ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 345 ประทับนิ้วมือ
บทที่ 345 ประทับนิ้วมือ
เมื่อถึงตอนท้าย จูเหล่าโถวก็รู้สึกเหมือนตนเองถูกภรรยา ‘ขู่เข็ญ’ ให้รับปากเรื่องต่าง ๆ ไปไม่น้อย
เย่อวี๋หรานถึงขั้นเรียกร้องอย่างเปิดเผยว่า “เจ้าอายุมากแล้ว ข้าไม่สบายใจ ต่อไปก็ออกไปข้างนอกคนเดียวให้น้อยหน่อย เวลาไปไหนมาไหนให้พาลูกชายไปด้วย”
จูเหล่าโถว “…”
เจ้าแน่ใจนะว่านี่ไม่ใช่การเฝ้าสังเกตพฤติกรรม?
แต่เขาจะกล้าไม่รับปากด้วยหรือ?
เพราะเพียงเขาทำท่าจะคัดค้าน คนบางคนก็จะพูดว่า “เจ้าคงไม่ได้มีความรู้สึกให้แม่ม่ายฉินจริง ๆ หรอกนะ? ไม่อย่างนั้น ทำไมเจ้าถึงไม่กล้าพาลูกชายออกไปข้างนอกด้วย กลัวว่าลูกจะรู้เข้า แล้วรู้สึกว่าเสียศักดิ์ศรีใช่ไหม?”
แล้วจูเหล่าโถวยังจะพูดอันใดได้อีก?
ได้แต่ตกปากรับคำอย่างจนปัญญา
คิดว่าจะจบลงเพียงเท่านี้หรือ?
คิดผิดเสียแล้ว
เพราะเมื่อกลับถึงเรือน จูเหล่าโถวจึงทราบว่า ‘ความร้ายกาจ’ ที่แท้จริงยังรอเขาอยู่ข้างหน้าต่างหาก
ภรรยาผู้นี้ช่ำชองการโจมตีจิตใจผู้อื่น ทลายแนวป้องกันของเขาอีกก้าวและอีกก้าว ทำให้ขีดจำกัดของเขาถดถอยลงไปเรื่อย ๆ
นางอ่านข้อความที่เขียนไว้ในข้อตกลงแล้วกล่าวว่า “อย่าโทษว่าข้าคิดมากเกินไปนักเลย ข้าเพียงแต่เหลือทางถอยให้ลูก ๆ ของพวกเราเท่านั้น สมมติว่ามีวันหนึ่งเจ้าคิดไม่ตก หาน้องชายน้องสาวร่วมพ่อต่างแม่มาให้พวกเขา หากมีข้อตกลงแผ่นนี้ ข้าจึงจะสามารถรับประกันได้ว่าน้ำพักน้ำแรงของข้าจะส่งต่อไปให้พวกเขาทั้งหมดโดยไม่ถูกคนเจ้าเล่ห์บางคนฉกไปเสียก่อน”
จูเหล่าโถว “…”
“ถึงอย่างไรลูกชายลูกสาวของข้าก็คือลูกชายลูกสาวของเจ้าเหมือนกัน ไม่ได้ไปตกอยู่ในมือคนนอกที่ไหน แค่รับประกันไว้อีกชั้นก็เท่านั้นเอง เจ้าคงรับปากได้ใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถ้าเจ้าไม่เชื่อ คิดว่าข้าหลอกลวงเจ้า พวกเรายังสามารถให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสมาเป็นพยานให้ได้เหมือนกัน”
จูเหล่าโถวจะยอมให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสมาเป็นพยานรับรู้ได้อย่างไร หากไปหาพวกเขา เรื่องเขากับแม่ม่ายฉินนั้นก็เท่ากับว่า ‘เปิดเผย’ ออกไปแล้วน่ะสิ?
ในฐานะบุรุษคนหนึ่ง เขายังรักศักดิ์ศรีอยู่มาก “ก็ได้ ข้าเชื่อเจ้า”
เขาประทับนิ้วมือลงไปอย่างคับข้องใจ
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว ก่อนจะประทับนิ้วมือตนเองตามลงไป “เจ้าสบายใจได้ ข้อตกลงนี้มีสามฉบับเหมือนกันทุกประการ เจ้าเก็บไว้หนึ่งฉบับ ข้าเก็บไว้เองอีกหนึ่งฉบับ เอาไปฝากไว้กับท่านพ่อท่านแม่อีกหนึ่งฉบับ รับรองว่าไม่มีทางหายแน่นอน”
“ให้ท่านพ่อท่านแม่ด้วย?!”
“พวกท่านอ่านไม่ออกเสียหน่อย เจ้าจะกลัวอะไร?” เย่อวี๋หรานเป่าหมึกให้แห้งแล้วเก็บเอาไว้ต่อหน้าต่อตาเขา
“แล้วเจ้าจะอธิบายให้พวกท่านฟังว่าอย่างไร?”
