ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 342 เจ้ากล้าตีข้า?!
บทที่ 342 เจ้ากล้าตีข้า?!
“ไม่ต้องมายุ่ง หลบไปข้าง ๆ” เย่อวี๋หรานตวาด
กานอี้เซียนหลบไปด้านข้าง แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม “ฆ่าคนผิดกฎนะ…”
“วางใจเถอะ ฆ่าคนไม่ได้หรอก ข้าไม่มีมีด”
กานอี้เซียน “…”
ไม่หรอก ถ้าท่านอยากฆ่าคนจริง ๆ มีหรือไม่มีมีดก็ทำได้ทั้งนั้น
“เมียเฒ่าคนนี้ เจ้าคิดจะผลักข้าให้ตายเรอะ? เมียโฉด! จิตใจเจ้าโหดเหี้ยมยิ่งนัก…” จูเหล่าโถวลุกขึ้นมาไม่ได้ สายตาที่มองมาทางเย่อวี๋หรานเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
เย่อวี๋หรานฟาดกิ่งไม้ลงบนพื้นข้าง ๆ เขาจนเกิดเสียงดังเพียะ จูเหล่าโถวตกใจจนร่างสั่นสะท้านเพราะนึกว่านางจะทุบตีเขา
“เจ้าทำอะไร?!”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?! เจ้ากล้าตีข้า?!”
ภายนอกแข็งกร้าว หากภายในขลาดกลัวยิ่งนัก
“เฮอะ!” เย่อวี๋หรานแค่นหัวเราะ “พูดเองไม่ใช่หรือว่าบ้านนี้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ? เอาสิ ตัดสินใจเองทั้งทีกลับขโมยเสบียงในเรือนลับหลังข้าเอามาให้คนอื่นเนี่ยนะ? จูฮ่าวชี่ ข้าบอกเจ้าไว้ตรงนี้ ข้าไม่ใช่คนที่จะยอมให้เจ้ารังแกฝ่ายเดียวหรอกนะ! เจ้ากล้าขโมยของของข้าไปให้คนอื่น เจ้าก็ต้องแบกรับผลที่จะตามมา”
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ไม่ใช่ข้าคิดจะทำอะไร เจ้าต่างหากที่คิดจะทำอะไร เจ้าว่ามาเถอะ เจ้ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับแม่ม่ายฉิน?”
จูเหล่าโถวย่อมไม่ยอมรับอยู่แล้ว เขากัดฟันพูด “พวกข้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เกี่ยวข้องอะไรกันทั้งนั้น ข้าช่วยเพราะเห็นว่านางน่าสงสาร”
“งั้นเจ้าก็ยกมือขึ้นสาบานว่าถ้าเจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับแม่ม่ายฉิน ขอให้ไร้ทายาทสืบสกุล ไม่ได้ตายดี”
จูเหล่าโถวเบิกตากว้าง “เจ้าจะใจดำอำมหิตเกินไปแล้ว?! เจ้าถึงกับแช่งชักให้สกุลจูไร้ทายาทเชียวหรือ? นั่นเป็นลูกเจ้า เป็นเลือดเนื้อของเจ้านะ…”
เย่อวี๋หรานพูดตัดบทเขา “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าหมายถึงลูกของเจ้าต่างหาก ไม่ใช่ลูกของข้า พวกเจ้าใหญ่ เจ้าวางใจได้ ถ้าเจ้าทำเรื่องที่ผิดต่อข้าจริง ข้าไม่พูดอะไรทั้งนั้น แต่จะให้พวกเขาตัดความสัมพันธ์กับเจ้าทันที ตัดขาดจากสกุลจูของเจ้า”
“เจ้า ๆๆ…” จูเหล่าโถวชี้หน้าเย่อวี๋หรานเนิ่นนานก็ยังพูดไม่ออก
เพราะคำพูดของนางทำให้เขาตะลึงพรึงเพริดเกินไป
แต่เขาก็ทราบว่าหากเป็นจริงดังนั้น ภรรยาผู้นี้ก็สามารถพูดได้ทำได้
ทันใดนั้น เขาก็พลันตระหนักได้ว่าเขาโชคดียิ่งนักที่เขากับแม่ม่ายฉินยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ไม่อย่างนั้นละก็…
