ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 362 รู้สึกว่าลิ้นไม่ขยับดั่งใจคิด
บทที่ 362 รู้สึกว่าลิ้นไม่ขยับดั่งใจคิด
“เจ้ารอง เจ้าหาเวลาไปตรวจสอบคันไถสักหน่อย เมื่อถึงเวลาจะได้ใช้งานได้ไม่มีปัญหา”
“ขอรับ” จูเอ้อร์ตอบรับ
“ส่วนจูอู่ อีกเดี๋ยวเจ้าไปบอกพี่สี่ของเจ้าว่าเรื่องปุ๋ยหมัก พวกเจ้าสองคนรับผิดชอบ”
“ขอรับ”
ยามที่กินข้าวก็จัดสรรงานตามความเหมาะสมเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเรื่องล้างจาน พวกลูกสะใภ้เป็นคนจัดการ เย่อวี๋หรานเห็นว่าไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็กลับไปที่เรือนหลังใหม่เพื่อพักผ่อน
จูปาเม่ยกินข้าวเสร็จก็อยากออกไปเดินเล่น เมื่อไปบอกเย่อวี๋หราน ก็พาหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยไปด้วย อีกทั้งพี่สะใภ้สี่ก็ยังพาซานเป่าและซื่อเป่าออกนอกบ้านไปด้วย
จูซื่อกังวลใจที่ผู้หญิงในบ้านหลายคนออกไปนอกบ้านตามลำพัง เขาวิ่งออกไปพลางพูดว่า “ข้าก็จะไปด้วย ไม่ได้หรือ?”
จูปาเม่ยหยอกล้อ “ได้สิเจ้าคะ ทำไมจะไม่ได้เล่า พี่สี่ ท่านอยากไปเป็นเพื่อนพี่สะใภ้สี่ก็พูดมาตรง ๆ สิเจ้าคะ ยังจะเอาพวกข้าไปเป็นข้ออ้างอีก ท่านไม่ต้องกังวล พวกเราเป็นดวงอาทิตย์ดวงน้อยที่สว่างสดใส”
“ไปเถอะ มัวพูดไร้สาระ สะใภ้สี่น่ะข้าไม่เป็นกังวลหรอก ข้าเป็นกังวลกับพวกเจ้ามากกว่า สาวน้อยในบ้านออกไปนอกบ้านมืดค่ำจะไม่กังวลได้อย่างไร?” หาใช่ว่าจูซื่อคิดมาก อันที่จริงหลังจากที่สถานการณ์ในบ้านดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเพราะความสามารถในการหาเงินของน้องสาวเขาที่แสดงออกมาในภายหลัง ก็มีพวกคนหนุ่มสาวมาไถ่ถามเรื่องของน้องสาวเขา
พยายามตีสนิทกับพวกเขาเหล่าพี่ชาย และเลียบเคียงแนะนำผู้ชายที่เหมาะสมในครอบครัวให้ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง
ปกติแล้วยามที่จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยออกไปนอกบ้าน ก็จะมีพวกคุณป้าคุณยายวิ่งเข้ามาหาเพื่อพูดคุยกับพวกนาง สอบถามข่าวคราวเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างกระตือรือร้น
ผู้ชายสกุลจูล้วนไม่โง่ จูต้าและจูเอ้อล้วนจับสังเกตได้ พวกเขาก็จับกลุ่มปรึกษาพูดคุยกันว่า ‘เรื่องนี้ต้องปกป้อง’
“จะไม่ให้ปกป้องได้หรือ พวกเราไม่ใช่ผู้ชายหรือถึงจะไม่รู้ความคิดของพวกเขา? เหอะเหอะ มองมาที่ปาเม่ยเสียที่ไหน เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าคิดอยากให้ปาเม่ยหาเงิน ถ้าผู้ชายประเภทนี้ดีกับปาเม่ยก็คงแปลกแล้ว” สีหน้าจูซื่อฉายแววถากถาง ยามนั้นที่เขาเลือกมองหลี่ซื่อไม่ใช่ว่าเขาไม่ดูสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวหลี่ซื่อ ถึงอย่างไรก็ต้องคิดคำนึงอยู่บ้างไม่ใช่หรือ?
พี่น้องในบ้านพวกเขามีเยอะมากแต่ที่ดินมีน้อย แบ่งให้ทุกคนในมือก็มีกันอยู่เพียงไม่เท่าไหร่นัก ผู้หญิงทั่วไปล้วนไม่ชายตามองบ้านพวกเขา
ยังดีที่พวกเขาได้รับสืบทอดรูปลักษณ์ภายนอกของแม่มาค่อนข้างมาก อีกทั้งสภาพร่างกายก็ค่อนข้างได้เปรียบ จึงดึงดูดสาวน้อยให้มาชอบได้
และตัวพวกเขาเองยังฉลาดรู้จักใช้สมอง เมื่อเห็นคนมีช่องว่างก็ ‘ล่อลวง’ มาได้
จูอู่ก็พูดอยู่ข้าง ๆ เช่นกันว่า “ที่ลำบากที่สุดคือท่านแม่พูดแล้วว่าปาเม่ยจะยังไม่แต่งงานเร็ว ๆ นี้ แต่ก็ยังมีคนคิดจะเข้าหาปาเม่ย ช่างไร้ยางอายเสียจริง ข้าโมโหจนเกือบทนไม่ไหวที่จะไปตีเจ้าพวกนั้นสักที”
“พวกเราจับตาดูกันสักหน่อย อายุของปาเม่ยตอนนี้สามารถหาคนมาดูตัวด้วยได้แล้ว” จูต้าไม่ได้พูดออกมาว่าในเวลานั้นที่เขาแต่งงานกับหลิ่วซื่อ ที่จริงก็มีมองคนอื่นไว้บ้าง แต่อายุก็ไม่ได้ห่างจากปาเม่ยนัก
เพราะไม่มีทางเลือก เขาอายุสิบกว่าปีแล้วควรจะดูตัวได้แล้ว แต่เงื่อนไขครอบครัวไม่ดีนัก ผู้หญิงที่อายุเหมาะสมล้วนไม่ยินยอมที่จะตบแต่งกับเขา
ยามนั้นเขาถูกกดดันไม่มีหนทาง คิดพิจารณาเองว่าเลือกคนอายุน้อยหน่อยย่อม ‘ล่อลวง’ ได้ง่ายกว่า
คาดไม่ถึงว่าเป้าหมายที่เขาเลือกหมายตาจะเป็นหลิ่วซื่อ
หลิ่วซื่อเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว นาง ‘โง่’ เล็กน้อย จึงถูกคน ‘รังแก’ ได้ง่าย เขาช่วยเหลือนางไปสองครั้ง คนก็ตายใจแล้ว
ผู้ชายสกุลจูปรึกษากันอยู่นานก็ยังได้ข้อสรุปว่าต้องปกป้องไว้
น้องสาวอายุน้อยมากยิ่งถูกล่อลวงได้ง่าย
ไม่แน่ว่าอาจจะมีผู้ชายใจคดที่คิดจะจู่โจมปาเม่ยของบ้านพวกเขา ถ้าใช้วิธีที่เปิดเผยบริสุทธิ์ใจและเที่ยงธรรมก็แล้วไป แต่เกรงว่าจะมีผู้ชายที่จิตใจไม่มีคุณธรรม ใช้ ‘อุบาย’ บางอย่าง
แม้ว่าตัวพวกเขาเองจะไม่เคยทำเช่นนั้น แต่พวกเขาที่ ‘ล่อลวง’ ผู้หญิงมา ก็ได้คบค้าสมาคมกับผู้ชายเหล่านั้นไม่น้อย จึงได้ยินมาหลายอย่าง
การพูดคุยระหว่างผู้ชาย และการพูดคุยระหว่างชายหญิงล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
พูดคุยกันอยู่หลายประโยค อีกฝ่ายก็ฮึกเหิม เปิดปากพูดจ้อถึงข่าวคราวที่ ‘ร้อนแรง’ ของผู้หญิงซึ่งไม่เหมือนยามปกติ
จูปาเม่ยยังค่อนข้าง ‘ไร้เดียงสา’ ไม่เข้าใจว่าพี่สี่ของนางกังวลเรื่องอะไร คิดแค่ว่าอีกฝ่ายมีงานต้องทำ แต่กินอิ่มแล้วอยากอู้จึงใช้นางเป็นข้ออ้าง เพราะต้องการหาข้ออ้างดี ๆ ที่ฟังขึ้นสักอย่าง
“จะกังวลเรื่องใดเล่า? ท่านแม่ยังไม่กังวลเลย ท่านไม่เห็นหรือว่าท่านแม่ก็ยอมให้มาโดยไม่ได้พูดอะไรเลยไม่ใช่หรือ?” จูปาเม่ยถาม
จูซื่อชำเลืองมองแล้วกล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะท่านแม่รู้ว่าพวกเราจะตามมาด้วยแน่นอน”
ปากพูดเช่นนี้ แต่เขากลับรู้สึกว่าท่านแม่มั่นใจเกินไปแล้ว คิดว่าเด็กเวรพวกนั้นจะเกรงกลัวชื่อเสียงของนางจนไม่กล้าคิดทำเรื่องโง่เขลาต่ำช้า
แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากใจกล้าสักหน่อยก็จะอิ่มท้อง แต่หากใจกล้าน้อยหน่อยก็จะหิวตาย
เรื่องที่คนอื่นจะเกรงกลัว เกรงว่าคง ‘ไม่แน่นอน’ นัก หากมีคนไม่อยากตายจึงคิดอยากลองเสี่ยงเดิมพันดูสักตั้งเล่า?
