อยเหล่านั้นจะดีหรือไม่ดี หลังออกเรือนไป จะมีชื่อเสียงดีงามแพร่ออกมาให้ได้ยินก็แปลกแล้ว
อย่าเห็นว่าปีนั้นเจ้าของร่างเดิม ‘ดุร้าย’ แต่สุดท้ายมี ‘ชื่อเสีย’ ที่โหดร้ายเช่นนั้นแพร่ออกมา สาเหตุไม่ได้มาจากตัวเจ้าของร่างเดิมเพียงผู้เดียว ปีนั้นแม่เฒ่าจูเองก็ไปพูดถึงเจ้าของร่างเดิมอย่างเสีย ๆ หาย ๆ อยู่ข้างนอกไม่น้อยเลยทีเดียว
แน่นอนว่าคนที่ถูกกล่าวถึงไม่ได้มีเพียงเจ้าของร่างเดิม แต่ยังมีจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นด้วยเช่นกัน ทว่าเจ้าของร่างเดิมโดดเด่นกว่ามาก ทำให้ ‘ข้อเสีย’ ของพวกนางสองคนจืดจางลงไปก็เท่านั้น
“ท่านรู้ได้อย่างไร?” จูซานเสิ่นประหลาดใจยิ่งนัก
“แค่เดาก็รู้ได้แล้ว” เย่อวี๋หรานย่อมไม่พูดถ้อยคำที่จะล่วงเกินคนอื่นอยู่แล้ว นางกล่าวว่า “เจ้าพูดเองนี่นาว่าเจ้าดูตัวมาหลายคนแล้ว คนที่เจ้าเห็นผ่านตามาคงมีทั้งที่อ้วนผอม ขาวคล้ำ สูงเตี้ย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีคนที่เจ้าต้องตาเลยสักคน”
“ไม่มี” ต่อให้มี จูซานเสิ่นก็ไม่มีทางยอมรับ
เย่อวี๋หรานนิ่งขรึม ไม่สะทกสะท้านสักนิด “เจ้ายังไม่รู้เลยว่าตัวเองชมชอบลูกสะใภ้แบบไหน แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าชอบคนแบบใด?”
จูซานเสิ่น “…”
จูซื่อเสิ่นเห็นจูซานเสิ่นพ่ายแพ้กลับมาก็รีบเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ ช่วยพวกข้าเถอะนะเจ้าคะ เอาแค่คนที่กำลังดูตัวกันอยู่ตอนนี้ก็ได้ ท่านช่วยพิจารณาให้พวกข้า แค่ไม่มีข้อบกพร่องร้ายแรงก็พอแล้ว”
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ตอนที่พวกเจ้าดูตัว ข้าแวะมาดื่มชาสักหน่อยก็ได้” เย่อวี๋หรานไม่ได้ปฏิเสธจนถึงที่สุด เพราะถึงอย่างไรลูกสะใภ้ที่พวกนางเลือกก็มีผลกระทบต่อครอบครัวตนเองอยู่บ้างเช่นกัน
ถ้าสู่ขอคนที่ปัญหาน้อยหน่อยกลับมาได้ ทุกฝ่ายก็มีเรื่องรำคาญใจน้อยลง
ถ้าสู่ขอคนเจ้าปัญหากลับมา ตอนนี้สองครอบครัวเริ่มกลับมาไปมาหาสู่กันแล้ว จะไม่ได้รับผลกระทบเลยได้อย่างไร?
ครั้นเห็นอีกฝ่ายตกปากรับคำ อย่าว่าแต่จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่โล่งอก แม้แต่พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูก็รู้สึกว่าพอจะวางใจได้เสียที
จะว่าไปก็ประหลาดนัก ปกติรังเกียจเย่อวี๋หรานกันอย่างกับอะไรดี แต่ครั้นประสบปัญหา พวกเขากลับอดจะคิดไม่ได้ว่านางพึ่งพาได้มากกว่า
เฮ้อ…คนเรา บางครั้งก็ซับซ้อนเช่นนี้เอง
เย่อวี๋หรานนั่งสนทนากับทางนี้ครู่ใหญ่ พลาดเวลาอาหารเช้ามานานแล้ว
นางมองสีท้องฟ้า ยังคงห่างจากเวลามื้อกลางวันอยู่พอสมควร จึงคิดว่าจะแวะไปดูที่ทุ่งนาสักหน่อย เพราะนอกจากทุ่งนา นางก็คิดไม่ออกแล้วว่าจูเหล่าโถวยังจะไปที่ใดได้อีก
ระหว่างทาง นางก็พบกับจูจยา
“แดดจัดขนาดนี้ ท่านจะไปที่ใดหรือ?” จูจยาสวมหมวกงอบ ท่าทางเหมือนเพิ่งกลับมาจากทุ่งนา
เย่อวี๋หรานมองทิศทางที่เขาจากมาก็คล้ายว่าจะเพิ่งกลับมาจากที่นาของตนเอง จึงเอ่ยถามว่า “อาจูจยาเพิ่งกลับมาจากทุ่งนาของครอบครัวข้าใช่หรือไม่? เจ้าเห็นจูเหล่าโถวหรือเปล่า? แดดเปรี้ยงถึงเพียงนี้ ข้าเกรงว่าเขาทำงานกลางแดดแล้วจะจับลมร้อนเอาได้” นางหาข้ออ้างที่เหมาะสมให้กับตัวเอง
“ไม่เห็นนะ”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณแล้ว อาจูจยา” เย่อวี๋หรานหันกลับ
ขณะนั้นเอง จูจยาพลันกล่าวขึ้นว่า “ท่านลองไปดูทางตะวันตก บางครั้งเขาก็จะไปเดินเตร็ดเตร่แถว ๆ เนินตะวันตก ไม่รู้เหมือนกันว่าไปทำอะไรทางนั้น…”
เย่อวี๋หรานไม่ได้ยินไปมากกว่านั้น แต่แค่คำว่า ‘เนินตะวันตก’ ก็ทำให้นางนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ในทันใด จูซานเคยสงสัยว่าจูเหล่าโถวเป็นชู้กับแม่ม่ายฉิน
เพราะเหตุใดพอเอ่ยถึง ‘เนินตะวันตก’ ก็คิดถึงแม่ม่ายฉินขึ้นมาน่ะหรือ?
