ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 347 คิดว่าท่านพ่อแก่แล้ว
บทที่ 347 คิดว่าท่านพ่อแก่แล้ว
ครั้นตาของจูซื่อผ่านไปแล้วก็วนมาถึงตาของจูอู่ที่จะมาเฝ้าเรือนหลังใหม่
หลังกินอาหารเย็นเสร็จแล้วก็ไปล้างเท้า ก่อนจะไปนั่งดูมันเทศในเรือนใหม่
เรือนใหม่นี้เทียบกับเรือนเก่าแล้วดูโอ่อ่ามากกว่า มีห้องเยอะกว่า ทั้งภายในและภายนอกล้วนดูเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งนัก อีกทั้งยังไม่ค่อยมีคนอาศัยอยู่ ห้องส่วนใหญ่จึงยังว่างเปล่า
หลังจากที่เย่อวี๋หรานได้รับเงินจากการขายสูตรชาดแล้ว ก็ได้สร้างเรือนที่งดงามและใหญ่โตถึงเพียงนี้ แต่ก็เหลือเงินไม่มากนักสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
เย่อวี๋หรานไม่คิดจะซื้อทุกอย่างให้ครบในคราวเดียว นอกจากสิ่งสำคัญแล้ว อย่างอื่นก็ยังคงว่างเปล่า
แต่เรือนใหม่ที่ยังว่างเปล่านั้นก็ยังมีข้อดีของความว่างเปล่า ตัวอย่างเช่นหากบ้านไหนต้องการจะย้อมผ้า จูปาเม่ยจะพาหลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย และพวกพี่สะใภ้คนอื่น ๆ มาตั้งชั้นวางที่นี่ก็สามารถต้มน้ำได้แล้ว
เชื้อเพลิงถูกเผาไหม้ ผ้าถูกย้อม จากนั้นวางลงบนตะแกรงให้แห้ง ผ่านไปทีละแถว มีกลิ่นของร้านขายผ้าอยู่บ้าง
ยามที่จูอู่มาถึงก็ยังช่วยพวกจูปาเม่ยเก็บผ้ามาชุดหนึ่งด้วย
“ปาเม่ย ครั้งนี้หาเงินได้เยอะหรือไม่?” จูอู่ยิ้มตาหยี ยังสอบถามเรื่องการค้าขายกับจูปาเม่ยอยู่บ้าง
อย่ามองว่านี่ยังไม่ถึงช่วงเทศกาล เพราะบ้านของพวกเขาสามารถช่วยคนอื่นย้อมผ้าได้หนึ่งตัวหนึ่งเหรียญ มีคนไม่น้อยที่สนใจ
ช่วงปีใหม่ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้น งานทั้งหมดของหมู่บ้านสกุลจูล้วนรับมา ช่วงหลังปีใหม่ หลังฤดูใบไม้ผลิสิ้นสุดลง คนนอกหมู่บ้านสกุลจูก็เริ่มมีความคิดที่ต้องการให้ครอบครัวพวกเขาช่วยย้อมผ้าให้เช่นกัน
แม้ว่านี่จะเพิ่งกลางปี อีกสักพักใหญ่กว่าจะถึงปลายปี แต่ก็ยังสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้
ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ได้ทำเสื้อผ้าใหม่มาหลายปีแล้ว ยากที่จะมีโอกาส ‘ราคาถูก’ เช่นนี้ หากไม่ครอบครองไว้ก็นับว่าเป็นคนโง่แล้ว
พวกผู้หญิงสกุลจูกำลังกังวลเรื่องที่ขาดการค้าขายชาดไป เมื่อเห็นว่ามีคนเสนองานย้อมผ้าให้ แม้รายได้จะน้อยไปบ้าง แต่ก็ยังสามารถทำเงินได้ จึงตกลงโดยไม่ลังเล
ในบ้านยังมีฮวาปิ่งที่ใช้สำหรับย้อมผ้า แม้แต่ชั้นวางก็เป็นแบบสำเร็จรูป ส่วนชั้นตากอวนดักปลานั้นจัดสักหน่อยก็เรียบร้อยแล้ว
จูปาเม่ยหัวเราะ “เหอะเหอะ” ไม่ยอมพูดความจริง “พี่ห้า ท่านอย่าถามเลย ท่านแม่บอกแล้วว่าผู้ชายสกุลจูไม่อาจแตะต้องเรื่องการค้าได้”
“ข้าไม่ได้จะแตะต้อง ข้าแค่ถามนิดหน่อยเท่านั้นเอง” จูอู่ไม่อยากยอมรับ แท้จริงแล้วเขาอิจฉาน้องสาวอยู่บ้างที่สามารถทำเงินได้ แต่คำพูดของแม่ เขาจะกล้าไม่เชื่อฟังหรือ?
