ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 343 ข่มขู่กันและกัน
บทที่ 343 ข่มขู่กันและกัน
กานอี้เซียนยืนอยู่ที่เดิม มองส่งจูเหล่าโถวและเย่อวี๋หรานที่เดินจากไป
เขามองเงาหลังของคนทั้งสอง ครุ่นคิดว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ซับซ้อนที่สุดในปฐพีจริง ๆ ด้วย!
แต่เรื่องที่กังวลใจไม่เกิดขึ้น เขากลับนึกโล่งอก จูต้าเหนียงไม่อาละวาดเช่นนี้ก็หมายความว่าแผนการใหญ่ที่จะเลื่อนขั้นเซียนของเขาไม่ได้รับผลกระทบแล้วใช่หรือไม่?
ช้าก่อน จูต้าเหนียงไม่สนใจเรื่องที่จูเหล่าโถวไปมีคนอื่นอยู่ข้างนอกเช่นนี้ มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ?
เรื่องที่กานอี้เซียนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ จูเหล่าโถวกลับตระหนักได้มานานแล้ว เพียงแต่เมื่อครู่มี ‘คนนอก’ อยู่ด้วย จูเหล่าโถวจึงไม่กล้าพูดถึง
ยามนี้เขาเดินตามหลังเย่อวี๋หราน นวดบั้นท้ายตัวเองพลางลอบสังเกตเงาหลังของภรรยาไปด้วย ในใจก็นึกกังขา
เรื่องนี้ก็ผ่านไปทั้งอย่างนี้?
เมียเฒ่าผู้นี้ นิสัยเปลี่ยนไปแล้วงั้นรึ?
เป็นไปไม่ได้ ต้องไม่ง่ายดายเช่นนั้นเป็นอันขาด
“เจ้าเดินชักช้ายืดยาดอยู่ทำไม?” เย่อวี๋หรานเดินไปสักพักก็รู้สึกว่าคนด้านหลังหายไป
เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าจูเหล่าโถวห่างออกไปไกลลิบ จึงนึกโมโหขึ้นมา
ผู้ชายคนนี้ เพิ่งจะถูกจับได้ว่ามีชู้ คงไม่ได้คิดจะหนีหรอกนะ?!
“ไม่มีอะไร บั้นท้ายข้าเจ็บ…” จูเหล่าโถวรีบก้าวตามให้ทัน แต่เมื่อรีบเช่นนี้ก็กระเทือนถึงกระดูก ก้นกบเจ็บแปลบปลาบ
“สมควร!” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเดียดฉันท์ “ยามปกติไม่ทำเรื่องผิดต่อมโนธรรม กลางค่ำกลางคืนไม่ต้องกลัวว่าผีจะมาเคาะประตู เจ้าทำเรื่องไร้คุณธรรม สวรรค์ถึงได้ลงโทษเจ้า”
“ข้า…ข้ากับแม่ม่ายฉินไม่มีอะไรจริง ๆ…”
เย่อวี๋หรานไม่อยากฟังแม้แต่น้อย พูดแทรกขึ้นมาว่า “มีหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับข้า ตั้งแต่นี้ไป พวกเราสองคนไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อกัน”
“เมียเฒ่า…”
“อย่ามาเรียกข้า เมื่อกี้คุณชายกานอยู่ด้วย ข้ารักษาหน้าให้เจ้าแล้ว ตอนนี้ไม่มีคนอื่นอีก ข้าจะพูดกับเจ้าให้ชัด ๆ” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้ากับเจ้าน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง พวกเราไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
“หมายความว่าอย่างไร?!” จูเหล่าโถวตระหนก “เจ้าจะขับไสไล่ส่งข้า?!”
“เจ้าสบายใจได้ พวกลูกชายโตกันหมดแล้ว หลานชายก็มีแล้ว ข้าเองก็ไม่ถึงขั้นให้เจ้าไปตัวเปล่า เรื่องนี้ยังไม่เหมาะจะเปิดเผยออกไป ได้แต่ลำบากเจ้าให้ทนไปก่อนแล้ว แสร้งเป็นสามีภรรยากับข้าไปก่อน ก็เหมือนกับที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้ รอจนวันหน้าเมื่อครอบครัวฐานะดีขึ้นแล้ว มีกำลังซื้อหญิงรับใช้ ข้าจะปลูกเรือนหลังใหญ่ให้เจ้า เจ้าอยากเลี้ยงอนุสักกี่คนก็เชิญ อย่ามานวยนาดต่อหน้าข้าก็พอ”
“หมายความว่าอย่างไร?! แสร้งเป็นสามีภรรยาอะไรกัน?”