“ไม่ต้องรีบ ข้ายังพูดไม่จบ เจ้าอยากเลี้ยงผู้หญิงก็ไม่มีปัญหา วันหน้าพอฐานะครอบครัวดีขึ้นแล้ว มีเงินซื้อสาวใช้ ข้าจะซื้ออนุให้เจ้าสิบคนแปดคน ให้พวกนางปรนนิบัติรับใช้เจ้า แต่ตอนนี้ไม่ได้ เจ้าเจ็ดยังเรียนหนังสือ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็กำลังจะเข้าเรียนในปีหน้า ถ้าเจ้ามีชื่อเสียงเสื่อมเสียเอาตอนนี้ก็จะกลายเป็นจุดด่างพร้อย จะทำลายชั่วชีวิตของเด็ก ๆ” เย่อวี๋หรานจ้องเขาพลางกล่าวต่อไปว่า “ถ้าเจ้ากล้าสร้างปัญหาขึ้นมาในตอนนี้ ข้าจะจัดการเจ้าให้สาสม ทำให้เจ้าไม่อาจมีชีวิตอย่างสงบ”
จูเหล่าโถวถึงกับลมหายใจกระชั้น “เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? ผู้ใดอยากซื้ออนุ? ข้าก็บอกแล้ว ข้ากับแม่ม่ายฉินไม่มีอะไรทั้งนั้น ข้าแค่เห็นว่านางน่าสงสารก็เลยช่วยนาง”
“ข้ากลัวว่าเจ้าขาดผู้หญิงแล้วจะมีชีวิตต่อไปไม่ได้” เย่อวี๋หรานตบแขนเสื้อเบา ๆ “เจ้าวางใจได้ ข้าพูดได้ทำได้ อีกอย่างคุณชายกานก็เป็นพยานให้เจ้า กลับไปพวกเราค่อยร่างข้อตกลงขึ้นมาฉบับหนึ่ง รับรองว่าจะไม่ให้เจ้าเสียเปรียบ ก็แค่แม่ม่ายคนหนึ่งเท่านั้น วันหน้าผู้หญิงแบบใดบ้างที่เจ้าจะเลี้ยงไม่ได้? อดกลั้นเอาไว้ชั่วคราวก็จะได้รับผู้หญิงเต็มเรือนเป็นผลตอบแทน กำไรกว่ากันเห็น ๆ”
จูเหล่าโถวรู้สึกว่ายากจะรับได้ ชี้หน้าเย่อวี๋หรานอยู่นานก็พูดไม่ออก
“แน่นอน ถ้าเจ้ารู้สึกอะไรกับแม่ม่ายฉินจริง ๆ ทางที่ดีก็อยู่ให้ห่างนางเอาไว้ ข้าไม่อยากได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างลอยมาหรอกนะ ด้วยนิสัยของข้า ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่อยากเห็นข้าไปฉีกทึ้งผู้หญิงคนนั้นถึงเรือน อาละวาดให้พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ถ้าเป็นอย่างนั้น นางจะมีจุดจบอย่างไร ข้าก็ไม่รู้แล้ว” นอกจากข่มขู่จูเหล่าโถว เย่อวี๋หรานยังไม่ลืมใช้แม่ม่ายฉินเป็นจุดอ่อนมาควบคุมจูเหล่าโถวอีกที
นางไม่สนใจว่าจูเหล่าโถวมีความรู้สึกพิเศษต่อแม่ม่ายฉินหรือไม่ แต่ภายใต้สถานการณ์จำเพาะในตอนนี้ ย่อมไม่อาจปล่อยให้แพร่งพรายออกไป เสียงโจษจันแบบใดก็ตามล้วนสามารถส่งผลกระทบต่อบัณฑิตผู้หนึ่งได้ทั้งนั้น
เดิมทีสถานการณ์ของจูชีก็ไม่เหมือนคนอื่นอยู่แล้ว ถ้ามีข้อด่างพร้อยเช่นนี้เพิ่มขึ้นมา ชีวิตเขาก็คงมาถึงทางตัน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีต้าเป่าและเอ้อร์เป่า พวกเขายังเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ยังไม่โตเลยด้วยซ้ำ
คำที่นางพูดกับจูเหล่าโถวก็หาได้พูดไปเล่น ๆ ถ้าเขาต้องการสตรีจริง ๆ วันหน้าเมื่อสกุลจูร่ำรวยแล้ว ทุกอย่างล้วนมีพร้อมสรรพ นางก็จะจัดเรือนให้เขาหลังหนึ่ง อยากเลี้ยงสตรีสักกี่คนก็เชิญตามสบาย
แน่นอนว่าเงินย่อมไม่ได้เอาของส่วนกลางมาออกให้ ให้เขาไปขอเอากับลูกชาย ให้ลูกชายเขาเป็นคนเลี้ยง
ครั้นคนทั้งคู่มาถึงขั้นนี้ก็นับว่าแตกหักกัน ‘อย่างเป็นทางการ’ คราวนี้การแยกห้องนอนก็กลายเป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผลแล้ว
ถ้าในอนาคตจูเหล่าโถวกล้ายกเรื่องกลับมานอนห้องเดียวกันขึ้นมาพูดอีก นางก็จะใช้เรื่องนี้มา ‘บดขยี้’ เขาให้ถึงตาย
ไร้คุณธรรม ตนเองมีชู้แล้วยังมีหน้าจะมานอนเตียงของนางอีกเรอะ ฝันไปเถอะ!
ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตฉันสามีภรรยากับเขามานานปี จะให้นาง ‘ทอดทิ้ง’ เขาตอนนี้ก็ออกจะเกินไปหน่อย แท้จริงแล้วก็อยากจะเขียนหนังสือหย่าให้เสียเดี๋ยวนี้ เขาจะได้กลายเป็นสามีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกภรรยาของตัวเอง ‘ปลด’
เย่อวี๋หรานไม่ได้ทำเช่นนั้นก็หาได้มีสาเหตุเพียงเท่านี้ไม่
ก็เหมือนกับตอนแรกที่นางมาถึงที่นี่แล้วไม่ได้รีบร้อนไปจากสกุลจู นางไม่คุ้นเคยกับโลกใบนี้ สกุลจูก็คือ ‘เกราะคุ้มภัย’ ของนาง
ส่วนตอนนี้ บรรดาลูกชายลูกสะใภ้สกุลจูเป็นเป้าหมายที่นางจะ ‘ขัดเกลา’ ให้ดี บั้นปลายจะได้มีชีวิตสงบสุขหรือไม่นั้น ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับว่า ‘ลูกอกตัญญู’ เหล่านี้จะสามารถเคารพเชื่อฟังนางมากพอหรือไม่ และทรัพย์สินที่นางสั่งสมเอาไว้มีมากพอหรือเปล่า
อย่าเห็นว่าตอนนี้นางมีสิทธิ์มีเสียงในสกุลจู พวกจูต้าและจูเอ้อร์ยังคงเชื่อฟังนาง แต่ถ้านางขัดแย้งกับจูเหล่าโถวจนถึงขั้นหย่าร้างกันขึ้นมาจริง ๆ พวกเขายังจะเชื่อฟังนางดุจเดิมหรือไม่นั้นก็ยังพูดยาก
นี่ก็คือความน่าเศร้าของยุคสมัยนี้ ไม่แยกแยะถูกผิด เพียงแบ่งแยกบุรุษสตรี
เพราะนางเป็นสตรี บางเรื่องก็ยังคงอับจนปัญญา
กานอี้เซียนเห็นคนทั้งสองทะเลาะกันขึ้นมาก็ตกอกตกใจ เกรงว่าอาจเกิดเหตุฆาตกรรมเอาได้
ผลสุดท้ายคิดไม่ถึงว่าจูต้าเหนียงจะปล่อยไปง่าย ๆ เช่นนี้?
เขาประหลาดใจอยู่บ้าง จูต้าเหนียงอารมณ์ร้อนมากไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไม่จัดการจูเหล่าโถว? อีกอย่าง แม่ม่ายฉินที่มาล่อลวงจูเหล่าโถวผู้นั้นเล่า ทำไมนางไม่ทำอะไรเลย?
“ลุกไหวใช่หรือไม่?” เย่อวี๋หรานพยักเพยิดเป็นเชิงบอกให้จูเหล่าโถวลุกขึ้น
จูเหล่าโถวคืบคลานขึ้นมา บั้นท้ายยังเจ็บอยู่แต่เขาไม่กล้าพูด
“ยังเดินได้ก็ดี กลับกันเถอะ” เย่อวี๋หรานยังไม่ลืมบอกให้กานอี้เซียนกลับเรือนตัวเองไปเช่นกัน
มาดูเรื่องชาวบ้านก็ดูไปเถอะ แต่เรื่องที่ควรเก็บเงียบก็ต้องปิดปากให้สนิท นางไม่อยากให้คนนอกทราบเรื่องนี้
นางหรี่ตาลงแล้วข่มขู่กานอี้เซียน “ฟ้ารู้ดินรู้ เจ้ารู้ข้ารู้เขารู้ ถ้าข้าไปได้ยินอะไรจากข้างนอก เจ้าคงรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
กานอี้เซียนร้อนตัว “ไม่มีทาง ข้าไม่พูดออกไปแน่นอน”
พูดเป็นเล่นไป เขาจะได้เลื่อนขั้นเซียนหรือไม่ยังต้องพึ่งนางอยู่นะ จะกล้ายุ่งมากได้อย่างไร?
อาจมีคนถามว่าเขาเป็นเทพเซียนแท้ ๆ เหตุใดจึงไม่ใช้วิชาอาคม บันดาลดลให้ชาวประชาทั้งหลายเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์เสียให้รู้แล้วรู้รอด
ไม่ได้! ไม่ได้! ไม่ได้!
เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ยังไม่พูดถึงว่า นอกจากวิชาอาคมแล้ว ความจริงเขาไม่เข้าใจเรื่องการเพาะปลูกเลยด้วยซ้ำ
หรือต่อให้เขาเข้าใจ เขาก็ไม่อาจแทรกแซงเรื่องของมนุษย์ตามใจชอบ อย่างมากก็เพียงอำนวยความสะดวกให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเพาะปลูกดังเช่นตอนนี้
ส่วนเย่อวี๋หรานนั้นก็ถือว่าเป็น ‘บุคคลมากความสามารถ’ คนแรกที่เขาค้นพบและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง