ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 341 พวกข้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง
บทที่ 341 พวกข้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง
“จูต้าเหนียง พวกท่านก็มาเดินเล่นที่นี่เหมือนกันหรือ!” กานอี้เซียนคว้าจังหวะนั้นเอาไว้ รีบผลุบออกมาจากพุ่มไม้แล้วทักทายคนทั้งคู่
จูเหล่าโถวเห็นว่ามีคนนอกก็พลันถอนหายใจออกมา “เป็นเจ้าเองหรือ ช่วงนี้ทำไมไม่เห็นมาแลกเสบียงเลยเล่า? ที่เรือนมีพอกินแล้ว?”
“กำลังจะไปพอดีขอรับ ท่านดูสิ ข้ายังเอาไก่ป่ามาด้วยสองตัว…” กานอี้เซียนส่ายของที่อยู่ในมือ พยายามยิ้มออกมาให้ดูเป็นธรรมชาติ
เย่อวี๋หรานเพียงอยากกลอกตามองบน เส้นทางที่กานอี้เซียนลงเขาตามปกติอยู่ห่างจากทางนี้หนึ่งหมื่นแปดพันลี้ ถ้าเจ้าหนุ่มนี่ไม่ได้จงใจมาดักนางตรงนี้ นางยอมถอดศีรษะลงมาให้เขานั่งแทนม้านั่งเลย
แต่กานอี้เซียนสามารถมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างเหมาะเจาะเช่นนี้ ก็หมายความว่าเขารู้เรื่องจูเหล่าโถวกับแม่ม่ายฉินมาแต่แรกแล้วน่ะสิ?
เย่อวี๋หรานพลันนึกขึ้นมาได้อย่างปุบปับว่า คราวก่อนกานอี้เซียนมาหานางก็คล้ายจะมาพูดเรื่องที่นางแยกห้องนอนกับจูเหล่าโถว?
“เจ้ารู้แต่แรกแล้ว?” เย่อวี๋หรานจ้องเขาพลางเอ่ยถาม
กานอี้เซียนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
“หลบไป” เย่อวี๋หรานพูดประโยคเดียวก็ทำให้เขาหยุดชะงัก
“เจ้าทำอะไร? คนเขาไม่ได้ล่วงเกินเจ้า เจ้าไปใส่อารมณ์กับเขาทำไม?” จูเหล่าโถวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยังนึกว่าตนเองหนีหายนะพ้นแล้วเสียอีก
เห็นแก่ที่กานอี้เซียนเคยช่วยเหลือตนเอง เขาจึงช่วยพูดแทนอีกฝ่าย
“ตอนนี้ทั่วหมู่บ้านสกุลจู นอกจากเรือนข้าแล้ว แทบไม่มีเรือนไหนมีมันเทศอีก เจ้าว่าถ้าตอนนี้ข้าบุกไปที่เรือนแม่ม่ายฉิน แล้วไปค้นเจอมันเทศในเรือนนางเข้า นางกับลูกชายจะมีจุดจบอย่างไร?” เย่อวี๋หรานกล่าวโดยจงใจมองข้ามกานอี้เซียน
จูเหล่าโถวตัวแข็งทื่อ แต่เขายังอยากดิ้นรน “เจ้าพูดอะไร? ข้าฟังไม่เข้าใจ…เมียเฒ่า อย่าพูดเหลวไหล ที่นี่มีคนนอกอยู่นะ”
“คนนอกอะไรกัน? เจ้าหมายถึงคุณชายกานงั้นหรือ? คนเขารู้เรื่องเจ้ากับแม่ม่ายฉินแต่แรกแล้ว ทั้งยังเคยมาเตือนข้า แต่ตอนนั้นข้าโง่เอง ไม่ได้คิดมาทางนี้ก็เท่านั้น”
จูเหล่าโถวมองไปทางกานอี้เซียนอย่างพรึงเพริด แทบไม่อยากจะเชื่อ
กานอี้เซียนประดักประเดิดยิ่งกว่าเดิม “คือว่า…คือว่า…ข้าไม่ได้อยากเอาเรื่องมาฟ้องหรอกนะ”
“เจ้าไม่ได้เอาเรื่องมาฟ้อง แล้วเจ้ามาพูดมั่วซั่วกับเมียเฒ่าทำไม?! ข้ากับแม่ม่ายฉินไม่มีอะไรทั้งนั้น พวกข้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง” จูเหล่าโถวโมโหสุดขีด คิดไม่ถึงเลยว่าเขากับแม่ม่ายฉินยังไปไม่ถึงขั้นนั้นก็เริ่มมีคนสาดน้ำโคลนใส่แล้ว
“เปล่า ข้าเปล่า…” กานอี้เซียนอธิบาย “ข้าแค่อยากเตือนจูต้าเหนียงว่าให้ระวังเรื่องความสัมพันธ์กับท่าน ถึงอย่างไรการแยกห้องนอนก็ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกระหว่างสามีภรรยาได้ง่าย…”
เขายังพูดไม่จบก็ถูกเย่อวี๋หรานผลักไปข้าง ๆ เสียก่อน
นางสาวเท้าไปยืนตรงหน้าจูเหล่าโถว ตีสีหน้าเย็นชาและเอ่ยว่า “เฮอะ! บริสุทธิ์ผุดผ่องเหลือเกินนะ บริสุทธิ์จนถึงขั้นที่เจ้าลงมือขโมยของในเรือนไปจุนเจือคนนอกด้วยตนเอง เจ้าช่างหน้าไม่อายจริง ๆ ขโมยของในบ้านตัวเองก็ช่างเถอะ แต่ยังขโมยแม้แต่ของที่สะใภ้รองเก็บหอมรอมริบเตรียมเอากลับไปให้บ้านเดิมวันนี้อีกต่างหาก จูเหล่าโถว ยางอายเจ้าอยู่ที่ไหน?”