“หมายความว่าตอนนี้พวกเราหย่าขาดกันแล้ว แต่ลูก ๆ โตกันแล้ว หนังสือหย่าก็ไม่จำเป็นต้องเขียน ลูกชายกับลูกสาวจะได้ไม่ต้องลำบากใจ” เย่อวี๋หรานกล่าว “กล่าวให้ถูกต้องก็คือ แบบพวกเราเรียกว่า ‘แยกกันอยู่’ ตอนนี้คงเข้าใจแล้วกระมัง?”
จูเหล่าโถวอ้าปากค้างเป็นนานก็พูดไม่ออก “เจ้าไม่อยากใช้ชีวิตร่วมกับข้าแล้ว?! ข้าว่าแล้วเชียว อนุสิบคนแปดคนอะไรกัน ที่แท้เจ้าก็ต้องการแบบนี้แต่แรกแล้วสินะ? เมียเฒ่า เจ้าเสียสติไปแล้ว เจ้าคิดจะหย่าข้า?! เจ้า ๆๆ…”
ถึงจะไม่มีหนังสือหย่า แต่พอคุณชายกานจากไป คำพูดของภรรยาเขาก็หมายความเช่นนี้เองไม่ใช่หรือ?
เขาว่าแล้วเชียว เรื่องนี้จะผ่านไปง่าย ๆ ได้อย่างไร ที่แท้ยังมีสิ่งที่จะตามมาอีก
ลมจุกอก จะหายใจเข้าหรือหายใจออกก็ล้วนลำบาก อัดอั้นจนเขารู้สึกทรมานยิ่งนัก
รวมเข้ากับความเจ็บปวดตรงก้นกบ จูเหล่าโถวรู้สึกว่าทั่วร่างล้วนไม่สบายไปหมด รู้สึกเหมือนจะระเบิดอย่างไรอย่างนั้น
ใช่แล้ว ไม่ผิด
เขารู้สึกว่าแม่ม่ายฉินอ่อนโยนเอาใจใส่กว่าจริง ๆ จิตใจจึงเริ่มหวั่นไหว แต่เขากับแม่ม่ายฉินก็ยังไปไม่ถึงขั้นนั้นนี่นา?
อีกอย่าง เขายังรู้ดีว่าครอบครัวนี้ขาดเมียเฒ่าไปไม่ได้ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนสองคนใช้ชีวิตด้วยกันมาครึ่งค่อนชีวิต กระทั่งหลานชายก็มีแล้ว แต่ก็ยังเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อีก
“เจ้ารู้ดีแก่ใจก็พอ ก็แค่รักษาหน้าให้เจ้า ไม่ให้พวกเราต้องวางตัวลำบาก ข้าก็จะไม่พูดออกไปแล้ว เรื่องจะได้ไม่ไปเข้าหูลูกชายลูกสะใภ้ พวกเขาจะลำบากใจเอาได้” เย่อวี๋หรานกล่าว “พอดีเลย ประเดี๋ยวกลับไปแล้ว ข้าจะเขียนรายละเอียดทั้งหมดให้ชัดเจน เจ้าจะเลี้ยงผู้หญิงก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่อาจได้รับส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่ข้าเป็นคนหามาได้ ข้าจะเก็บเอาไว้ให้ลูกชายลูกสาวบังเกิดเกล้าของข้า พวกเราสองคนประทับลายนิ้วมือเอาไว้ พอถึงคราวพวกเราแก่ตัวลง ลูกหลานจะได้ไม่เข้าใจผิด”
เย่อวี๋หรานย่อมต้องใคร่ครวญถึงสิทธิ์ประโยชน์ที่พึงแย่งชิงมาแทนพวกลูกชายลูกสาวอยู่แล้ว
นางไม่สนใจว่าจูเหล่าโถวจะมีลูกหรือไม่ แต่นางจะไม่ยอมให้พวกจูต้าถูกคนเอารัดเอาเปรียบเด็ดขาด
เย่อวี๋หรานไม่ได้โง่ ถึงจูเหล่าโถวจะอายุมากแล้ว แต่บุรุษสตรีแตกต่างกัน สตรีวัยสี่สิบห้าสิบปีเมื่อหมดระดูก็ไม่อาจมีลูกได้แล้ว แต่บุรุษวัยเจ็ดสิบแปดสิบยังมีอสุจิ ยังสามารถทำให้สตรีตั้งครรภ์ได้ดุจเดิม
สตรีผู้นั้นยังอายุน้อยกว่านาง ถ้าถึงตอนนั้นนางชราสังขารร่วงโรย สติเริ่มเลอะเลือน ผลสุดท้ายสตรีผู้นั้นอาศัยว่าตนเองอ่อนเยาว์งดงาม หลอกลวงจูเหล่าโถวแล้วฮุบเอากิจการที่นางสู้อุตส่าห์วางรากฐานเอาไว้ไปให้ลูกน้อยที่ถือกำเนิดจากอนุ แบบนั้นไม่เท่ากับว่านางใช้ชีวิตมาเสียเปล่าหรอกหรือ?