เพราะที่นาของครอบครัวแม่ม่ายฉินอยู่ทางด้านนั้น ห่างไกลยิ่งนัก เรือนของนางก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน
เย่อวี๋หราน “…”
ข้ามีคำหยาบคายอยู่ประโยคหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่!
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็อยากจะตบเขาสักสองทีจริง ๆ
อายุปูนนี้แล้วไม่ยอมใช้ชีวิตดี ๆ คิดอะไรอยู่กันแน่?
นางเลี้ยวกลับแล้วมุ่งหน้าตรงไปทางเรือนแม่ม่ายฉินทันที
เพิ่งไปถึงบริเวณใกล้กับเรือนแม่ม่ายฉิน นางก็เห็นเงาร่างของจูเหล่าโถวได้จากไกล ๆ
ตะกร้าสะพายหลังที่หลิ่วซื่อกล่าวถึงไม่อยู่แล้ว เขาสวมหมวกงอบ มือไพล่หลัง ทั้งยังยิ้มแก้มปริ ท่าทางเบิกบานใจยิ่งนัก
“แค่กแค่ก!” เย่อวี๋หรานเดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้ เผยสีหน้าเย็นชา กระแอมเสียงเบาสองครา
“เมีย…เมียเฒ่า?!” จูเหล่าโถวสะดุ้งโหยง รีบหันไปมองข้างหลัง เมื่อแน่ใจว่าตนเองเดินมาไกลจากเรือนแม่ม่ายฉินแล้วค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาถามเสียงแข็ง “เจ้ามาทำอะไรที่นี่? ตกใจหมด รู้หรือไม่ว่าทำให้คนอื่นเขาตกใจ?”
“ชั่วชีวิตไม่กระทำเรื่องผิดต่อมโนธรรม ย่อมไม่กลัวผีมาเคาะประตูกลางดึก ทำไมหรือ เจ้าไปทำเรื่องผิดต่อมโนธรรมอันใดมา?”
“เรื่องผิดต่อมโนธรรมอะไรกัน? พูดจาเหลวไหล ข้ายังจะทำอะไรได้ อายุคราวนี้แล้ว ลูกหลานก็โตหมดแล้ว…” จูเหล่าโถวแสร้งเฉไฉไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของตนเองกับแม่ม่ายฉินโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อกล่าวถึงตอนท้าย น้ำเสียงกลับแผ่วลง พึมพำคลุมเครือ พูดไม่ชัดเจน
ถ้าเป็นเมื่อวานนี้ เขาคงกล้าปฏิเสธหนักแน่น เขากับแม่ม่ายฉินไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน
แต่เมื่อครู่นี้ตอนที่เขาเอามันเทศไปส่งให้ แม่ม่ายฉินดีอกดีใจจนเข้ามาสวมกอดเขา
จวบจนยามนี้ เขายังจดจำกลิ่นหอมบนร่างแม่ม่ายฉินได้อยู่เลย หอมหวนยิ่งนัก
ไม่เหมือนเมียเฒ่า ทั่วร่างมีแต่กลิ่นจ้าวเจี่ยว[1]
“เจ้าก็รู้ด้วยหรือว่าลูกชายหลานชายโตกันหมดแล้ว? ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็พูดมา เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“แค่เดินเล่นก็ไม่ได้เรอะ!” จูเหล่าโถวอาศัยว่าตนเองไม่ได้ถูกจับได้คาหนังคาเขา ทำเป็นขึ้นเสียงดังกว่าเดิม และเพื่อเรียกความฮึกเหิม ยังจงใจเดินนำหน้าไปแล้วทิ้งเย่อวี๋หรานไว้เบื้องหลัง
ราวกับว่าแค่มองไม่เห็นหน้านาง เขาก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นอีกนิดอย่างไรอย่างนั้น
[1] จ้าวเจี่ยว 皂角 (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gleditsia sinensis Lam.) เป็นสมุนไพรจีน มีลักษณะคล้ายฝักถั่ว นำมาใช้ทำสบู่ได้