ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 346 พ่อของเจ้านอกใจ
บทที่ 346 พ่อของเจ้านอกใจ
คำพูดของแม่เขาน่าเชื่อถือมาโดยตลอด ไม่มีทางที่เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเหลวไหล
“ข้าเป็นคนจับได้เอง” เย่อวี๋หรานเว้นจังหวะชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่อ “บนทางเดินนอกเรือนแม่ม่ายฉิน”
จูซื่อเงยหน้าขึ้นในทันใด ตกใจหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
“พี่สามของเจ้าก็รู้ ก่อนหน้านี้เคยพูดเรื่องที่พ่อเจ้ามีท่าทีน่าสงสัยอยู่” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
จูซื่อรู้สึกไม่ดีแม้แต่น้อย แม้แต่เสียงพูดก็ยังสั่นเทา “นาน….นานแค่ไหนแล้วขอรับ?!”
“ระยะหนึ่งแล้ว แต่เรื่องที่ของในบ้านถูกขโมยน่าจะเกิดขึ้นช่วงนี้ ก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่ได้สังเกต” เย่อวี๋หรานให้เวลาจูซื่อได้จัดการความคิดสักหน่อย จากนั้นจึงพูดต่อ “แค่มีเค้าลางอยู่บ้าง ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น เจ้าอย่ากังวลเกินเหตุไปเลย”
“เริ่มขโมยของในบ้านไปให้คนอื่นแล้วยังเรียกว่าเป็นแค่เค้าลางได้หรือขอรับ ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรือ? ต้องถึงขนาดไหนจึงจะเรียกว่าถึงขั้นนั้นเล่าขอรับ?”
“พ่อของเจ้าเห็นอกเห็นใจคนอื่น มันไม่ง่ายเลยสำหรับเด็กที่กำพร้าพ่อกับแม่ม่าย…”
“ไม่ง่ายสำหรับนาง แล้วมันง่ายสำหรับครอบครัวพวกเราหรือขอรับ? ท่านพ่อคงลืมไปแล้วกระมังว่าเสบียงในไร่ของเราก่อนหน้านี้ ไม่พอที่จะเลี้ยงปากท้องคนในบ้านเราที่มีมากเพียงนี้ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะท่านแม่เสี่ยงชีวิตเพื่อไปหาอาหารในส่วนลึกของภูเขาไท่ตัง หาทางรอดให้ที่บ้าน ครอบครัวพวกเราจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้นะขอรับ”
เย่อวี๋หรานไม่รู้ไปเสียทั้งหมดว่าเรื่องเมื่อปีก่อนซึ่งนางเข้าภูเขาไป จูซื่อนั้นจินตนาการอะไรไปบ้าง
แต่ ‘ความโกรธเคือง’ ของจูซื่อก็เพียงพอที่จะอธิบายเรื่องหนึ่งได้ นั่นก็เป็นไปตามที่เย่อวี๋หรานคิดว่าครอบครัวนี้ ‘ถือสา’ เรื่องที่จูเหล่าโถวนอกใจเป็นอย่างมาก
“เอาเถอะ เจ้าสี่” เย่อวี๋หรานไม่ให้เขาพูดต่อ พลางเตือนเสียงเบาอีกครั้งเพื่อห้ามไม่ให้คนได้ยิน “เรื่องน่าอับอายภายในบ้านไม่ควรให้คนนอกรับรู้ เบาเสียงลงหน่อย”
จูซื่อรู้สึกอัดอั้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง “ไม่ง่ายเลยกว่าความเป็นอยู่ของครอบครัวจะดีขึ้น ทำไมท่านพ่อถึงทำเรื่องเช่นนี้ได้?”
มีพ่อเช่นนี้ช่างน่าอับอายยิ่งนัก!
“ทางด้านพ่อเจ้า ข้าพูดชัดเจนไปแล้ว เขายังย้ำว่าเขากับแม่ม่ายฉินบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อกัน เป็นไปได้ว่าข้าอาจจะคิดมากไปเอง แต่ข้าเกรงว่าหากเรื่องไปถึงขั้นนั้นจริง ๆ เรื่องก็จะยุ่งเหยิง เช่นนั้นจึงอยากมาคุยกับเจ้าก่อนว่าให้คอยดู อย่าให้พ่อของเจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานหยุดพูดชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ไม่ใช่การเฝ้าสังเกตพฤติกรรม เพียงแต่เขาอยู่คนเดียวก็จะฟุ้งซ่าน และไปติดต่อกับแม่ม่ายฉินอีก ถ้าครั้งสองครั้งก็ไม่เป็นไร แต่นานไปจะเกิดเรื่องหรือไม่ ใครก็บอกได้ไม่ชัดเจน”
“ได้ขอรับ ข้าจะคอยดูท่านพ่อไว้” จูซื่อรับคำ
“เจ้าก็อย่าโทษพ่อเจ้าเลย ข้าเป็นคนแข็งกร้าวเช่นนี้ พ่อเจ้าถูกข้ากดข่มมาตลอดชีวิต ในใจย่อมรู้สึกไม่สบายใจเป็นธรรมดา เรื่องนี้ไม่อาจตำหนิพ่อเจ้าได้ทั้งหมด ข้ามาคิดดูแล้ว รอให้เงื่อนไขในบ้านดีขึ้นก่อนแล้วจะให้เขารับอนุภรรยาสักสองสามคน ให้เขาใช้ชีวิตวัยชราอย่างมั่นคง…”
ก่อนจะพูดจบ จูซื่อก็เบิกตากว้าง “ท่านแม่! ท่านเสียสติไปแล้วหรือขอรับ?!”