อีกทั้งก่อนที่พี่สามจะไป ยังแอบบอกความลับกับพวกเขาด้วยว่า ถ้าต้องการทางออกต้องฟังคำท่านแม่
ดูเหมือนว่าท่านแม่จะมีแผนการระยะยาวสำหรับสกุลจู
“ถึงถามข้าก็ไม่บอกท่านหรอก เรียบร้อยแล้ว พี่ห้า ท่านช่วยพวกเราขนของเข้าห้องหน่อยสิ” จูปาเม่ยสั่งให้จูอู่ช่วยเอาผ้าพวกนี้ที่ตากแห้งแล้วไปไว้ในห้องนาง
เพราะเป็นเรือนใหม่ นางจึงมีห้องของตัวเองแล้ว
ถ้าให้พูดก็คือหลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ยต้องนอนที่เรือนหลังเก่า แต่บางครั้งทั้งสามสาวก็อยากอยู่ด้วยกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมาเบียดอยู่ด้วยกัน
เมื่อวางผ้าในห้องแล้ว จูปาเม่ยก็เริ่มไล่คน “เรียบร้อยแล้วท่านพี่ ท่านไปทำงานของท่านเถอะ ที่เหลือพวกเราจะจัดการเอง”
“นี่ไล่คนเลยหรือ? ยามที่มีงานก็เรียกข้า เมื่อไม่มีงานก็ไม่ต้องการข้าแล้วงั้นสิ? ได้ ข้าไปแล้ว” ก่อนจูอู่จะจากไปยังเข้ามาลูบหัวจูปาเม่ย
ผมของจูปาเม่ยล้วนถูกทำให้ยุ่งเหยิง นางจึงรู้สึกโมโหขึ้นมา “พี่ห้า!”
น่าเสียดายที่คนออกจากห้องไปแล้ว
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยลอบหัวเราะอยู่ข้าง ๆ
“หัวเราะอะไรกัน ไม่เห็นหรือว่าข้าถูกพี่ห้ารังแก ยังไม่รู้จักช่วยกันอีก” จูปาเม่ยมองพวกนางเขม็ง
หลินซานเม่ยยิ้มและพูดว่า “ข้าไม่กล้าหรอก พี่ห้าสุภาพกับเจ้า แต่กับพวกข้าไม่ได้สุภาพด้วย ยามที่สั่งพวกเราล้วนไม่ได้ปฏิบัติกับพวกเราเหมือนผู้หญิงเลย”
“ใช่แล้ว” หลินซื่อเม่ยพูด “ครั้งก่อนพี่ห้าต้องขนของหนักมาก แต่โยนมาให้ข้ากับซานเม่ยรับไว้แล้วตัวเองก็วิ่งไปเลย ข้ากับซานเม่ยขนของอยู่นานมากกว่าจะเสร็จเรียบร้อยดี”
“พี่ห้ากับพี่สี่เหมือนกันตรงที่ล้วนชอบเกียจคร้าน พวกเขาควรจะสนใจอนาคตสักหน่อย ยามที่มีท่านแม่อยู่ก็ยังดี แต่พอท่านแม่ไม่อยู่ พวกเขาสองคนก็ทำตัวขี้เกียจ พวกเจ้าต้องอยู่ให้ห่างเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าไปสนใจพวกเขา พวกเขาไม่กล้าฟ้องท่านแม่หรอก เพราะเดิมทีมันก็เป็นงานของพวกเขาอยู่แล้ว”
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยยิ้มแต่ไม่ได้ตอบรับ
สุดท้ายแล้วพวกนางสองคนก็ไม่ใช่ลูกหลานคนสกุลจู มีคนที่ยอมรับพวกนางให้อยู่ในสกุลจู แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะยอมรับพวกนาง
การที่จูซื่อและจูอู่จะ ‘รังแก’ พวกนางอยู่บ่อยครั้งก็เป็นเรื่องที่ปกติมาก
แม้ว่าจะถูก ‘รังแก’ แต่พวกนางสองคนก็พอใจง่ายมาก เพราะพวกนางรู้ว่าพวกนางหน้าหนามาอยู่กับพี่สาวคนรองในบ้านสกุลจู ในมือยังสามารถเก็บเงินได้หลายเหรียญอยู่บ่อยครั้ง เป็นชีวิตที่ดีจนแทบไม่กล้าฝันถึง
ถ้าเช่นนี้แล้วยัง ‘เรื่องมาก’ พวกนางคงเป็นพวกไม่รู้จัก ‘สำนึกบุญคุณ’ แล้ว
เห็นได้ชัดว่าจูปาเม่ยไม่ได้สังเกตถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย นางหันไปสนใจเรื่องอื่นในชั่วพริบตา นำผ้าที่ย้อมแล้วมาแบ่งกับพวกนาง แยกว่าผืนไหนของบ้านไหนเรียงไว้อย่างดี
อีกด้านหนึ่งจูอู่ย้ายเก้าอี้มานั่งตากลมอยู่ในลานบ้าน
จูเหล่าโถวเห็นแล้วก็เข้ามาทักทาย
“แม่เจ้าอยู่ที่ไหนหรือ?” จูเหล่าโถวมองไปที่ห้อง ก่อนจะพบว่าห้องของเย่อวี๋หรานไม่ได้เปิดไฟ
“ยังอยู่ที่เรือนเก่าขอรับ” จูอู่พลั้งปากถามขึ้นมาว่าทำไมวันนี้พ่อของเขากลับเร็วขนาดนี้ ปกติจะต้องกลับดึกมากไม่ใช่หรือ?