นางต้องพิจารณาผลกระทบทั้งหมดให้กระจ่าง จากนั้นก็ ‘ตัดไฟเสียแต่ต้นลม’
จูเหล่าโถวคิดไม่ถึงเลยว่าชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ภรรยาตรงหน้าก็พิจารณาไปถึงไหนต่อไหน เขาก็โมโหจนแทบลมจับ
“นี่ เจ้าอย่าเพิ่งเป็นลม ถ้าเจ้าเป็นลมไปจริง ๆ ข้าคนเดียวแบกเจ้ากลับไปไม่ไหวหรอกนะ” เย่อวี๋หรานเห็นเขาตัวโงนเงนก็ตกใจ รีบกล่าวว่า “ไอ้หยา เจ้ามีอะไรให้โมโหด้วยหรือ? ข้าแต่งให้เจ้ามาครึ่งค่อนชีวิต คลอดลูกชายอบรมลูกสาวให้เจ้า ลำบากมาทั้งชีวิตแล้ว ถึงคราวแก่ตัวยังต้องมาเลี้ยงอนุสั่งสอนลูกนอกสมรสให้เจ้าอีก ข้ายังไม่พูดอะไร ทำไมเจ้าถึงไม่พอใจไปก่อนแล้วเล่า?”
“เจ้า ๆๆๆ…ไร้เหตุผลสิ้นดี!” จูเหล่าโถวร่างโคลงเคลงเล็กน้อย พอยืนได้มั่นคงแล้วก็ปัดมือนางออกพลางกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “ผู้ใดจะรับอนุเลี้ยงลูกนอกสมรส? ข้าได้พูดแล้วหรือ? ข้าบอกแล้ว ข้าไม่ได้มีความคิดแบบนั้น ข้ากับแม่ม่ายฉินไม่มีอะไรกัน ทำไมเจ้าเอาแต่พูดถึงเรื่องนี้ไม่หยุดเสียที? เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่เชื่อใจข้า”
“เปล่า” ก็แค่มีข้ออ้างมาเตะเจ้าออกไปได้พอดี คงหาโอกาสดี ๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
“ตกลง ข้ารับปากเจ้า ต่อไปนี้ข้าจะไม่ไปเจอแม่ม่ายฉินเป็นการส่วนตัวอีกแล้ว พอใจแล้วใช่ไหม? เจ้าอย่าบังคับข้าอีก ถ้าเจ้ายังบังคับข้า ข้าจะ…” จูเหล่าโถวอยากข่มขู่กลับไป แต่กลายเป็นว่าได้แต่อ้าปากค้างเอาไว้ นึกหาเหตุผลมารองรับการข่มขู่ไม่ออก
หรือจะให้พูดว่าปลดภรรยา?
แต่เรื่องนี้นางพูดก่อนแล้ว เขามาพูดตอนนี้แล้วยังจะมีประโยชน์อะไร?
จูเหล่าโถวรู้สึกว่าตนเองทำอะไรนางไม่ได้ ถ้าเขากล้าพูดเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงว่านางจะรับปากหรือไม่ ถ้าลูกชายลูกสะใภ้รู้เข้าจะต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบิดามารดาของเขาและเจ้าหน้าที่หรือผู้อาวุโส ทุกคนมีแต่จะตำหนิเขาว่าอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ
ชั่วขณะนั้น จูเหล่าโถวพลันพบว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาไม่เพียงแค่ไร้ตัวตนในครอบครัว แต่ยังไร้ตัวตนในหมู่บ้านสกุลจูแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
จูเหล่าโถวกัดฟันกรอด กล่าวออกมาอย่างแข็งกร้าว “เอาเป็นว่า เจ้าไม่มีจุดจบที่ดีแน่”
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเลยว่าจูเหล่าโถวกลับเข้าใจไปอีกทาง คิดว่านางกำลัง ‘ข่มขู่’ เขาอยู่ นางรู้สึกว่าน่าขันนัก แต่กลับไม่รู้จะอธิบายอย่างไร “ตามใจ เจ้าอยากทำอะไรก็ทำ แค่อย่าก่อเรื่องใหญ่โตให้คนร่ำลือเสีย ๆ หาย ๆ จนกระทบการเรียนของลูกหลานก็พอ ลำดับความสำคัญให้ดี สกุลจูจะปลดแอกจากการเป็นชาวนา ให้กำเนิดบัณฑิตสักคนได้หรือไม่ นั่นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”