จูเหล่าโถวมีสีหน้าปั้นยาก “ข้าเอาไปเอง แล้วจะทำไม? นางแต่งเข้าสกุลจูของข้า กินของของสกุลจู อาศัยอยู่ในเรือนสกุลจู ยังจะเอาสิ่งของในเรือนสกุลจูกลับไปจุนเจือบ้านเดิมอีก อาศัยอะไร?”
“ก็อาศัยสองมือของนางทำงานหาเอาน่ะสิ” เย่อวี๋หรานตอบโต้กลับไป “ปกตินางขึ้นเขาทำนา มีวันไหนไม่ทำงานบ้าง? ทำชาด ทำอาหาร ย้อมสีผ้า มีงานอะไรที่นางไม่ได้ทำบ้าง? นางกินใช้อย่างกระเบียดกระเสียร สะสมสิ่งของเหล่านั้นมาอย่างไม่ง่ายดาย นางจะแสดงความกตัญญูต่อแม่ตัวเองสักหน่อยแล้วมันจะเป็นไรไป? นางก็มีพ่อแม่เลี้ยงดูมาเหมือนกันนะ”
“นางออกเรือนเข้าสกุลจูของข้ามาแล้ว ตอนยังเป็นก็เป็นคนสกุลจู ตอนตายไปแล้วก็เป็นผีสกุลจู ตั้งแต่หัวจรดเท้าล้วนเป็นของสกุลจู ข้าบอกว่านั่นเป็นของของสกุลจูก็คือของของสกุลจู”
“ในเมื่อของเหล่านั้นเป็นของสกุลจู แล้วที่เจ้าเอาของของสกุลจูไปให้แม่ม่ายคนหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า เช่นนั้นข้าก็ควรพาคนไปจับตัวพวกนางทั้งบ้านเอาไว้ด้วยสินะ? จะได้จับได้ทั้งคนทั้งของกลางพอดีเลย”
“เจ้าเสียสติไปแล้ว?!” จูเหล่าโถวไม่อยากจะเชื่อ เขาหันกลับมาถลึงตาใส่เย่อวี๋หราน “ก็แค่มันเทศไม่กี่หัว เจ้าคิดจะทำอะไร?! ถ้าเจ้าทำแบบนี้ แล้วต่อไปครอบครัวแม่ม่ายฉินจะใช้ชีวิตในหมู่บ้านสกุลจูได้อย่างไร?”
“ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้า เจ้าอยากทำอะไรกันแน่?” เย่อวี๋หรานถามพลางจ้องตาเขาเขม็ง
“ข้า…ข้าไม่ได้อยากทำอะไรทั้งนั้น ข้าก็แค่เห็นใจพวกเขา นางเป็นแม่ม่ายลูกก็กำพร้าพ่อ หลายปีมานี้ก็ลำบากมามาก…” จูเหล่าโถวพยายามพูดให้เรื่องนี้แลดูถูกต้องตามทำนองคลองธรรมให้มากที่สุด
เป็นต้นว่าปีนั้นเขากับสามีของแม่ม่ายฉินก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน นับว่าเป็นคนเหล่ากอเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็เป็นเรื่องที่สมควร
อีกอย่าง ระหว่างเขากับแม่ม่ายฉินก็ไม่มีอะไร เขาแค่เอาอาหารมาให้ ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น
“เจ้าอยากทำเรื่องดีงาม ช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่มีปัญหา” เย่อวี๋หรานกล่าวพลางจ้องเขาอย่างเย็นชา “แต่ดูเหมือนเจ้าจะลืมไปว่ามันเทศพวกนั้นข้าเป็นคนพาพวกเจ้าใหญ่ปลูก คนที่ทำงานมาตั้งแต่ต้นจนจบก็คือพวกข้า แต่เจ้าไม่พูดอะไรสักคำก็ค้นเอามันเทศในเรือนไปให้คนอื่นแล้ว ไม่ถามแต่หยิบฉวยไปเอง จะต่างอะไรกับโจร?”