“ชู่…ลดเสียงหน่อย”
จูซื่อนั้นเรียกได้ว่าไม่สบายใจยิ่งนัก
พ่อของเขานอกใจก็แล้วไปเถอะ แต่แม่ของเขายังจะปล่อยเลยตามเลย สรุปแล้วแม่เขาคิดอะไรอยู่กันแน่?
“เรื่องของข้ากับพ่อเจ้า มีเพียงข้าและพ่อเจ้าเท่านั้นที่ทำให้ชัดเจนได้ ต่อให้พวกเจ้าที่เป็นลูกชายของข้ากับเขาก็ไม่อาจสอดมือได้ เข้าใจหรือไม่? เรื่องระหว่างสามีภรรยามีเพียงสามีภรรยาเท่านั้นที่สามารถจัดการได้ ตอนนี้มีเพียงเรื่องเดียวที่ข้ากังวลคือพวกเจ้าเจ็ด ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าที่ยังเรียนอยู่ในตำบล จะให้เรื่องนี้แพร่ออกไปยามนี้ไม่ได้ มันจะส่งผลกระทบต่อพวกเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับบัณฑิตคือชื่อเสียง หากชื่อเสียงเสียหายจะเป็นเรื่องใหญ่ ความหมายของข้าคือให้เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน รอให้ผ่านไปสักไม่กี่ปี จนในบ้านมีกินมีใช้แล้วเจ้าเจ็ด ต้าเป่า เอ้อร์เป่ามีชื่อเสียง ข้าจะเปิดเรือนใหม่ให้พ่อเจ้ารับอนุภรรยาสักสองสามคน ให้พวกเขาไปอยู่ด้วยกันตามลำพัง ถ้าไม่เห็นก็ไม่นึกถึง ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเจ้า…”
หลังจากนั้นนางยังพูดอะไรต่ออีก จูซื่อก็แทบจะฟังไม่เข้าหูแล้ว
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ครอบครัวที่เคยดีกลับกลายมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
เมื่อเขาแยกกับเย่อวี๋หราน ยามที่กลับมาที่ห้องก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
หลี่ซื่อที่กำลังกล่อมเด็กเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าของเขาก็ตกใจ “เจ้าเป็นอะไร ทำไมมีสีหน้าเป็นเช่นนั้นเล่า?”
“ไม่มีอะไร!” เสียงของจูซื่อเย็นชา ราวกับกำลังโกรธใครอยู่ เขาล้มตัวลงนอนบนเตียง
“เจ้ายังจะบอกว่าไม่มีอะไรอีกหรือ? สีหน้าเจ้าล้วนไม่เหมือนปกติ” หลี่ซื่อชะโงกหน้าไปถามด้วยความเป็นห่วง “ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น? เราสองคนเป็นผัวเมียกัน ยังมีเรื่องอะไรที่พูดไม่ได้อีกหรือ? เจ้าบอกมาเถอะ ไม่แน่ว่าข้าอาจช่วยเจ้าคิดหาทางได้”
“เรื่องเช่นนี้เจ้าจะคิดหาทางอะไรได้เล่า?”
“เรื่องอะไรเล่า?” หลี่ซื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางโน้มตัวเข้าไปกดเสียงลงต่ำและพูดว่า “เรื่องที่เจ้าพูดคงไม่เกี่ยวกับท่านพ่อกระมัง?”
จูซื่อตอบสนองรุนแรงอย่างยิ่ง ลุกขึ้นนั่งในทันที “เจ้ารู้ได้อย่างไร?!”
ไม่จริง ท่านแม่ไม่ได้บอกหรือว่าในบ้านไม่มีใครรู้ แล้วเมียเขารู้ได้อย่างไร?
เมื่อคิดว่าปกติหลี่ซื่อรับผิดชอบการค้าภายในบ้าน อยู่แต่ในที่ที่มีผู้คน จูซื่อก็อดไม่ได้ที่จะกังวลใจขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าข่าวแพร่กระจายออกไปแล้ว เมียของเขาจึงได้ยินเรื่องนี้มาจากคนอื่นหรอกหรือ?