จูปาเม่ยกลอกตา ไม่คิดจะสนใจจูซื่ออีก จับมือหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้าและกระซิบกระซาบกัน
สาวน้อยสามคนหัวเราะคิกคัก รวมกลุ่มอยู่ด้วยกันทั้งวันก็ยังพูดคุยกันไม่พอ ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรให้คุยกันมากมายนัก
พวกนางพูดไปหัวเราะไป บางครั้งก็หันกลับมามองสองสามีภรรยาจูซื่อและหลี่ซื่อ สายตาราวกับจะสื่อว่า ดูสิ ๆ รีบดูเร็วเข้าว่าพวกเขาสองคนทำอะไรกันอยู่?
จูซื่อ “…”
มากับภรรยาและลูกชายเช่นนี้ ความจริงแล้วเขาต้องคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวแทนสาวน้อยทั้งสามคนจะดีกว่าหรือไม่?
ซานเป่ยและซื่อเป่ยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวว่าพวกเขาทั้งสองคนเดินช้าเกินไป
“ได้ พวกเจ้าไปหาพวกนางเถอะ” หลี่ซื่อยิ้มและปล่อยมือให้เด็กน้อยทั้งสองคนวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
เด็กน้อยทั้งสองคนมีความสุขมาก “พวกท่าน… รอพวกข้าด้วย!”
เท้าเล็ก ๆ นั้นวิ่งเตาะแตะไปข้างหน้า
อายุยังน้อย ปากยังพูดไม่คล่องนัก ตะโกนเรียกคนก็ยังมี ‘ติดขัด’ อยู่บ้าง รู้สึกว่าลิ้นไม่ขยับดั่งใจคิด
แต่จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยมักจะอยู่กับพวกเขา จึงคุ้นเคยกับเสียงของพวกเขา เมื่อได้ยินก็รู้ว่าพวกเขาตะโกนว่าอะไร
“วิ่งช้าหน่อย เดี๋ยวล้ม” พวกนางหยุดเดินเพื่อรอพวกเขา
หลังจากซานเป่ยและซื่อเป่ยตามมาทันก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกนาง มือใหญ่จับจูงมือเล็กและเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
มองด้านหน้าเห็นเป็นแถวเรียงหน้ากระดานยาวแถวหนึ่ง หลี่ซื่ออดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา นางพูดกับจูซื่อว่า “ดูสิ ลูกชายของเจ้าตอนนี้ใกล้จะกลายเป็นสมบัติของครอบครัวแล้ว ใครเห็นก็ชอบกันทั้งนั้น”
นางถอนหายใจโล่งอก ก่อนที่พวกเขาจะเกิด นางยังเคยกังวลเรื่องอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนของจูปาเม่ยว่าจะไม่ชอบลูกชายของนาง ถึงยามนั้นอาจไม่พอใจเพราะคนในครอบครัวมีกันหลายคนและอาจจะพาลโกรธใส่
แต่ใครจะคิดเล่าว่าไม่กี่เดือนจากนั้นที่บ้านจะสร้างเรือนหลังใหม่ และจูปาเม่ยนับวันก็ยิ่งมีความสามารถ ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
“ทุกคนล้วนพูดว่าตอนเด็กเป็นเช่นไรตอนโตก็เป็นเช่นนั้น ถ้าให้ข้าพูดเรื่องนี้ก็ไม่แน่นอนเสมอไป เด็กบางคนอาจดื้อรั้น ทว่าหากสั่งสอนให้ดีเมื่อโตขึ้นก็จะเข้าใจได้เอง ที่จริงแล้วก็เป็นเด็กดีคนหนึ่ง เจ้าว่าใช่หรือไม่?”
จูซื่อพยักหน้า “ตอนนี้ปาเม่ยนิสัยดีกว่าเมื่อก่อนมาก มีคนมาถามเรื่องนางอยู่มากเช่นกัน โธ่ เจ้ากับท่านแม่บอกว่าไม่มีแต่ก็ยังมีคนมาถามไถ่เรื่องปาเม่ย ข้ากับพวกพี่ใหญ่เจออยู่หลายครั้งว่ามักจะมีคนออกมาเดินป้วนเปี้ยนในที่ที่ปาเม่ยไป”