“ไม่จำเป็นต้องอธิบาย” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างเปิดเผย “ของที่ข้าเป็นคนบอกให้ท่านพ่อท่านแม่เก็บเอาไว้ พวกท่านจะไม่เก็บเอาไว้ให้ดีได้หรือ?”
จูเหล่าโถว “…”
จากนิสัยบิดามารดาของเขา ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
กานอี้เซียนที่เห็นเหตุการณ์นี้จากในที่พำนัก “…”
เรื่องนี้จบลงทั้งอย่างนี้?
จะง่ายดายเกินไปหรือไม่?
คลับคล้ายว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่ถูกต้องตรงไหน
ทางด้านหลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อนั้นค้นหาจนทั่ว สุดท้ายแม่สามีกลับมาปรากฏกายขึ้นเสียเอง
พวกนางเพิ่งเดินเข้าไปหา แม่สามีก็ทักทายพวกนางเล็กน้อยราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แล้วเดินนำพ่อสามีที่เดินท่าทางแปลก ๆ เข้าเรือนไป เนิ่นนานก็ยังไม่ออกมา
ทั้งสามคนพลันนึกสงสัย
หลินซื่อกล่าวอย่างวิตก “ท่านแม่คงไม่ได้ตีคนกระมัง?”
“ชู่ว…” หลี่ซื่อรีบยกนิ้วขึ้นมาแตะริมฝีปาก “เบาหน่อย ระวังท่านแม่จะได้ยิน”
“ชู่ว…เบา ๆ เมื่อครู่ข้าคงไม่ได้พูดดังเกินไปกระมัง?”
“ไม่ดัง” หลี่ซื่อกล่าว “พวกเจ้ารู้สึกไหมว่าท่าทางการเดินของพ่อสามีเมื่อกี้ดูแปลก ๆ?”
“เจ้าก็คิดเหมือนกัน?” หลินซื่อขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมและกระซิบว่า “ข้าคิดว่าข้าดูผิดไปเองเสียอีก พวกเจ้าว่าท่านแม่เป็นคนลงไม้ลงมือกับท่านพ่อหรือเปล่า?”
“ไม่หรอกกระมัง?” หลิ่วซื่อกล่าวอย่างซื่อ ๆ “ท่านพ่อเป็นสามีของท่านแม่นะ…”
มารดาตีบุตรชายคือหลักการฟ้าดิน แต่ภรรยาตีสามีของตัวเองออกจะผิดครรลองสวรรค์ไปหน่อยหรือไม่?
เรื่องนี้ขัดกับสิ่งที่หลิ่วซื่อเคยได้รับการอบรมสั่งสอนมานานปีโดยสิ้นเชิง
“พูดยาก” หลี่ซื่อกล่าว “ข้าคิดว่าถ้าเรื่องนี้เป็นจริง ท่านแม่จะต้องจัดการท่านพ่อแน่นอน ส่วนว่าจะจัดการอย่างไร คาดว่าคงไม่บอกพวกเราแน่นอน แต่ว่าของที่หายไปของพี่สะใภ้รอง เกรงว่าคงไม่ได้คืนมาแล้ว ต่อให้หากลับมาได้ก็คงไร้คำอธิบาย เรื่องนี้น่าขายหน้าเกินไป”
หลินซื่อพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ “ข้าก็คิดเหมือนกัน ข้าคิดมาตลอดว่าท่านพ่อมีจิตใจกว้างขวาง จึงไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในเรือน ที่ไหนได้…เห็นทีวันหน้า พวกเราคงต้องระวังตัวหน่อยแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องราวในเรือนล้วนให้ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจ เรื่องของท่านพ่อก็คงได้แต่จัดการเงียบ ๆ ไม่กล้าทำเอิกเกริกเกินไป” สำหรับพ่อสามีผู้นี้ หลี่ซื่อกลับคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปกังวลใจ
ถ้ามีความสามารถจริงก็คงไม่ถูกแม่สามี ‘กดขี่ข่มเหง’ มานานปี แม้แต่จะเงยหน้าสักนิดก็ยังไม่กล้าเช่นนี้หรอก
แต่พวกนางก็ทราบดี ไม่ว่าในทางลับนั้นแม่สามีจะจัดการพ่อสามีอย่างไร พวกนางสามคนในฐานะที่เป็นลูกสะใภ้จะต้องไม่อาจ ‘มองเห็น’
ถึงในใจจะรู้ดีก็ต้องทำเป็นมองไม่เห็น
ไม่รอให้เรื่องในเรือนมีข้อยุติ พวกนางสามคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง
ถ้าจูซานอยู่ที่เรือน เย่อวี๋หรานจะต้องเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังแน่นอน เพราะถึงอย่างไรเขาก็รู้เรื่องที่จูเหล่าโถวและแม่ม่ายฉินมีอะไรไม่ชอบมาพากลมาแต่แรก
ถ้าสามารถให้คนรู้น้อยลงสักหนึ่งคนได้ย่อมปลอดภัยกว่าอยู่แล้ว
แต่น่าเสียดายที่จูซานไม่อยู่ที่เรือน เย่อวี๋หรานจึงได้แต่พิจารณาจูซื่อและจูอู่
จูต้าและจูเอ้อร์เถรตรงเกินไป เก็บงำความในใจเอาไว้ไม่ได้ นางเกรงว่าถ้าพวกเขารู้แล้วจะวุ่นวายใจจนกระทบต่อการงาน
ครั้นใคร่ครวญดูแล้ว เย่อวี๋หรานยังคงเลือกจูซื่อที่อายุมากกว่า
เมื่อกินมื้อค่ำเสร็จแล้ว นางก็เรียกเขามาหา บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย
“ท่านแม่ มีเรื่องอะไรหรือขอรับ?”
“ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก ก็แค่อยากเตือนพวกเจ้าพี่น้องว่าพ่อพวกเจ้าอายุมากแล้ว ออกไปทำงานคนเดียวบ่อย ๆ ข้าไม่สบายใจ ข้าจึงคิดว่าต่อไปเวลาพ่อพวกเจ้าออกไปข้างนอก พวกเจ้าก็ลองคุยกันหน่อยว่าจะส่งใครคนหนึ่งไปติดตามเขาได้หรือไม่?”
“หา?” จูซื่องงงวย “ตามท่านพ่อทำไมขอรับ? ท่านพ่อยังไม่แก่ ร่างกายยังแข็งแรงดี ท่านปู่ในหมู่บ้านบางคนอายุมากกว่าท่านพ่อเสียอีก ยังไม่จำเป็นต้องให้คนคอยติดตามเลยนี่ขอรับ?”
เย่อวี๋หรานมองเขาเป็นเชิงเดียดฉันท์ กวักมือให้เขาเข้ามาใกล้อีกนิด
จูซื่อสับสนไปหมด
“ข้าจะพูดความจริงกับเจ้า เจ้าก็อย่าเอ็ดไป เรื่องนี้คนอื่นยังไม่รู้ ข้าเองก็ไม่ได้พูดกับพ่อเจ้าว่าจะบอกเจ้าด้วย”
จูซื่อประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม “มีเรื่องอะไรกันแน่ขอรับ?”
“พี่สามของเจ้าก็รู้เหมือนกัน แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ เจ้าโตกว่าจูอู่ ข้าถึงได้มาหาเจ้า เจ้าคงรู้เรื่องที่มันเทศในเรือนหายไปกระมัง?”
จูซื่อผงกศีรษะ “ทราบสิขอรับ เมื่อเช้าถึงรอบพี่สะใภ้รองกลับบ้านเดิม นางบอกว่ามันเทศของนางหายไป ตอนที่ท่านแม่ถาม ข้าก็อยู่ด้วย พี่สะใภ้รองกลับมาแล้วตอนอยู่บนโต๊ะกินข้าวยังมีท่าทางไม่พอใจอยู่เลย ทำราวกับมีใครค้างเงินนางหลายร้อยตำลึงอย่างนั้นแหละ ท่านแม่ ท่านไม่ต้องไปสนใจนาง นางได้คืบจะเอาศอก ไม่รู้จักพอใจอะไรสักอย่าง”
“ข้ารู้แล้วว่าใครขโมยมันเทศ”
“ใคร?”
“พ่อเจ้า”
จูซื่อเบิกตากว้าง ไม่กล้าเชื่อสักนิด “ท่านพ่อจะขโมยมันเทศของพี่สะใภ้รองไปทำไม?”
“ชู่ว…” เย่อวี๋หรานรีบบอกให้เขาลดเสียงลง
จูซื่อเองก็มองไปรอบ ๆ เพื่อยืนยันว่าไม่มีคนแอบฟังเช่นกัน แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี “ท่านแม่ เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าขอรับ ท่านพ่อจะทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร? ปกติท่านเป็นคนดูแลเรื่องพวกนี้นี่นา? ท่านพ่อจะสอดมือเข้ามายุ่งทำไมกัน…”
ความหมายในคำพูดก็คือรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าขายหน้า
พ่อสามีไปขโมยของขวัญกลับบ้านเดิมของลูกสะใภ้ พูดออกไปแล้วก็แสลงหู
คาดว่าคงไม่มีใครเชื่อเช่นกัน บอกว่ามารดาเขาเป็นคนทำยังจะมีคนเชื่อมากกว่า