“ข้าเคยไม่กลับมานอนบ้านเสียเมื่อไหร่เล่า?”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นขอรับ ข้าหมายถึงตอนกินข้าวกลางวัน กับตอนที่กินข้าวเย็น” จูอู่พูด “ช่วงนี้ท่านพ่อมักจะกลับมาช่วงตอนกินอาหาร หรือหลังเวลากินอาหาร แต่วันนี้ดูเหมือนจะกลับมาค่อนข้างเร็ว ข้ากับพวกพี่สี่กลับมาจากทำงานในไร่เสร็จ ท่านพ่อก็อยู่ในบ้านแล้ว ท่านพ่อยามที่พวกข้าทำงานในไร่ทำไมถึงไม่เจอท่านพ่อเลยเล่าขอรับ?”
“พวกเจ้าอยู่ไร่ไหน แล้วปกติข้าอยู่ไร่ไหน ไม่เจอกันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?”
“ไม่นะขอรับ วันนี้พวกพี่ชายข้าแบ่งกันไปทำงาน แต่ทุกคนล้วนไม่เห็นท่านเลยนะขอรับ”
จูเหล่าโถวสำลักอยู่ครู่หนึ่ง รีบพูดว่า “คงคลาดกันพอดีเลยไม่ได้บอกเจ้า วันนี้ทำงานมาทั้งวันเหนื่อยแล้ว ข้าไปนอนก่อนแล้วกัน”
เดิมทียังคิดจะนั่งในลานบ้านสักหน่อย แต่บทสนทนากลับดำเนินต่อไปไม่ได้ จึงทำทีราวกับกำลังหนีเข้าห้อง
จูอู่มองตามเงาของท่านพ่อ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
แก่มากแล้วสินะ คงจะแก่มากแล้ว ทำงานไม่ไหวก็น่าจะบอกตรง ๆ สิ ขี้เกียจแล้วยังไม่ให้คนพูดอีกหรือ?
จูอู่ไม่ได้คิดมาก เขาเพียงคิดว่าช่วงเวลาที่จูเหล่าโถวอยู่ในไร่นั้นสั้นมากจริง ๆ
ไม่แปลกที่เขาจะสังเกตเห็น แท้จริงแล้วเขากับจูซื่อมักจะ ‘ขี้เกียจ’ จึงมีความรู้สึกไวต่อกิจวัตรของแต่ละคน
ที่จริงแล้วงานในบ้านปีนี้ง่ายกว่าปีก่อนมาก ปีก่อนที่ดินในบ้านล้วนใช้ปลูกข้าว เมื่ออากาศร้อนก็ต้องรดน้ำทุกวันไม่ให้พวกมันแห้งตาย
แต่ปีนี้ไม่เหมือนกัน หนึ่งในสามส่วนใช้ปลูกมันเทศจึงไม่ต้องแบกน้ำ
หนึ่งในสามส่วนถูกแม่ของเขาเปลี่ยนให้เป็นนาน้ำ ครั้งหนึ่งน้ำจะถูกเก็บไว้ได้หลายวัน ไม่จำเป็นต้องแบกน้ำมาทุกวัน
ทั้งไร่มันเทศและนาน้ำล้วนมีข้อดีข้อหนึ่งคือ การกำจัดวัชพืชนั้นง่ายกว่าเดิม
ไร่มันเทศเติบโตได้อย่างแข็งแรง วัชพืชไม่สามารถเติบโตได้ ส่วนนาน้ำเปลี่ยนสภาพดินเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้วัชพืชไม่เติบโตในนาน้ำ
กล่าวคือ สิ่งเดียวที่ในครอบครัวต้องยุ่งกันน่าจะเป็นหนึ่งในสามส่วนที่เหลือ ซึ่งเป็นนาข้าวเก่าที่จูเหล่าโถวรับผิดชอบอยู่
ทุกวันต้องแบกน้ำไปรดน้ำ การกำจัดวัชพืชก็เช่นกัน สิ่งที่แย่ที่สุดคือยามที่หว่านเมล็ดข้าวไม่ได้หว่านแบบมีแบบแผน วัชพืชก็ขึ้นแบบไม่เป็นระเบียบ ถ้าเป็นคนสายตาไม่ดีอาจดึงผิดได้ง่าย ๆ
อย่ามองว่าพวกพี่ชายของเขาเป็นเกษตรกรที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว ยามที่ดึงวัชพืชก็ยังไม่กล้าทำตัวตามสบาย เพราะเกรงว่าจะดึงผิดจนสิ้นเปลืองอาหาร