“ผู้ใดเป็นโจร?!” จูเหล่าโถวคำราม “นั่นเป็นของในเรือนข้า ทำไมข้าจะเอาไปไม่ได้? ข้าเป็นผู้ชาย ข้าต่างหากที่เป็นหัวหน้าครอบครัว บ้านนี้ข้าเป็นคนตัดสินใจ”
จูเหล่าโถวแผดเสียงร้องหน้าดำหน้าแดง แม้แต่เขาเองก็ยังตะลึง
ชีวิตนี้ เขาทะเลาะกับภรรยามาก็หลายครั้งหลายครา แต่ไม่มีครั้งไหนที่เขากล้าเกรี้ยวกราดกลับไปเช่นครั้งนี้
ฝั่งตรงข้ามนั้น สีหน้าเย่อวี๋หรานก็คล้ายว่าจะแข็งค้างไปเล็กน้อย นางจ้องจูเหล่าโถวแน่แน่ว “เจ้าเพิ่งพูดอะไรออกมา? ข้าหูอื้อ ได้ยินไม่ถนัด เจ้าพูดอีกครั้งซิ”
ตอนแรกยังเกรี้ยวกราด แต่ให้ทำซ้ำอีกครั้งกลับไม่น่าเกรงขามอีกแล้ว
จูเหล่าโถวเกร็งคอตอบกลับไป “ข้าพูดว่าข้าเป็นผู้ชาย ข้าต่างหากที่เป็นหัวหน้าครอบครัว บ้านนี้ข้าเป็นคนตัดสินใจ”
รอบนี้ความน่าเกรงขามสู้ครั้งแรกไม่ได้แม้แต่น้อย
สีหน้าและน้ำเสียงของเย่อวี๋หรานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง “พูดอีกรอบ”
“ข้าพูดไปแล้ว จะทำไม? ข้าเป็นผู้ชาย ข้าต่างหากที่เป็นหัวหน้าครอบครัว บ้านนี้ข้าเป็นคนตัดสินใจ” คำพูดยังคล่องปาก แต่จูเหล่าโถวยิ่งพูดก็ยิ่งไร้น้ำหนัก เขาแทบไม่กล้าจ้องตาเย่อวี๋หรานกลับไปตรง ๆ
เขาบังเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า ถ้าเขามองนางมากกว่านี้ก็อาจถูกนางถลกหนังเลาะกระดูกเอาได้
“เยี่ยม ยอดเยี่ยม!” เย่อวี๋หรานยิ้มเย็น
กานอี้เซียนใจหายใจคว่ำ “จู…จูต้าเหนียง ท่านใจเย็น…ฆ่าคนผิดกฎบ้านเมืองนะ”
“เจ้าจะทำอะไร? เมียเฒ่า ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อนนะ ตรงนี้มีพยาน ฆ่าคนผิดกฎบ้านเมือง ได้ยินหรือไม่…” น้ำเสียงจูเหล่าโถวสั่นสะท้าน
เย่อวี๋หรานย่างเข้ามาหาก้าวหนึ่ง
จูเหล่าโถวตกใจถอยหลังไปหนึ่งก้าว
แต่เขาโชคไม่ดีเท่าไหร่ ถอยหลังไปเหยียบท่อนไม้จนสะดุดล้มก้นจ้ำเบ้า
“ซี้ด…” เขาเจ็บปวดจนต้องสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
“ท่านลุงจู ท่านไม่เป็นไรกระมัง?” กานอี้เซียนโยนไก่ป่าในมือทิ้งไป รีบเข้าไปช่วยประคองคน
เย่อวี๋หรานหยิบกิ่งไม้แห้งท่อนหนึ่งขึ้นมาจากริมทาง ฟาดลงไปบนมือกานอี้เซียน “ประคองทำไม? ล้มแค่นี้ไม่ตายหรอก คนไร้คุณธรรมพรรค์นี้ ขโมยของในเรือนไปให้คนอื่นก็ช่างเถอะ ยังกล้ามาเกรี้ยวกราดใส่ข้า คิดว่าข้าเป็นเสือกระดาษอย่างนั้นรึ?”
กานอี้เซียนถูกฟาดเข้าอย่างจัง รีบหดมือกลับทันที “เจ็บ ๆๆ…ท่านอย่าตีข้าสิ จูต้าเหนียง”
เขาเหมือนเห็นภาพซ้อนทับกับฉากที่ถูกมารดาตนเองไล่ตีก็ไม่ปาน น่าอนาถใจยิ่งนัก