เมื่อคิดไปถึงว่าแม่ของเขาพยายามจะปกปิดเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้กลับแพร่กระจายออกไปแล้ว ความคิดในหัวก็ตีกันยุ่งเหยิง อยากรีบเข้าตำบลไปเรียกพี่สามของเขากลับมาเสียตอนนี้
“ไอ้หยา เจ้าอย่าถามเลยว่าข้ารู้ได้อย่างไร ถึงอย่างไรเรื่องนี้…” หลี่ซื่อพูด “การกระทำของท่านพ่อไม่ถูกต้องจริง ๆ ตอนนี้พี่สะใภ้รองยังไม่รู้ ถ้าพี่สะใภ้รองรู้เข้าว่าท่านพ่อเป็นคนขโมยของไป เรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่าควรจะหาทางจัดการอย่างไร วันนี้ข้าเห็นพี่สะใภ้รองกลับมาจากไปเยี่ยมบ้านเดิมด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เดาว่าทางฝั่งนั้นคงรู้สึกไม่เป็นธรรม รอดูเถอะ ตอนนี้พี่สะใภ้รองยังไม่สร้างปัญหา แต่พรุ่งนี้เช้าอาจจะก่อเรื่องก็เป็นได้”
“เรื่องนี้ไปเกี่ยวกับพี่สะใภ้รองได้อย่างไร?” เทียบกับเรื่องที่จูเหล่าโถวขโมยมันเทศของหลิวซื่อแล้ว จูซื่อคิดว่าเรื่องที่พ่อของเขานอกใจยังจะเป็นเรื่องใหญ่มากเสียจนเมินเฉยเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปโดยสมบูรณ์
“เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับพี่สะใภ้รองได้อย่างไร ท่านพ่อไม่เพียงแต่เอามันเทศที่พี่สะใภ้รองจะเอากลับบ้านเดิมไป แต่ยังเอาของที่พี่สะใภ้รองเก็บไว้เองไปด้วย ในใจพี่สะใภ้รองจะรู้สึกพอใจหรือ?”
จูซื่อ “…”
อ๋อ ที่แท้ก็คนละเรื่องกับที่ข้าพูด
“ไม่รู้ว่าท่านพ่อคิดอะไรอยู่ หากเขาไม่เห็นด้วยที่พวกเราเอาของมากมายเพียงนั้นกลับไปให้บ้านเดิมก็น่าจะยกเรื่องนี้มาพูดตอนที่กินข้าวเสียก่อน แต่นี่กลับไม่พูดแล้ววันต่อมาก็ฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสังเกตมาหยิบเอาของไป นี่ไม่ใช่เป็นการสร้างความขัดแย้งหรือ?” พูดถึงตรงนี้หลี่ซื่อยังถามจูซื่อว่าคิดเห็นอย่างไร พรุ่งนี้ถึงตานางกลับบ้านเดิมแล้ว นางล้วนไม่รู้ว่าตกลงตัวเองควรเอาของกลับไปบ้านเดิมกี่มากน้อยจึงจะเหมาะสม
ตามความคิดเดิมของนาง เป็นธรรมดาที่คิดอยากจะแสดงอำนาจ นอกจากส่วนแบ่งที่แม่สามีรับปากไว้ ตัวเองก็เพิ่มของส่วนตัวเข้าไปอีก เป็นการแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ของนาง
ทว่าเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น นางจะเอาไปด้วยก็คงไม่เหมาะสมนัก
ถ้าเอาไปด้วยจริง เกรงว่าพ่อสามี ‘ไม่พอใจ’ นางลับหลัง ในอนาคตอาจใช้อำนาจกลั่นแกล้งนางได้
เมื่อหลี่ซื่อพูดจบ ในที่สุดก็ถามว่า “เจ้าคิดว่าข้าควรเอาไปสักกี่มากน้อยจึงจะเหมาะสมหรือ?”
“ท่านแม่ให้เอาไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ฟังคำท่านแม่เถอะ” เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่เรื่องนั้น จูซื่อก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ล้มตัวลงนอนบนเตียงด้วยความสบายใจ
“ได้ ตามเจ้าว่า ท่านแม่ให้เอาไปเท่าไหร่ก็เท่านั้น โชคดีที่พี่สะใภ้รองไปก่อนหน้าข้า ไม่เช่นนั้นคนที่ถูกขโมยของคงเป็นข้าแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าซ่อนมันเทศไว้ที่ไหน?”
“ซ่อนที่ไหนหรือ?”
หลี่ซื่อรู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง “เหอะเหอะ! ข้าไม่ได้เอาไปเลย พรุ่งนี้เช้าข้าเตรียมจะไปซักผ้าให้เรียบร้อย ถ้าจะออกเดินทางแล้วค่อยไปรับของจากท่านแม่ ข้าฉลาดหรือไม่? เมื่อได้รับของทั้งหมด ข้าจะออกเดินทางทันที ถึงท่านพ่อคิดอยากจะเอาของไปก็เอาไปไม่ได้แล้ว”
จูซื่อ “…”
เพิ่งถูกท่านแม่จับได้ เดาว่าท่านพ่อคงไม่มีใจคิดจะมาเอาของไปแล้ว